ผู้เขียน หัวข้อ: Review s 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..  (อ่าน 17242 ครั้ง)

ออฟไลน์ koko86

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 941
    • อีเมล์
     สวัสดีครับ เพื่อนๆสมาชิกHeadlight Mag ทุกท่าน ผมเป็นคนหนึ่งที่ติดตาม ผลงานreview รถยนต์ ของพี่ J!MMY กับ พี่ Commander Cheng มานานแล้ว ชอบติดตามเนื่องจากมี
ผลการทดสอบที่ทดสอบอย่างละเอียดมีตัวเลขยืนยันและภาษาที่เข้าใจได้ง่ายดี สมัยเด็กๆอยากเป็นนักทดสอบรถยนต์ พอโตมามีโอกาสได้ใช้รถดีๆเลยอยากรีวิวเพื่อเป็นความรู้แก่ทุกๆท่านครับ

     โดยรถที่ทำการทดสอบครั้งนี้เป็น S 500 e hybrid AMG premium ซึ่งเป็นรถของพ่อผม ออกรถมาตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน เมื่อพ้นระยะ run in 10,000 กิโลเมตรแรก จึงเริ่มทำการรีวิวและทดสอบครับ
     การทดสอบครั้งนี้ จะขอเน้นในแง่ performance ความแรงความประหยัด ความคุ้มค่า เพราะในส่วนของความหรูหราความสะดวกสบายนั้น บรรยายไปเป็น 10 หน้าก็ไม่หมดครับมันมีเยอะมาก ถ้าอยากอ่านอย่างละเอียด ให้ไปอ่านตาม link นี้ที่พี่ JiMMYเคยทำreview ไว้ตั้งแต่ปี2013 ( http://www.headlightmag.com/exclusive-first6133/)
โดยในส่วนของสมรรถนะนั้น ขอเปรียบเทียบกับรถที่ใช้อยู่ประจำคือ Toyota GT 86, Mercedes W211 E 240, mazda 3 โฉมปัจุบัน กับรถที่เคยใช้มาคือ BMW 528i e 39 โดยมุมมองของผมจะเป็นมุมมองของคนที่ชอบขับรถ เร็วที่เน้นสมรรถนะเป็นหลักครับ 
ก่อนจะทำการรีวิว ผมได้ตั้งคำถามกับตัวเองก่อนดังนี้
      1.สมรรถนะจะดีสมกับตัวเลข s500 มาจากโรงงานรึเปล่า อัตราเร่ง ฟิลลิ่งช่วงล่าง ฟิลลิ่งพวงมาลัย เบรก การเกาะถนน
      2.ความประหยัดเวลาใช้งานในชีวิตประจำวันจริงๆ ข้อมูลจากแคตตาลอกบอกไว้ว่า อัตราการสิ้นเปลือง 100.9 MPG หรือ 42.5 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งนั่นอาจทำได้หากเสียบปลั๊กชาร์จก่อน แต่ในการทดสอบนี้จะทำในข้อจำกัดคือไม่เสียบปลั๊กไฟชาร์จเลยเพื่อดูอัตราสิ้นเปลืองเป็นอย่างไร สำหรับคนที่คิดจะซื้อรุ่นนี้แต่ไม่มีที่ให้ชาร์จไฟ ส่วนในกรณีที่ชาร์จไฟนั้นถ้ามีโอกาสจะมาทำทดสอบใหม่ครับ
      3.ความสะดวกสบายในการใช้งานทั่วไป ข้อดี ข้อเสียต่างๆ
      4.การใช้งานในระยะยาว
โดยการทดสอบทั้งหมดจะพยายามทำให้ใกล้เคียงกับมาตรฐานของ HLM ภายใต้เวลาที่จำกัดประมาณ 10 วันและข้อจำกัดที่ว่ายืมรถพ่อมาครับ อาจจะอัดหนักๆ ไม่ได้

ขอเริ่มที่การทดสอบในส่วนของการขับขี่ก่อนนะครับ
ตำแหน่งการขับ
   เริ่มจากการปรับมาตรฐานของรถทั่วๆไป คือ เท้าพอดีเบรก ศีรษะห่างหลังคาประมาณ 1 ฝ่ามือ เหยียดมือไปแล้วข้อมือประมาณพวงมาลัย การที่เบาะของคันนี้ปรับได้เยอะ ก็มีส่วนช่วยให้การเซทตำแหน่งการขับทำได้ง่ายมาก คือ ไม่ว่าจะมีสรีระแบบไหน ก็สามารถปรับให้เข้าได้เกือบทั้งหมด สามารถปรับความยาวของช่วงรองน่องได้ด้วย เบาะนั่งตัวค่อนข้างใหญ่ อาจไม่กระชับเท่าไหร่สำหรับคนที่รูปร่างผอม(รถคันนี้สร้างมาสำหรับเสี่ยจริงๆ) ส่วนของฐานรองนั่งไม่ได้มีปีกเบาะที่สูงทำให้ขึ้นลงสะดวก เวลาลงจากรถสามารถลุกยืนได้ไม่ยากเพราะตำแหน่งเบาะค่อนข้างสูง ส่วนปีกข้างสำหรับsupport ที่หลังมีมาให้พอสมควร แต่อยู่ค่อนข้างห่าง เวลาเข้าโค้งแรงๆ นี่รู้สึกเคว้งคว้างเหมือนกัน นอกจากนี้ยังสามารถปรับ lumbar support ได้ แต่ต้องเข้าไปปรับใน command center ใครมีปัญหาเรื่องหลังนี่ปรับได้ ตามใจชอบเลยทั้งเรื่องขนาดการดันและตำแหน่งสูงต่ำ 
       ในส่วนของพนักพิงศีรษะสามารถปรับได้ว่าจะให้ชิดหรือห่างจากศีรษะ หมดปัญหาเรื่องพนักพิงดันหัวแน่นอน  เนื่องจากรถมีขนาดใหญ่ ตำแหน่งศอกจะห่างจากที่วางแขนทั้งสองฝั่งมาก ทำให้วางศอกได้ไม่สะดวก ขับนานๆอาจจะเมื่อยไหล่ได้เหมือนกัน โดยรวมแล้วตำแหน่งการขับดีมากติดแต่ว่าควรให้ปีกsupportหลังด้านข้างปรับได้มาให้ที่เบาะหน้าเนื่องจากออพชั่น นี้มีมาให้ที่เบาะด้านหลังแต่กลับไม่มีที่เบาะหน้า คนที่ตัวไม่ใหญ่มากนั่งขับไม่กระชับโดยเฉพาะเวลาเข้าโค้งแรงๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 19, 2016, 19:16:08 โดย koko86 »

ออฟไลน์ koko86

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 941
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 03:12:42 »
     นอกจากนี้ ยังมีระบบ แอร์ฝังมาในเก้าอี้ คือ สามารถเลือกปรับที่ประตูว่าจะเอาลมร้อน ลมเย็น ความแรงเท่าไหร่ สามารถปรับได้จากสวิตช์ที่ประตู เคยลองเล่นดูนี่เย็นใช้ได้เลย แต่พอเปิดไปซักพัก ทำไมมันเย็นตูดพิลึก บอกไม่ถูกครับ ออพชั่น นี้น่าจะถูกใจสำหรับคนขี้ร้อน 
     ในส่วนของพวงมาลัยนี่ขนาดกระชับมือกำลังดี ความอวบของพวงมาลัยไม่ใหญ่จนเกินไป ส่วนตัวที่ไม่ชอบคือพวงมาลัยส่วนบนที่หุ้มหนังสลับไม้เวลาจับแล้วให้ความรู้สึกแปลกๆ อยากให้เป็นไม้ไปทั้งหมดเหมือนรถรุ่นเก่าๆมากกว่า ส่วนตำแหน่งแตรนี่อยู่ค่อนข้างตรงกลางต้องอาศัยความเคยชินซักระยะจึงจะกดได้แม่น  ปุ่มต่างๆบนพวงมาลัยนี่ถือว่ามีมาให้กำลังดี ไม่สับสนตอนใช้งาน แต่ก้านอุปกรณ์ควบคุมทางด้านซ้ายนั้นมีสามก้าน ทั่งที่ปัดน้ำฝน+ไฟเลี้ยว, ครูสคอนโทรล, ก้านปรับพวงมาลัย ขับใหม่ๆนี่อาจต้องมีบ้างที่จะเปิดไฟเลี้ยวแต่ไปโดนก้านครูสคอนโทรล ต้องใช้ระยะเวลาปรับตัวซักระยะหนึ่ง ตำแหน่งเกียร์อยู่ตรงด้านพวงมาลัยด้านขวาใช้งานสะดวก ทำความคุ้นเคยสักพักก็จะชิน
     คุณภาพของหนังที่ใช้ทำเบาะ และที่วางแขนโดยรอบนี่ดีมาก ให้สัมผัสละเอียด และมีกลิ่นหอมจางๆ กำลังดี โดยสรุปตำแหน่งการขับนี่ดีมากติดตรงรถมันใหญ่เกินหาที่วางแขนลำบากไปหน่อย
ทัศนะวิสัย
   จากตำแหน่งการขับดังกล่าว ทำให้นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงพอควร พอกะระยะ ฝากระโปรงหน้าได้และมีตราเบนซ์มาช่วยนี่ทำให้กะง่ายขึ้น เสา A ค่อนข้างใหญ่ อาจต้องระวังคนเดินข้ามถนนหรือ มอเตอร์ไซค์ไว้บ้าง กระจกมองหลังในห้องโดยสารนี่จะเห็นมุมค่อนข้างแคบ เพราะห้องโดยสาร ยาวมาก ต้องอาศัยเวลาปรับตัว เล็กน้อย สิ่งที่ขอบก็คือ สวิตช์ควบคุมกระจกของคนขับ สามารถคุมม่านผู้โดยสารตอนหลังได้ด้วย ทำให้ตอนออกจากพวกยูเทรินต่างๆ ปลอดภัยขึ้น
     ส่วนหนึ่งที่คิดว่าอยากให้ปรับปรุงคือตำแหน่งของมาตรวัดบอกความเร็วและวัดรอบ หากปรับพวงมาลัยให้พอดีแล้ว ขอบในพวงมาลัยมันจะไปบังมาตรวัดด้านข้างบางส่วนอยากให้จอยวัดรอบกับวัดความเร็วชิดกันกว่านี้อีกสักหน่อย  สำหรับรุ่นAMG premium หน้าจอบอกความเร็วฉายที่กระจกหน้ามาให้ด้วย ทำให้เห็นความเร็วได้สะดวกดี  ส่วนตัวถ้าตั้งตามค่าที่โรงงานเซทมา อาจจะแสบตาไปหน่อย ต้องเข้าไปปรับลดความเข้มลงมา
     แรกๆที่ได้ลองขับมีความคิดว่า คงกะระยะยากน่าดูเพราะรถยาวห้าเมตรกว่า กว้างเกือบสองเมตร แต่พอเอาเข้าจริง ก็ไม่ได้ลำบากมาก ถ้าไม่ได้เข้าซอยที่แคบจริงๆ  ถ้าจอดรถตามห้างตำแหน่งคนขับเปิดประตูได้กว้างพอสมควร  แต่ถ้ามีผู้โดยสารด้านหลังอาจต้องเผื่อพื้นที่ด้านข้างไว้เปิดประตูสักหน่อยเพราะประตูยาวหลังยาวกว่าประตูหน้ามาก 
     นอกจากนี้เวลาจอด มีตัวช่วยเยอะแยะ ทั้งกล้องข้างๆ และ กล้องหน้าหลัง เซนเซอร์ กะระยะรอบคัน และสามารถเลือกได้ว่าจะดูมุมไหนเป็นหลัก ทำให้การเข้าจอดไม่ยากอย่างที่คิด ส่วนใครที่มีปัญหาเรื่องการจอดจริงๆ ก็มีระบบช่วยจอดอัตโนมัติ มาเสริมอีก เท่าที่ลองใช้งานดูนี้ใช้งานได้จริงแต่ต้องทำความคุ้นเคยกันพอควร ผมมีเวลาอยู่กับมันไม่นานเข้าจอดเองคุ้นเคยกว่า
     อย่างไรก็ตามการเข้าออกจากที่แคบๆ ต้องตีวงเผื่อไว้บ้าง ไม่งั้นอาจมีโอกาสที่ล้อหลังปีนฟุตบาทได้ ทัศนะวิสัยตอนกลางคืน ไฟต่ำและไฟสูง ให้ความสว่างดีมาก แต่ยังไม่ได้ทดสอบระบบintelligent light ซักเท่าไหร่ เท่าที่ขับความเร็วต่ำและหมุนพวงมาลัยดูก็เห็นโคมไฟเลี้ยวตามพวงมาลัยคิดว่าระบบนี้น่าจะใช้งานได้ดี



เวลาเข้าจอดมีกล้องหน้าที่ซ่อนไว้จะกระดกขึ้นจากกระจังหน้า ดูเท่ห์ดี ให้อารมณ์เหมือนไฟป๊อปอัพสมัยก่อน

     วิวจากกล้องรอบคัน(เป็นออพชั่นเฉพาะรุ่น AMG premium) ที่ชอบคือสามารถดูวิวด้านข้างได้ชัดเจน(รูปที่สอง) ทำให้สามารถจอดชิดฟุตบาทหรือ จอดขนานช่องจอดได้พอดี สามารถเลือกมุมมองได้จาก command center เวลาเข้าจอดรถ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2016, 14:03:33 โดย koko86 »

ออฟไลน์ koko86

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 941
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 03:22:46 »
บรรยากาศและความสะดวกสบาย   
     ระบบล็อคประตูเป็นแบบ key less go เพียงแค่พกกุญแจและสัมผัสมือจับประตูก็จะปลดล็อคให้ เมื่อเปิดประตูเข้ามาก็จะพบกับ ambient light ที่สร้างบรรยากาศภายในรถ สามารถปรับเปลี่ยนสีได้ 7สี อุปกรณ์นี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยจำเป็น แต่หลังจากลองนั่งดูแล้ว รู้สึกถึงความหรูหรา สร้างความประทับในได้มากทีเดียวจนเดี๋ยวนี้จะกลายเป็นมาตรฐานของรถหรูรุ่นใหม่ๆ ไปแล้ว
     เมื่อเข้าไปนั่งในห้องโดยสารก็จะได้กลิ่นหอมจางของเบาะหนัง หากต้องการสร้างบรรยากาศด้วยกลิ่นหอมก็สามารถเลือกได้จากระบบปรับอากาศ หลังจากเหยียบแบรก กดปุ่มสตาร์ทแอร์และเครื่องเสียงจะทำงานอัตโนมัติ เมื่อจะลงจากรถแค่เพียงกดปุ่มสตาร์ทอีกครั้งแอร์จะค่อยๆดับไปส่วนเครื่องเสียงจะค่อยๆหยุดทำงานเมื่อเปิดประตูจะลงจากรถ ไม่ต้องมาคอยปิดแอร์ปิดวิทยุสะดวกดีจริงๆ
     ในส่วนของเบาะหลังซึ่งถือเป็นไฮไลท์ของรุ่นนี้ คือ สามารถปรับเอนนอนได้ โดยอันดับแรกต้องกดปุ่มเลื่อนเบาะหน้าไปก่อน เบาะหน้าจะเลื่อนไปด้านหน้าและตั้งพนักพิงหลังให้ชันขึ้นและยกเบาะหน้าขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับ พับหมอนพิงศีรษะด้านหน้าลงเพื่อหลบหลังคา หลังจากนั้นค่อยปรับที่รองขายกขึ้นมาและเลื่อนเบาะหลังเอนราบลงไป ณ ตำแหน่งนี้ จอDVD จะอยู่ระดับสายตาพอดี โอ้ ออกแบบดีจริงๆ เท่าที่ลองปรับดู นี่สบายมากๆ แถมมีหมอนจริงๆหนุนศีรษะให้อีก ตรงจุดนี้นี่ให้ 10/10 เลย สุดยอดของความสบาย
     ส่วนของที่นั่งด้านหลังสามารถควบคุม มูนรูฟ  ม่านด้านหลัง  ม่านและกระจกด้านหลังฝั่งซ้ายและฝั่งขวา และ สวิตช์ปรับลมเย็น ร้อน จากเก้าอี้ ได้จากสวิชต์ที่แผงประตู  ส่วนของระบบปรับอากาศด้านหลัง สามารถปรับอุณหภูมิ และการไหลอากาศแต่ละ ส่วนของ ลมบริเวณเท้าและอก แยกได้อิสระ ซ้ายขวาอีกด้วย
     ที่น่าประทับใจในรายละเอียดคือ เมื่อเปิดซันรูฟด้านหน้าจะมีตาข่ายบังลมขึ้นมาเพื่อป้องกันลมไปรบกวนผู้โดยสารด้านหลัง   บนหลังคามีกระจกแต่งหน้าสำหรับคุณผู้หญิงด้านบนเล็กๆ พร้อมไฟอัตโนมัติ  ส่วนของที่วางแก้วตรงกลางทำมาเรียบๆ แต่ถ้ากดลงไปจะมีตัวล็อค สามารถวางแก้วได้พอดี
     นอกจากนี้ ผู้โดยสารเบาะหลังยังสามารถควบคุมอุปกรณ์ ของรถผ่าน rear seat entertainment (หน้าตาคล้ายรีโมทคอนโทร) โดยต้องเลือกก่อนว่าจะให้ควบคุมตำแหน่งที่นั่ง ด้านหลังซ้าย หรือ ขวา หรือ ควบคุม command center ด้านหน้า  โดยหากเลือกควบคุมเฉพาะตำแหน่งเบาะหลังซ้ายขวา จะมีฟังชั่นเข้าไปปรับเบาะหลัง อย่างละเอียดได้เช่น lumbar support  ระบบนวด ระบบsupport ด้านข้าง(backrest sides) หรือเลือก ดูแผนที่ หนัง เพลงที่จะฟัง ผ่านหูฟังได้  โดยจอทั้งสองด้านจะทำงานแยกกันเป็นอิสระ คือ ฝั่งหนึ่งอาจจะดูแผนที่  อีกฝั่งอาจจะดูหนังก็ได้ หากต้องการควบคุมระบบรถทั่วไปก็สามารถเลือกให้รีโมทคุม command center ส่วนกลางของรถได้เช่นกัน  เหมือนกับคนนั่งหลังไปนั่งใช้งาน command center ด้านหน้าโดยควบคุมผ่านรีโมทนั่นเอง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2016, 14:08:19 โดย koko86 »

ออฟไลน์ koko86

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 941
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 03:25:45 »
 :D

ออฟไลน์ koko86

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 941
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 03:29:26 »
     ในส่วนของห้องเก็บของด้านหลัง สามารถเปิดได้โดยใช้เท้าเตะไปที่ใต้กันชน เวลาปิดจะมีปุ่มให้เลือกคือให้ปิดเฉยๆ หรือ ปิดพร้อมล็อครถไปเลย ที่ชอบก็คือความประณีตในการเปิดปิดห้องเก็บของความเร็วในการเปิด ปิดกำลังดีและเปิดปิดได้เงียบมาก ขนาดห้องเก็บของไม่ใหญ่มากนักเพราะถูกเบียดโดยแบตเตอรี่ ด้วยความจุเพียง 395 ลิตร การใช้งานในชีวิตจริงกระเป๋าเดินทางไซส์ใหญ่1 ใบ ไซส์เล็ก 2 ใบ รถเข็นเด็กและถุงใส่ของอีก 2-3 ใบก็เริ่มแน่นแล้ว การที่จะเอาท้ายรถไปใส่พวกเสือหมอบ เสือภูเขานี่แทบเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากรถใช้ยางrun flat tire ตำแหน่งที่เคยเป็นยางอะไหล่เมื่อเปิดขึ้นมาสารถใช้เก็บของได้อีกพอสมควร มีข้อสังเกตระหว่างการทดสอบคือ หากใช้ E mode ในการขับด้วยความเร็ว 80-100 กม/ชม. ต่อเนื่องกันจะมีความร้อนสะสมที่บริเวณเหนือแบตเตอรี่ตรงจุดนี้ในการใช้งานต้องระวังเพราะเคยเอากระเป๋ากล้องไปวางเลนส์ทุกตัวตอนเอาออกมาร้อนเลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2016, 14:08:41 โดย koko86 »

ออฟไลน์ koko86

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 941
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 03:31:54 »
การเก็บเสียง
   ในส่วนนี้ถือว่าทำได้ดีเยี่ยม เสียงลมต่างๆ แทบไม่ได้ยินเลยจนกระทั่งความเร็วเกิน 160 กม/ชม ขึ้นไป จึงเริ่มได้ยินเบาๆ ส่วนของเสียงยางจะพอได้ยินมาบ้างเมื่อความเร็วเกิน 120 กม/ชม ซึ่งเสียงยางเป็นเสียงที่ได้ยินชัดที่สุดสำหรับรถคันนี้ แต่เสียงที่ได้ยินก็จัดว่าเบามากอยู่ดี ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นหากใช้งานทั่วไปจะมีแต่เสียงครางทุ้มๆในรอบต่ำๆซึ่งแทบไม่ได้ยินเลย หากเป็นช่วงรอบสูงเกิน 4,000 รอบ จะได้เสียงเครื่องยนต์เบาๆเข้ามาบ้าง เสียงที่ออกมาจะเป็นเสียงหวานๆเรียบๆ ไม่แหบห้าวเหมือนBMW e39  ที่น่าแปลกก็คือเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ ข้างในห้องโดยสารแทบไม่ได้ยินแต่เมื่อยืนอยู่นอกรถกลับได้ยินชัด เสียงลักษณะคล้ายๆ เสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ดีเซล
   ถึงแม้จะให้ moon roof + sun roof ด้านหน้า และ  moon roof  ที่ด้านหลัง แต่เวลาฝนตกก็ไม่ได้ยินเสียงเม็ดฝนเข้ามาแรงนัก หากปิดม่านด้านบนเสียงเม็ดฝนต่างๆก็แทบไม่ได้ยิน เคยขับช่วงพายุฝนถล่มกรุงก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีเสียงเม็ดฝนดังกว่าปกติ  โดยรวมแล้วถือว่าการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารทำได้ดีมาก บ่อยครั้งที่เผลอใช้ความเร็วโดยไม่รู้ตัว

อุปกรณ์ต่างๆ
   เครื่องเสียงและความบันเทิงต่าง
   มาดูในส่วนของเครื่องเสียงกันบ้างชุดเครื่องเสียงของ Burmester 24 ลำโพง  แผ่นที่ใช้ทดสอบคือ  Best Audiophile Voice Volume  II  track 1 Desperado โอ้ เสียงกลางดีมาก ให้รายละเอียดหยุมหยิมชัดเจนดีมาก ให้รายละเอียดของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดได้ดี และอารมณ์ของดนตรี พอบอกตำแหน่งของนักร้องได้คร่าวๆ อยู่ประมาณคอนโซลหน้า
Track 5 Do that to me one more time ได้ความสงัดชัดเจนดีมากเนื่องจากตัวรถเก็บเสียงดีอยู่แล้ว ฟังเพลงนี้นี่ได้อารมณ์เพลงสุดๆ Track 3 Better home soon จุดนี้ระบบเครื่องเสียงได้แสดงพลังเบสออกมาชัดเจน มาเป็นลูกกำลังดีไม่เยอะเกินจนกลบรายละเอียดเสียงกลาง ที่สำคัญเซทเบสออกมาให้ตำแหน่งเบสอยู่ด้านหน้า (Bass up front) โอ้….สุดมาก คือสำหรับเครื่องเสียงรถยนต์ได้ขนาดนี้ ไม่ต้องไปทำอะไรเพิ่มแล้ว ถ้าจะแต่งเครื่องเสียงให้ได้ขนาดนี้นี่คงต้องลงทุนหลายแสนอยู่ ลองฟังตัวอย่างจากคลิปที่อัดมากันครับ

คลิปเพลงจากแผ่น audiophile voice

     เปลี่ยนบรรยากาศ ไปฟังแนวคอนเสิร์ตบ้างแผ่นที่ใช้เป็นแผ่นคอนเสิร์ต เบิร์ด “ขนนกกับดอกไม้ ดิออริจีนัล รีเทิรนส์”   ภาพออกมาชัดเจนดีมาก ไม่มีกระตุก เสียงออกเซอร์ราวด์รอบทิศ ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับนั่งในฮอลจริง เสียงร้อง เสียงเบสนี่ ให้อารมณ์คึกคักดีมาก ช่วงที่พี่ปุ๊ขึ้นอินโทร “โปรดจงรู้ว่ามี อยู่ตรงนี้อีกคน” นี่เล่นเอาขนลุกเลย ถ่ายทอดอารมณ์เพลงได้ดี หากแผ่นDVD เป็นรอยอาจมีการเล่นแล้วติดบ้าง สรุปคือเรื่องเครื่องเสียงนี่เยี่ยมมาก ถูกใจนักฟังเพลงแน่นอน (ถ้าไม่ได้เป็นพวกหูทองมีชุดละล้านอยู่ที่บ้าน) ส่วนถ้าใช้ฟัง MP 3 จาก USB คุณภาพเสียงจะดรอป ลงไปตามสัญญาณต้นฉบับ  การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์พวก I phone ทำได้ดีไม่มีปัญหา ตอนแรกคิดว่าจะหาเพลงเป็น folder ไม่ได้ แต่สุดท้ายก็เจอโดยต้องเข้าไปหาในฟังชั่น search
     หลังจากลองฟังจากทางด้านหน้าแล้ว ลองย้ายไปฟังตำแหน่งด้านหลัง พบว่าคุณภาพเสียงดรอปลงเล็กน้อย  จึงลองสังเกตดูพบว่า ด้านหน้ามีtweeter ตรงบริเวณเสาเอ มาด้วย แต่ ด้านหลังไม่มี แต่อย่างไรก็ตามความแตกต่างที่เกิดขึ้นถือว่าเล็กน้อยมาก โดยรวมคุณภาพเสียงก็อยู่ในขั้นดีมากอยู่ดี
แผนที่
     ในรุ่นนี้จะมีแผนที่มาให้ด้วยสามารถดูได้จากจอ command center รายละเอียดของแผนที่ดีมาก มีรูปสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆให้เห็นเป็น land mark ข้อดีอีกอย่างคือมีการบอกจุดสำคัญ เช่น ปั๊มพ์น้ำมันบริเวณใกล้เคียง  แต่การที่จะเข้าไปเซทว่าจะไปที่ไหนและกรอกข้อมูลลงไปนั้นทำได้ค่อนข้างยาก การที่จะใช้touch pad นั้นไม่สามารถเดาลายมือเราได้ทุกครั้ง เช่น จะพิมพ์ตัว T  แต่จะประมวลผลเป็น เลข1 ตลอด สุดท้ายการป้อนข้อมูลโดยใช้ปุ่มหมุนแล้วenter จะง่ายกว่าแต่เสียเวลามาก 
     ในการใช้งานแผนที่จะสามารถหาข้อมูลสถานที่สำคัญเช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า  ผ่านทางอินเตอร์เนตได้ แต่ต้องเชื่อมต่อกับมือถือก่อน  ในการใช้งานจริงอาจตั้งได้แค่ที่ๆเราไปบ่อยๆเช่น บ้านหรือที่ทำงานเผื่อเวลาใช้แผนที่จากจุดอื่นๆนำทางกลับบ้านมากกว่า สุดท้ายถ้าจะไปไหนก็ต้องเสร็จเจ้า google map อยู่ดีเพราะนอกจากใช้google map แล้ว ป้อนข้อมูลได้ง่ายกวาแล้วยังสามารถบอกสภาพการจราจรได้ด้วย ทำให้วางแผนได้ว่าถ้าข้างหน้ามีรถติดมากๆ เราสามารถใช้โหมดชาร์จแบตเตอรี่รอไว้ได้เลย เพื่อประหยัดน้ำมันในช่วงรถติด
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 25, 2016, 06:37:34 โดย koko86 »

ออฟไลน์ koko86

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 941
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 03:35:31 »
การชาร์จไฟ
     ในเรื่องการชาร์จไฟ ปลั๊กไฟที่ทาการชาร์จได้นั้นต้องมีสายดิน และต้องได้มาตรฐานตามที่ Mercedes ระบุไว้ในคู่มือ โดย 1. ปลดล๊อครถก่อนแล้วเปิดที่ชาร์จบริเวณกันชนหลังต่อมาไปเสียบอแดปเตอร์เข้ากับปลั๊กไฟก่อน 2.ดูที่อแดปเตอร์ว่าสามารถชาร์จได้หรือไม่หากชาร์จได้ไฟจะติดตรงคำว่า Ground present  3. ถ้าได้ค่อยเสียบสายไฟเชื่อมกับตัวรถเพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวรถ 4. หากชาร์จได้จะมีไฟสีเขียวขึ้นที่หัวชาร์จและอแดปเตอร์ตรงคำว่า Charging  ระยะเวลาที่ชาร์จ ขึ้นกับประจุไฟที่เหลือ หาก เหลือเพียง 10% จะใช้เวลาชาร์จประมาณ 4-5 ชั่วโมง หากดึงปลั๊กไฟออกตอนที่ยังชาร์จไม่เสร็จจะ รู้สึกถึงความร้อนบริเวณเต้าเสียบปลั๊กไฟพอสมควร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2016, 14:11:55 โดย koko86 »

ออฟไลน์ koko86

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 941
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 03:37:20 »
ช่วงล่าง
     ช่วงแรกที่ได้รถมาทดสอบ รู้สึกว่าการเก็บอาการสะเทือนของรถหากเจอคอสะพานหรือ ลอนถนน ตัวหนอนดักความเร็วทำได้ดีมาก ความรู้สึกเหมือนนั่งเรือที่มั่นคงมากๆ เวลาขึ้นตึกจอดรถ(ที่ลักษณะคล้ายๆกับทางขึ้นที่จอดรถมาบุญครอง) ที่อาจมีการบิดตัวของตัวถัง ไม่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดให้ได้ยิน ไม่รู้สึกถึงการบิดตัวของตัวถังเลย แสดงถึงความแข็งแรงของตัวถึงที่ดี   อย่างไรก็ตามหากเจอหลุมเล็กๆ หรือ พวกฝาท่อระบายน้ำ รู้สึกสะเทือนเยอะกว่าปกติ ทั้งๆที่ใช้ โหมด comfort ตลอด พอไปเช็คลมยางพบว่าแข็งกว่าปกติ ไป 3-4 ปอนด์เลยที่เดียว
     หลังจากปรับลมยางแล้ว การเก็บการสั่นสะเทือนพวกหลุมขนาดเล็กดีขึ้นมาก แต่ยังมีความรู้สึก สะเทือนอยู่ เวลาผ่านพวกฝาท่อระบายน้ำ ผ่านพวกหลุมเล็กๆความเร็วสูง หากเปรียบเทียบความรู้สึกความสะเทือน กับw211ที่ใช้ประจำอยู่ w222 จะเก็บความสะเทือนพวกคอสะพาน รอยต่อถนน หรือ หลุมใหญ่ๆ ดีกว่ามาก  แต่หากเป็นพวกหลุมเล็ก ฝาท่อระบายน้ำนี่จะแตกต่างกันไม่มากเท่าไหร่ ส่วนตัวคิดว่าอาจเป็นจากขนาดล้อเนื่องจาก W222 ใช้ ล้อ 20 ส่วน w211 ใช้ล้อ 16 นิ้ว โดยส่วนตัวคิดว่าหากเป็นรุ่น exclusive ธรรมดาที่ใช้ล้อ 19 นิ้วน่าจะให้ความนิ่มนวลได้มากกว่านี้
     สิ่งที่สร้างความประหลาดใจอีกอย่างของรถคันนี้คือการเกาะถนน ก่อนลองขับไม่ได้คาดหวังเรื่องการเกาะถนนมากมายจากรถลีมูซีนหนักเกือบสามตันอยู่แล้ว แต่หลังจากลองอัดเข้าโค้งตรงทางขึ้นทางด่วนจากถนนพระรามหกหน้ากระทรวงการคลังโค้งซ้าย นี่สามารถไต่ขึ้นไปถึงความเร็ว 75 กม/ชม โดยไม่มีอาการโคลง และไม่ออกอาการโอเวอร์ หรือ อันเดอร์สเตียร์เลย ซึ่งจุดนี้หากเทียบกับ Toyota 86 ที่ใช้อยู่ประจำ ยาง215 ช่วงล่างเดิมกับ ยาง RE 11 ที่เอาไปลงแทรคจนหมดสภาพแล้ว เข้าโค้งด้วยความเร็วเท่ากันจะเริ่มออกอาการอันเดอร์สเตียร์ นิดๆ ตรงจุดนี้ผมถึงกับงง นี่มันรถอะไรวะเนี่ยะ หนักเกือบสามตันสามารถเข้าโค้งได้ขนาดนี้นี่เหลือเชื่อจริงๆ เท่าที่กะดูน่าจะได้เกือบ 1 จี....(หากเปรียบเทียบกับรถคันอื่นที่ใข้อยู่  w211 65 กม/ชม, 86 หลังได้ยางใหม่ 83 กม/ชม)ส่วนนึงคงต้องยกความดีความชอบให้กับยาง Pirelli P Zero ที่ติดรถมาด้วย
     ช่วงทดลองหาความเร็วสูงสุด บนทางด่วนศรีรัตน์ วิ่งมุ่งหน้าจากอุรุพงษ์ไปสาธุประดิษฐ์ ช่วงโค้งขวากว้างๆหลังผ่านทางลงสีลมไปแล้วมุ่งหนาดาวคะนอง ยังเข้าโค้งได้เกิน 200 กม/ชม ได้อย่างมั่นใจ หากไม่มีรอยต่อของถนนมารบกวนนี่ที่น่าจะทำความเร็วได้มากกว่านี้อีก อย่างไรก็ตามในโค้งที่ความเร็วไม่สูงมาก หากขับจนสุดลิมิต รถก็จะออกอาการอันเดอร์สเตียร์เพียงเล็กน้อย ซึ่งจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปทำให้คุมอาการได้ง่ายเพียงแค่ถอนคันเร่ง ไม่มีอาการท้ายปัดหรืออันเดอร์สเตียร์รุนแรงให้ตกใจแต่อย่างใด แต่เชื่อผมเถอะ กว่าจะขับจนสุดลิมิตรถนี่ต้องใช้ความพยายามมากทีเดียวเพราะรถมันเข้าโค้งหนึบมาก
     หลังจากจากทดลองโหมด comfort แล้วมาทดลอง โหมด sport กันบ้าง ในโหมดนี้ ช่วงล่างก็รู้สึกถึงแรงสะเทือนมากขึ้น โดยเฉพาะพวกหลุมต่างๆ โดยส่วนตัวคิดว่าโหมดนี้เหมาะกับเอาไว้ขับทางไกลต่างจังหวัด หรือ อัดบนทางด่วนยาวๆดีกว่า เพราะ เจอถนนโลกพระจันทร์ของ กทม. เข้าไปผมว่าอาจจะสะเทือนเกินไปสำหรับรถระดับนี้  และ โหมดcomfortก็เกาะถนนดีมากอยู่แล้ว เนื่องจากเป็น air suspension จึงไม่มีการโยก ย้วย เวลาเข้าโค้งหนักๆ โหมดคิดว่าโหมดนี้ใช้งานเพียงพอเกิน 90% แล้ว
     ในส่วนของช่วงล่างมีสิ่งหนึ่งที่ชอบและใช้ได้ในชีวิตประจำวันคือ ปุ่มยกช่วงล่าง หลังจากกดปุ่มนี้ รถจะสูงขึ้น 3 เซนติเมตร ซึ่งสำหรับรถฐานล้อยาวขนาดนี้ ground clearance ที่มากขึ้นสำคัญมากสำหรับเวลาขึ้นสะพานชันๆ หรือลงชั้นใต้ดินสำนักงานเล็กๆ บางครั้งถ้าลืมกดนี่.......มีครูดได้เลยครับ
     ในส่วนของพวงมาลัย ของโหมด comfort จะมีน้ำหนักเบา แต่ไม่เบาโหวงน้ำหนักพอใช้ได้สำหรับขับในเมืองเรียกว่าผู้หญิงมาขับไม่มีเมื่อยแน่นอน หากเปลี่ยนเป็นโหมด sport พวงมาลัยจะหนักขึ้นชัดเจน ทำให้ควบคุมน้ำหนักตอนเข้าโค้ง ได้ดีขึ้นส่วนตัวชอบน้ำหนักพวงมาลัยในโหมดนี้มากกว่า ตึงมือกำลังดีแต่ไม่ค่อยได้ใช้โหมดนี้เพราะช่วงล่างแข็งเกินไปสำหรับการใช้งานเลยไม่ค่อยได้ใช้โหมดนี้ซักเท่าไหร่
     การสื่อสารผ่านพวงมาลัย ไม่ว่าโหมดอะไรก็นิ่งๆครับ ผ่านหลุมรอยต่อ เข้าโค้งอะไรต่างๆ พวงมาลัยไม่ได้แสดงอาการอะไรมาก หากเทียบกับW211 แล้วW222 สื่อสารดีกว่าหน่อย แต่ยังเทียบกับE39 ไม่ได้ แต่ก็ถือว่าเหมาะสมกับลักษณะรถอยู่แล้ว ตรงจุดอาจผิดหวังขาแรงเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถือว่าเป็นข้อเสียอะไร
การขับขี่ 
   ท่านผู้อ่านหลายๆท่านคงทราบอยู่แล้วว่า โหมดการขับเคลื่อนระบบไฮบริดรุ่นนี้มีอยู่ 4 แบบ คือ
   Hybrid โหมดนี้จะใช้ เครื่องยนต์ผสมกับมอเตอร์ เพื่อความประหยัดสูงสุด
   Electric โหมดนี้จะใช้แต่มอเตอร์เพียวๆ เครื่องยนต์ไม่ทำงานเลย
     Charge โหมดนี้จะไม่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เลย เครื่องยนต์จะติดตลอด แม้กระทั่งตอนรถจอด  เครื่องยนต์ก็จะติดเพื่อชาร์จไฟ หากชาร์จแบตจนเต็มแล้วจะเปลี่ยนโหมดไปเป็นโหมด E-save อัตโนมัติ
   E-save เป็นโหมดประหยัดพลังงานไฟฟ้า เหมาะสำหรับต้องการเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ตอนรถติดๆ
       
        โดยโหมดต่างๆเหล่านี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเลือกเกียร์ในโหมด E(economy) หรือ E  plus เท่านั้น หากเปลี่ยนไปใช้เกียร์ในโหมดS(sport) จะไม่สามารถเลือกเปลี่ยนโหมดดังกล่าวได้

ขอรีวิวความรู้สึกของการขับเคลื่อนในแต่ละโหมดดังนี้นะครับ
     Mode เกียร์ E หรือ E+ (economy)
     Hybrid mode เป็นโหมดที่ใช้งานบ่อยที่สุด แต่เป็นโหมดที่มีการตอบสนองช้า เริ่มจากการเปลี่ยนเกียร์จาก N,P มา D ต้องรอเวลาพอสมควร ต่อมาเมื่อเริ่มออกตัวช่วงแรก จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานก่อน หากไฟฟ้าเหลือน้อยเช่น 10-15% ออกตัวไปสักเมตรนึง เครื่องยนต์ก็จะติดทันที ตอนเครื่องยนต์ติดหากกดคันเร่งด้วยความนิ่มนวล จะแทบไม่รู้สึกว่าเครื่องยนต์ติด แต่สิ่งที่กวนใจมากที่สุดหากแบตเตอรี่เหลือน้อยคือ หากต้องการออกตัวแรงกว่าปกติ ซึ่งในกทม.ต้องทำค่อนข้างบ่อย (เพราะ หากค่อยๆ ออกตัวก็จะเจอ พวก ขาปาด ขาแทรก ประจำ)  จะเกิดอาการกระตุกจากการที่เครื่องยนต์ติด เพื่อส่งแรงบิดลงสู่ล้อ รถจะพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งบางครั้งอาจเป็นจังหวะที่คันหน้าจอดพอดี ก็ต้องเบรกหัวทิ่มอีก ตรงจุดนี้ขับให้ภรรยานั่งยังรู้สึกได้ ถึงกลับบอกว่า “รถคันนี้มันไม่เพอร์เฟค เนอะ”   บางครั้งการกระตุกที่ว่าจะเกิดขึ้นแรงมากเช่น ในจังหวะ อยู่เลนซ้ายขับด้วยความเร็วประมาณ20-30 กม./ ชม ซึ่งรถจะใช้มอเตอร์อย่างเดียว แล้วต้องการ จะออกเลนขวาที่มีรถตามมาด้านหลังห่างพอสมควร เมื่อเหยียบคันเร่งค่อนข้างลึก เครื่องยนต์จะติดพร้อมกับการกระตุกที่ค่อนข้างแรง ตรงจุดนี้ เป็นจุดที่น่าจะทำการปรับปรุง 
     นอกจากนี้การขับในเมืองโหมดนี้เครื่องยนต์จะดับเกือบทุกครั้งหากไม่ได้ใช้คันเร่ง  ดังนั้นหากขับอย่างเร่งรีบในขณะที่แบตเตอรี่เหลือน้อย เช่น เบรกแล้วต้องการเร่งต่อทันที ต้องรอให้เครื่องยนต์สตาร์ททุกครั้งซึ่งทำให้เสียจังหวะได้เหมือนกัน  อย่างไรก็ตามหากแบตเตอรี่เหลือมากกว่า30% มอเตอร์จะทำงานเพียงอย่างเดียวในความเร็วต่ำการตอบสนองของรถจะไวขึ้นและนุ่มนวลมากเพราะไม่ต้องอาศัยกำลังจากเครื่องยนต์ จากที่มอเตอร์เคยทำงานแค่ช่วงออกตัวจะทำงานจนไปถึงความเร็ว 40-50 กม./ชม หรือกดคันเร่งหนักจริงๆ เครื่องจึงจะติด ดังนั้นการขับในเมืองเพื่อให้ได้ความสบายเต็มที่ควรวางแผนให้มีแบตเตอรี่เหลือไว้ซัก 30-40%
     การขับทางไกลในโหมดนี้หากใช้ความเร็วคงที่ ในช่วง80-120 กม./ ชม หากแบตเตอรี่เหลือเยอะ เครื่องยนต์ก็จะดับเช่นกันและจะใช้มอเตอร์ในการรักษาความเร็ว หากต้องการเร่งแซงเครื่องยนต์ก็จะติดอีกครั้ง หากเครื่องยนต์ติดที่ความเร็วสูงการส่งกำลังจากเครื่องยนต์จะนุ่มนวลจนไม่รู้สึกเลย  ถึงแม้โหมดนี้จะมีการตอบสนองช้าบางครั้งในช่วงแรก แต่หากกดคันเร่งจนกระทั่งทั้งเครื่องยนต์กับมอเตอร์ทำงานประสานกันแล้วอัตราเร่งที่ได้ก็ถือว่าดีมากทีเดียว
     Electric mode ตอนแรกคิดว่าโหมดนี้ไม่น่าจะแรงอะไรมาก เนื่องจากตัวเลขแรงม้าเพียง 116 ตัว    จากมอเตอร์ แต่เนื่องจากแรงบิดมีถึง 340 นิวตันเมตร ซึ่งนั่นก็พอๆกับ BMW 320d ซึ่งพอใช้งานจริงให้ความรู้สึกแรงใกล้เคียงกับ E240 เลยทีเดียว เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนเป็นรูปธรรม ผมจึงทดสอบอัตราเร่งในโหมดนี้ไว้ด้วย ซึ่งจะกล่าวถึงในช่วงสมรรถนะต่อไป การเร่งแซงในเมืองของโหมดนี้ทำได้ดีเนื่องจากแรงบิดมาเต็มตั้งแต่ 0 rpmและ  ไม่มีอาการกระตุกให้ต้องกังวลและที่สำคัญหากใช้งานทั่วๆไปจะไม่ได้ยินเสียงการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าเลย  ส่วนระยะทางในการวิ่งด้วยแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวนั้น ที่ นิตยสารต่างประเทศได้ทดสอบไว้  เคลมว่าวิ่งได้ประมาณ 20 ไมล์ (32กม.)  เท่าที่เคยขับดูจากแบตเตอรี่เต็ม 100% วิ่งด้วยความเร็ว 80 กม./ชม วิ่งได้ระยะทาง ประมาณ 17  กิโลเมตร จากการประมาณการคิดว่าหากชาร์จแบตเต็มที่ และวิ่งด้วยความเร็วต่ำกว่านี้อาจได้ระยะทาง 20-30 กิโลเมตรนี่น่าจะได้ ขึ้นกับสภาพการจราจร
     E-save mode โหมดนี้การทำงานคล้ายhybrid  เพียงแต่เครื่องยนต์จะสตาร์ท ติดเร็วขึ้นเพื่อเซฟแบตเตอรี่เท่านั้นเอง
     Charge mode ในโหมดนี้เครื่องยนต์จะติดตลอด เพื่อทำการชาร์จไฟ ทำให้ไม่มีการติดๆดับๆของเครื่องทำให้การขับนุ่มนวลมาก  โดยส่วนตัวหากขับทางไกลหรือขึ้นทางด่วนจะใช้โหมดนี้ตลอด และจะเปลี่ยนเป็นโหมด Electric หรือ hybrid หากเจอรถติด หรือบางครั้งจะวางแผนการเดินทางร่วมกับแผนที่จาก google map ซึ่งหากรู้ว่าข้างหน้ามีรถติดมากอาจชาร์จแบตรอไว้เลย อย่างไรก็ตาม โหมดนี้อาจไม่ได้ใช้เลย หากระยะทางระหว่างจุดที่สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟได้ไม่เกิน 20-30 กิโลเมตร เพราะสามารถใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ได้เพียงพอ

     Mode เกียร์ S (sport)
     ในส่วนของการขับขี่โหมดการเปลี่ยนเกียร์แบบสปอร์ต เครื่องยนต์จะติดตลอดและ เปลี่ยนเกียร์ในรอบที่สูงขึ้นประมาณ 3,000-4,000 รอบ มีมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยส่งแรงเวลากดคันเร่ง เวลาเบรกก็จะมีการชาร์จไฟมากกว่าปกติ โหมดนี้ทำให้รถที่เคยอืดอาดยืดยาดเครื่องยนต์ติดๆดับๆตอบสนองช้า เปลี่ยนไปเป็นคนละคน อัตราเร่งกดแล้วมาทุกครั้งตอบสนองไวมาก ช่วงเร่งแซงแล้วกดหนักๆนี่มีหลังติดเบาะตลอด ไม่มีคำว่ารอรอบเพราะมีtorque มหาศาลจากมอเตอร์ที่ทำงานตั้งแต่กดคันเร่ง  ในการเบรกเแล้วเตรียมเร่งต่อ เกียร์ก็จะshift down ลงมารอ พอเหยียบคันเร่งปุ๊ป รถจะพุ่งไปข้างหน้าทันทีทิ้งรถบ้านกับกระบะดันรางให้หายไปจากกระจกมองหลังได้อย่างง่ายดาย สมรรถนะระดับนี้ทำให้หวดได้มันส์มากจนผมขอตั้งชื่อโหมดนี้ว่า “ปลาวาฬบ้าพลัง” เพราะจากการที่อัตราเร่งดีทั้งช่วงความเร็วสูงและความเร็วต่ำทำให้ลืมน้ำหนักตัวและความใหญ่โตของรถไปสนิท สมกับตัวเลข S 500 จริงๆ ความแรงระดับนี้ถึงแม้ไม่สามารถเทียบได้กับ GTR ม้า กบ แต่จากอัตราเร่งที่ทดสอบ น่าจะใกล้เคียงกับพวก BMW Active hybrid 3, Nissan 350 Z, Subaru STI  ถ้าเจอ S class ซิ่งบนถนนแล้วเห็น เลข 500 แปะตูดอยู่นี่ก็อย่าไปยุ่งด้วยเลย รถเค้าแรงจริง 
     อย่างไรก็ตาม โหมดนี้ยังมีเรื่องที่น่าปรับปรุงอยู่คือ บางครั้งหากเบรกแล้วจะกลับมาเหยียบคันเร่งต่อจะเกิดอาการเกียร์นิ่งไปพักนึง เหมือนกำลังคิดว่าจะเปลี่ยนเกียร์อะไรให้ดี แล้วจึงเปลี่ยนเกียร์พร้อมกับส่งแรงมาให้ อาการนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยแต่มันทำให้เสียความมั่นใจเวลาซิ่งได้เหมือนกัน
     โดยรวมโหมดต่างๆ  ถือว่าทำออกมาตอบสนองตามวัตถุประสงค์ของแต่ละโหมดได้เป็นอย่างดี ถ้าอยากประหยัดใช้โหมด economy ก็อาจจะต้องทำใจกับคันเร่งที่ตอบสนองช้ากับการรอให้เครื่องยนต์ติดบ้าง เหมาะแก่การขับเรื่อยๆ หรูๆ ชิลๆ ใครอยากแซงก็ให้แซงไป โดยเฉพาะในกรณีที่แบตเตอรี่เหลือน้อย  แต่หากแบตเตอรี่เหลือเยอะการขับในเมืองจะมีความนิ่มนวลมากขึ้นคือมอเตอร์จะส่งกำลังมาเต็มที่โดยที่เครื่องยนต์แทบไม่ต้องทำงานเลย ส่วนโหมดsport ก็ให้การตอบสนองที่ดีมากๆทีเดียวแต่ก็ต้องแลกกับอัตราสิ้นเปลืองที่มากขึ้น
    ส่วนใครที่รำคาญหรือไม่ชอบการติดๆดับๆของเครื่องยนต์ไฮบริด ผมอยากให้ไปลองขับhybrid พวกที่ลงท้ายด้วย 350e หรือ 500e ดูก่อนครับ ผมคิดว่าหากไม่ได้ขับแบบรีบร้อน การตัดต่อกำลังมันไมได้กระตุกมากค่อนข้างนุ่มนวลทีเดียว อย่างไรก็ตามหากคุณเป็นคนขับแนว เน้นความรวดเร็ว ปราดเปรียว ออกตัวเร็วๆ ชอบการตอบสนองที่ทันใจ มันยังพอมีทางเลือกครับ คือ 1)ใช้โหมดelectricหากแบตเหลือเยอะ โหมดนี้จริงๆถ้าขับในเมืองไม่ช้านะครับ เดี๋ยวมีอัตราเร่งให้ดู  2) ใช้โหมด charge ไปเลย กินน้ำมันหน่อยตอนนี้ เดี๋ยวไปประหยัดเอาตอนที่ไม่รีบ หรือ 3) ถ้ารีบสุดๆ กดโหมดเกียร์ S ไปเลยครับสะใจแน่นอน
    จากที่กล่าวมาทั้งหมดการขับขี่จะสมบูรณ์แบบหากสามารถเปลี่ยนจากโหมด E เป็น โหมด S ได้สะดวก เพราะจากการใช้งานจริงอยากที่จะเปลี่ยนสับระหว่างสองโหมดนี้บ่อยมาก แต่ก็ไม่สามารถทำได้ถนัดเนื่องจากปุ่มที่ใช้เปลี่ยนอยู่ตรงคอนโซลอีกฝั่ง และปุ่มก็เรียบๆไม่สามารถใช้ความรู้สึกจากการสัมผัสได้ ถ้าจะให้ดีควรย้ายการทำงานมาอยู่ตรงเกียร์ไปเลย เช่นดึงเข้าหาตัวเป็นการเปลี่ยนโหมดเป็นต้น หรือไม่ก็ควรทำปุ่มให้อยู่ในตำแหน่งที่ใช้งานได้สะดวกกว่านี้ สำหรับปุ่มเปลี่ยนโหมดของระบบ hybrid ก็เช่นกัน ควรเปลี่ยนตำแหน่งให้ใช้งานง่ายกว่านี้ เพราะชีวิตจริงใช้บ่อยมาก ในความคิดผมอยากจะทำให้สวิทช์ เหมือนกับปุ่ม magnitino เหมือนกับของFerrari ที่อยู่ตรงพวงมาลัยด้วยซ้ำไป
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 25, 2016, 06:42:14 โดย koko86 »

ออฟไลน์ koko86

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 941
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 03:39:12 »
อัตราเร่ง
   การทดสอบนี้ใช้เครื่องมือจับเวลาซึ่งเป็นโปรแกรมของ I phone ชื่อ Dynolicious มาใช้ในการจับเวลา ทำการหาอัตราเร่งช่วงกลางคืน เปิดไฟหน้า เปิดแอร์ ที่อุณหภูมิ 30 องศา น้ำหนักคนนั่งสองคน รวมประมาณ 140 กิโลกรัม ผลการทดสอบเป็นดังรูปครับ
ผมขอทำการทดสอบแค่สองครั้งนะครับ
    เฉลี่ย 0-100 กม/ชม 5.62, 5.70 เฉลี่ย 5.66 วินาที
    Quarter mile (best) 14.29 วินาที
    0-120 (best) 7.61 วินาที
    0-140 (best) 9.75 วินาที
    80-120 หากวัดจากโปรแกรมซึ่งเป็นอัตราเร่งต่อเนื่องจะได้ 3.45, 3.31วินาที เฉลี่ย 3.42 วินาที
หากวัดอัตราเร่ง 80-120 ตามมาตรฐาน HLM โดยใช้โหมด เกียร์ S จะ รวมเวลาคิกดาวน์ด้วย ได้อัตราเร่งประมาณ 4.58, 4.52, 4.28 เฉลี่ย 4.46 วินาที แรงพอๆกับ BMW Active hybrid 3 เลยทีเดียว


     ความรู้สึกตอนทำการทดสอบหลังจากระทืบคันเร่งจนสุด แรงบิดกว่า 800 Nm ปั่นยางหลังขนาด 275 ฟรีทิ้งนิดๆ พร้อมกับแรงดึงมหาศาลอย่างต่อเนื่อง ทำให้รถพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเหมือนมีอะไรซักอย่างมาผลักรถอย่างแรงจากด้านหลัง  นี่เป็นรถที่แรงที่สุดที่ผมเคยขับมาก็ว่าได้ เพื่อนที่นั่งไปด้วยยังบอกว่า นี่แรงกว่า 350 z ที่เคยใช้อีก แรงจริงๆ ถึงแม้จะเป็นรถที่ออกตัวเร็วมากแต่เคยเหยียบคันเร่งออกตัวจนล้อฟรีทิ้งแบบนี้ครั้งนึง ตอนที่ภรรยากำลังหลับที่เบาะหลังก็ไม่มีอาการกระชากจนทำให้ตื่น ถือว่าเป็นรถที่แรงมากแต่แรงแบบนิ่มๆ หลังติดเบาะคล้ายๆตอนเครื่องบินเจต take off นั่นแหละ
     ในส่วนของความเร็วสูงสุดที่ทำได้ คือ 240 กม/ชม แต่ติดตรงโค้งของทางด่วนเสียก่อน ซึ่ง ณ ความเร็วขณะนั้นยังมีแรงส่งไปได้อีก คิดว่า ความเร็ว 250 กม/ชม  ตามที่เคลมไว้สามารถทำได้แน่นอน

     ยังไม่จบสำหรับการทดสอบอัตราเร่งรุ่นนี้ครับ หลังจากได้ลอง electric mode แล้ว เกิดความสงสัยว่าทำไมโหมดนี้รถมันวิ่งดีจัง จึงอยากตอบคำถามตนเองว่าโหมดนี้ใช้มอเตอร์เพียงอย่างเดียวอัตราเร่งเป็นอย่างไรบ้าง จึงทำการทดสอบดังนี้ครับ เครื่องมือจับเวลาใช้โปรแกรม Dynolicious เช่นเดิม หาอัตราเร่ง 0-100 กม/ชม เปิดแอร์ เปิดไฟหน้า อุณหภูมิขณะทดสอบ 29.5 องศาเซลเซียส  แต่ครั้งนี้นั่งขับคนเดียวนะครับ
    เนื่องจากอัตราเร่ง0-100 ในโหมดนี้ใช้ระยะทางค่อนข้างมากและในเวลาจำกัดจึงขอทำการทดสอบแค่ครั้งเดียวขณะทำการทดสอบหากเหยียบเต็มที่จะได้ยินเสียงมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาบ้าง ลักษณะเสียงจะแหลมๆเล็กๆ คล้ายๆรถกอลฟ์ทั่วไปซึ่งแทบจะไม่ได้ยินเลย  จะเห็นได้ว่า อัตราเร่งไม่ได้ขี้เหร่เลยสำหรับรถหนักขนาดนี้ 0-100 ทำได้ในเวลา 14.16 วินาที พอๆกับeco car เลยทีเดียวแต่ประหยัดกว่าเพราะไม่ใช้น้ำมันเลย แต่จุดหนึ่งที่อยากให้สังเกตก็คือ ช่วง 0-80 กม/ชม ซึ่งเป็นช่วงที่ใช้งานบ่อยในเมืองนั้น อัตราแร่งทำได้ต่ำกว่า 10 วินาที ซึ่งถือว่า ดีมากทีเดียว จึงพิสูจน์ได้ว่าในโหมดนี้หากชาร์จไฟมาเต็มจากบ้านและระยะทางจากบ้านถึงที่สามารถชาร์จไฟได้ใหม่ได้ไม่เกิน 20-30 กม. และใช้ความเร็วไม่สูงนัก โหมดไฟฟ้าอย่างเดียวนี่เพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปแน่นอน แทบไม่ต้องใช้น้ำมันเลย อย่างไรก็ตามหากความเร็วที่ใช้เกิน 80 กม./ชม. และต้องการความเร็วอาจต้องยอมให้เครื่องยนต์ติดบ้างเพื่อเพิ่มอัตราเร่ง เพราะหลังจาก 80 กม./ชม. โหมดไฟฟ้าจะอืดมากครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2016, 15:04:44 โดย koko86 »

ออฟไลน์ koko86

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 941
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 03:41:03 »
เบรก
   ในรุ่น AMG premium จะมีสัญลักษณ์ Mercedes-Benz ครอบบนคาลิปเปอร์เบรกหน้ามาให้ พร้อมกับจานเบรกขนาดเขื่องและรูระบายอากาศทั้งหน้า หลัง จับคู่กับยาง Pirelli P zero หน้า 245หลังขนาด 275  สัมผัสของเบรกให้ความรู้สึกที่ดีมากคือ น้ำหนักกำลังดี เบากว่า W211 และให้ฟิลลิ่งใกล้เคียงกับ BMW E 39  แรงเบรกสัมพันธ์ กับน้ำหนักที่กดลงแป้นเบรก ส่วนระบบชาร์จไฟกลับนั้นไม่ได้รบกวนความรู้สึกในการเบรกเลย
        หากขับด้วยความเร็วต่ำกว่า 120 กม/ชม. ระยะเบรกเยี่ยมมาก แต่หากจะขับเร็วกว่านั้นจะรู้สึกว่าเบรกมันจับดีอยู่แต่โมเมนตัมของรถมันยังดันรถไปข้างหน้า ตรงจุดนี้เป็นลิมิตอีกอย่างของรถเวลาอัดหนักๆ หรือ มุด ด้วยน้ำหนักรถเกือบสามตันอาจต้องเผื่อระยะเบรกไว้บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเพราะการเก็บเสียงที่ดีและความแรงของรถ อาจทำให้ขับเร็วโดยไม่รู้ตัวและอาจไม่ได้เผื่อระยะเบรกไว้จนเป็นอันตรายได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2016, 14:27:43 โดย koko86 »

ออฟไลน์ koko86

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 941
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 03:44:05 »
ทดสอบความสิ้นเปลืองแบบไม่plug in
     ในส่วนของความสิ้นเปลืองเนื่องจากระบบไฮบริดมีจุดเด่นที่ขับในเมืองจะประหยัดมาก ขอแบ่งการทดสอบออกเป็นสามกลุ่ม เพื่อให้เห็นสมรรถนะของรถได้ชัดเจน ดังนี้ครับ
     1.ทางไกล : การทดสอบนี้พยายามทำให้ได้ใกล้เคียงกับการทดสอบ ของ HLM มากที่สุด เริ่มจากเติมน้ำมันที่ปั๊มคาลเทกซ์ พหลโยธิน ใช้น้ำมัน เบนซิน95 เต็มถัง ไม่เขย่ารถ เปิดแอร์ เปิดไฟหน้า ขับคนเดียว ขึ้นทางด่วนที่อนุเสาวรีย์ชัย ผ่านแจ้งวัฒนะ มุ่งหน้าไปทางบางปะอิน   แต่เนื่องจากเริ่มทำการทดสอบตอน ตี 1ตอนนั้นง่วงมากแล้ว อยากทำการทดสอบให้เสร็จไวๆ จึงใช้ความเร็ว 120 กม/ชม เปิดครูสคอนโทรลขณขับตลอด  ขณะทำการขับทดสอบเบตเตอรี่เหลือ 10% เครื่องยนต์ติดตลอดยกเว้นช่วงลงเนินเครื่องยนต์จึงดับ  ถึงบางประอินแล้ววนรถกลับ ไปลงทางด่วนที่สีลม ไปเติมน้ำมันที่ปัมคาลเทกซ์ บนถนนสาธร ได้อัตราสิ้นเปลืองดังนี้
     รถวิ่งไปทั้งหมด 105.2 กิโลเมตร เติมน้ำมันไป  9.86 ลิตร ราคา 330 บาท อัตราสิ้นเปลือง  เฉลี่ย 10.67 กม./ลิตร ตกกิโลละ 3.13 บาท (ณ ราคาน้ำมันที่ 33.46 บาท ต่อลิตร) หากเทียบกับรถในsegmentเดียวกันที่เคยทำไว้แต่เป็นเครื่องดีเซลคือ Mercedes W221 ซึ่งขับที่110 กม./ชม. ตามมาตรฐาน HLM ทำไว้ที่ 13.41 กม./ลิตร(http://www.headlightmag.com/%E0%B8%97%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A-merced5985/)  ก็ถือว่ากินน้ำมันกว่าพอควร
   อย่างไรก็ตามการทดสอบในจุดนี้ยังมีเรื่องที่คาใจอยู่ว่าอาจจะกินน้ำมันเกินไปหรือเปล่าหากเทียบกับรถไฮบริดคันอื่นๆ เช่น BMW  Active hybrid 3 ที่ทำไว้ที่ 16.5 กม./ลิตร(http://www.headlightmag.com/%E0%B8%97%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A-bmw-ac6264/) ผมอาจจะทำการทดสอบซ้ำที่ความเร็ว 110 กม/ชม พร้อมใช้ระบบชาร์จไฟช่วยอีกครั้งครับ

   
    2. ในเมือง: การทดสอบนี้พยายามจะขับนุ่มนวลเพื่อให้ได้ความประหยัดมากที่สุด หากมีโอกาสก็จะปล่อยไหลเพื่อให้แบตเตอรี่ได้ชาร์จไฟ หากขับบนทางด่วนจะใช้โหมดชาร์จเพื่อเก็บไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ โดยวิ่งจากแถว โลตัสพระรามสาม ขึ้นทางด่วนสาธุประดิษฐ์ ลงทางด่วนที่ กล้วยน้ำไท ขับต่อจนถึงแถวๆ เกทเวย์เอกมัย ไปกลับเป็นเวลา3วัน
      วิ่งไประยะทางทั้งหมด 64 กม. เติมน้ำมันไป 9.0 ลิตร  อัตราสิ้นเปลือง 7. 11 กิโลเมตร/ลิตร  รูปจาก trip meter บอกอัตราสิ้นเปลืองที่ 13.7 ลิตร/ 100 กม. หากคำนวณกลับจะได้อัตราสิ้นเปลือง 7.29 กิโลเมตร/ลิตร  ถือว่าใกล้เคียงกลับความเป็นจริงมาก
       3.อัตราสิ้นเปลืองขณะทำการทดสอบอัตราเร่ง 0-100 และ 80-120 หากไม่ได้ทดสอบจะใช้โหมดS เกือบตลอดเพื่อให้เครื่องยนต์ติด ขับค่อนข้างเร็ว  วิ่งระยะทาง 75.4 กิโลเมตร เติมน้ำมันไป 12.1 ลิตร อัตราสิ้นเปลือง 6.23 กิโลเมตร/ลิตร
       4. ทดสอบ ไปกลับ บางปะอิน โดยขาไปชาร์จไฟ เริ่มจากแบตเหลือ 10 % จนแบตเต็ม ขากลับใช้ โหมด Hybrid สลับ E mode จนแบตหมด ระยะทางทั้งหมด 102.5 กม เติมน้ำมัน 10.026 ลิตร คิดเป็นอัตราสิ้นเปลือง 10.22 กม/ลิตร การทดสอบข้อสี่นี้ตั้งใจจะทดสอบเพื่อดูว่าใช้โหมดชาร์จ+E-mode จะช่วยประหยัดเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่จากผลการทดสอบปรากฎว่าไม่ได้ประหยัดมากขึ้นเท่าไหร่ ทั้งนี้อาจเป็นจาก1) ประสิทธิภาพของการชาร์จไฟยังไม่ดีพอ เพราะขณะชาร์จ จอแจ้งอัตราสิ้นเปลืองรายงานว่ากินน้ำมันมากขึ้นประมาณ 20-30% 2) การใช้แบตเตอรีอาจไม่ได้ประสิทธิภาพที่ดีพอที่ความเร็วสูง หากใช้ในเมืองอาจได้ประสิทธิภาพความประหยัดที่มากกว่านี้


      ตรงบททดสอบตรงนี้อย่าลืมนะครับว่าอยู่บนพื้นฐานของสถานการณ์ที่แย่ที่สุด คือไม่สามารถชาร์จไฟได้จะเจอกับความสิ้นเปลืองในเมืองประมาณนี้ ซึ่งหากเทียบกับขนาดและน้ำหนักรถ อัตราสิ้นเปลืองในเมืองระดับนี้น่าจะอยู่ใกล้เคียงกับ E class รุ่นเก่าๆ ส่วนอัตราสิ้นเปลืองตอนเดินทางไกลนั้นเครื่องยนต์ติดตลอด ถึงแม้ที่ความเร็วต่ำกว่า 120 กม/ชม จะใช้รอบต่ำกว่า 2,000รอบ ก็ยังถือว่าค่อนข้างเปลืองอยู่ดี อย่างไรก็ตาม หากวางแผนการเดินทางด้วยการชาร์จไฟล่วงหน้าและใช้ไฟฟ้าอย่างเดียวเมื่อใกล้ถึงที่หมายอาจช่วยให้ตัวเลขความประหยัดตอนเดินทางไกลดีกว่านี้ได้ 
     ในสถานการณ์ตรงกันข้าม ถ้าหากคุณจอดรถที่บ้านและสามารถชาร์จไฟได้ ระยะทางแต่ละจุดชาร์จไฟไม่เกิน 20-30 กม.  อัตราสิ้นเปลืองขณะเดินทางจะเข้าใกล้ 0ลิตร/100 กม. เลยทีเดียว


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 25, 2016, 06:43:57 โดย koko86 »

ออฟไลน์ koko86

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 941
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 03:44:55 »
ในการใช้งานระบบไฮบริดจะมีมอนิเตอร์ที่รายงานสรุป ระยะทางที่วิ่งโดยไม่ใช้เครื่องยนต์ ตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ย (รูปบน) ระยะทางที่วิ่งได้โดยใช้น้ำมันและไฟฟ้า (รูปกลาง) และ กราฟแสดงการใช้งานช่วงเหยียบคันเร่ง และ การปล่อยรถให้ไหล (รูปล่าง)

ออฟไลน์ koko86

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 941
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 03:46:47 »
ระยะยาว ความจุกจิก
   จากที่ถามพ่อที่ใช้งานประจำ มีแค่ตอนออกรถใหม่ๆ ชาร์จไฟครั้งแรกแต่ระบบไฟที่บ้านไม่ผ่านมาตรฐานระบบของรถ รถจึงสตาร์ทไม่ติด จึงได้ โทรตาม Star care มารับรถไปเช็ค ซึ่งก็มาในทันที หลังจากเช็คอย่างละเอียดไม่พบความผิดปกติอะไร หลังจากปรับระบบไฟที่บ้านเดินสายดินตามสเปคก็ไม่มีปัญหาดังกล่าวอีกเลย
   อีกปัญหาที่อาจเจอได้ คือ แมกคด เนื่องจากขับเร็วแล้วไม่ค่อยรู้สึก รวมกับล้อขนาด20 นิ้ว บางครั้งหากมองไม่เห็นหลุมทำให้เกิดปัญหานี้ได้ นอกจากนี้หากขับใหม่ๆกะระยะไม่ดีอาจเจอปัญหาแมกเบียดฟุตบาทได้ แนะนำว่าถ้าซื้อรุ่น AMG premium ให้ซื้อประกันที่ครอบคลุมการประกันล้อแมกไว้ด้วย
   ส่วนการดูแลในส่วนต่างๆ เช่น เช็คน้ำในหม้อน้ำ เช็คน้ำมันเครื่อง  ได้ถามเซลตอนวันออกรถ เซลบอก ไม่แนะนำ ต้องเช็คอะไร หากมีปัญหาให้มาเข้าศูนย์อย่างเดียว  ซึ่งดูจากห้องเครื่องแล้ว เข้าใจว่าทางวิศวกรก็คงไม่อยากให้เราไปยุ่งอะไรมาก เพราะ ใช้แผ่นพลาสติกคลุมห้องเครื่องไว้เกือบหมด
  ขณะที่ทำการทดสอบขณะนี้ รถวิ่งไปแล้ว กว่า 20,000 กิโล ยังไม่พบปัญหาจุกจิกอะไร ถ้าเป็นไปได้จะมา รีวิว ทดสอบระยะยาว ที่ 50,000 กิโลเมตรอีกครั้งครับ

สรุป
      Mercedes Benz S 500 e AMG Premium เป็นรถที่มีจุดเด่น คือ การออกแบบที่สวย ความหรูหราระดับ first class ออพชั่นเยอะจนใช้ไม่หมด เครื่องเสียงระดับสุดยอด ช่วงล่างนิ่มนวลแต่เกาะถนน เครื่องแรง ประหยัดน้ำมันมากหากสามารถชาร์จไฟได้ ราคาที่สมเหตุผลสำหรับความหรูหราและสมรรถนะระดับนี้ แต่มีจุดที่ควรปรับปรุงคือ การประสานกันของระบบไฮบริดกับมอเตอร์ในช่วงออกตัวแรงๆยังไม่ราบรื่นนัก โดยเฉพาะช่วงแบตเหลือน้อย  ในการขับใช้งานทั่วไประบบไฮบริดยังให้การตอบสนองช้า  เกียร์ในโหมดSที่บางครั้งยังยึกยักเวลาซิ่ง ค่อนข้างกินน้ำมันหากเดินทางไกล กับเบาะหน้าที่น่าจะปรับความกระชับของปีกข้างได้  ซึ่งข้อเสียที่กล่าวมาถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมากหากเทียบกับสมรรถนะกับราคาของรถ และข้อเสียดังกล่าวจะหมดไปหากสามารถชาร์จไฟได้ ดังนั้นคนที่คิดจะซื้อรุ่นนี้ควรมีบ้านหรือที่ทำงานที่สามารถชาร์จไฟได้จึงจะสามารถดึงสมรรถนะจากระบบนี้ได้อย่างคุ้มค่า
     ทุกวันนี้รถทุกแต่ละระบบก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป รถเครื่องยนต์เบนซินถึงแม้การทำงานของเครื่องยนต์จะแรงและนิ่มนวลมาก แต่ก็ต้องเจอกับกำแพงภาษีและอัตราการกินน้ำมันมหาโหด  รถเครื่องดีเซลถึงจะประหยัดแต่ก็ไม่แรงมากและเสียงดัง ส่วนรถยนต์ไฮบริดจะมีจุดเด่นที่แรงและประหยัด แต่อาจต้องเจอปัญหาเรื่องการตอบสนองของระบบบ้าง  ผมคิดว่าระบบนี้น่าจะเป็นทางออกของรถยนต์ในอนาคตที่ดีที่สุดก่อนที่รถยนต์ full electric จะยึดครองโลกใบนี้อย่างเต็มรูปแบบ ความแรงระดับ S500 ที่เมื่อก่อนต้องกำเงินเกิน 8 หลักขึ้นไปจึงได้สัมผัส ปัจจุบันนี้สามารถไขว่คว้าได้ด้วยเงินพอๆกับ S 500 เมื่อ 20 ปีที่แล้วถือว่าคุ้มดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือการปรับตัวครับ ปรับตัวให้ชินกับเทคโนโลยีไฮบริดวางแผนการชาร์จแบตดีๆ ขับรถแบบผู้ใหญ่ใจดีหากใช้โหมด E แต่ถ้าอยากแรงเมื่อไหร่ก็ปรับเป็นโหมดS ก็จะสามารถดึงกำลังทั้งหมดมาใช้ได้เต็มที่ แล้วคุณจะสนุกกับมันครับ
     คำถามสุดท้ายคือ หากต้องการซื้อ จะซื้อรุ่นไหนดีจากทั้งสามรุ่น (S 500e executive, S 500e exclusive, S 500 e AMG premium) ดูจากรายชื่อออพชั่นยาวเหยียดแล้ว คิดว่า S 500 e exclusive น่าสนใจสุด เพราะมีกุญแจ key less go และได้ล้อ 19 นิ้วที่น่าจะทนทาน น้ำหนักเบา และให้ความนุ่มนวลได้มากกว่า เก็บเงินส่วนต่างจากรุ่น AMG premium ไว้ซื้อ warranty excellent   เผื่อรถเสียขึ้นมาจะได้สบายกระเป๋าน่าจะคุ้มค่าสุดครับ


ขอขอบคุณ
ภรรยาผู้น่ารักที่ร่วมทดสอบความนิ่มนวลในทริปนี้
เจเจ เพื่อนรักที่มาช่วยถ่ายรูปและคลิปอัตราเร่ง
HLM สำหรับพื้นที่และแรงบันดาลใจครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2016, 14:32:44 โดย koko86 »

ออฟไลน์ mentos

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 123
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 04:47:13 »
รถสวย รีวิวละเอียดดีครับ

ออฟไลน์ ps000000

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 7,814
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 05:17:59 »
แหล่มๆกันไปครับ  :-*

ออฟไลน์ Fong

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,858
  • Make a Choice and Don't Look Back
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 07:20:29 »
สวยและอลังการมากครับ  :D :D :D
ชีวิตมันแสนสั้น ไม่มีเวลามานั่งเสียใจ

ออฟไลน์ SM.

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 15,403
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 07:31:25 »
 :-* :-* :-* :-* :-* :-*

ออฟไลน์ Torque

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 248
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 08:04:15 »
ขอบคุณมากครับ
รีวิวละเอียด ให้ข้อมูลดีมากๆเลยครับ
รถสวยและล้ำมากครับ  :)
a = F/m

ออฟไลน์ MoO Cnoe

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 6,083
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 08:16:07 »
ถ้ากระทู้หล่นจากหน้าแรก ในห้อง Discussion ไปแล้ว
เดี๋ยวผมจะย้ายไปห้อง User's Review ให้นะครับ

ออฟไลน์ muann

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 97
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 08:20:08 »
ขอบคุณสำหรับรีวิวดีๆ
ชอบรายละเอียดและวิธีการเขียนมากครับ  :)

ออฟไลน์ winit2014

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 444
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 09:00:25 »
รีวิวดี  รถสวยเยี่ยมครับ :)

ออฟไลน์ รถสีเขียว

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,482
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 09:13:21 »
ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ brownie

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 186
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 10:23:26 »
ขอบคุณมากครับ ดูตั้งใจทำมากๆเลยครับ
เป็นรีวิวรุ่นที่รอคอยมานาน หารีวิวs500e จากนิตยสารทั่วไปก็ไม่ละเอียดขนาดนี้
เต็มที่มีให้อ่านหน้าเดียวแทบไม่ได้สาระอะไรเลย พอได้อ่านรีวิวนี้สิ่งที่อยากรู้หลายๆอย่างก็ได้รู้แล้ว

ทำรีวิวได้เยี่ยมมากครับ

ออฟไลน์ Stp

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,194
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 11:21:55 »
พวงมาลัย Benz ความรู้สึกตามนั้นเลยครับ โหมด Comfort เบา หมุนสบาย เหมาะขับในเมือง แต่ถ้าขับต่างจังหวัดใช้ Sport ดีกว่าเยอะ ดึงมือชัดเจน

ปล. แนะนำกดขึ้นย่อหน้าใหม่ทุก 3-4 บรรทัด จะช่วยให้อ่านง่ายขึ้นครับ
:D ;D ร่วมรณรงค์รักการอ่านหนังสือ แทนการถามตลอดเวลา ;D :D

ออฟไลน์ chaithawat

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 813
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 11:30:55 »
ยินดีสำหรับรถใหม่ครับ
 รีวิวได้ระเอียดดีมาก

ออฟไลน์ AMARONE

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 97
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 12:47:35 »
ขอบคุณสำหรับรีวิวคุณภาพครับ รถสวยมากๆ
Don't play hard to get, play hard to forget.

ออฟไลน์ rAzor

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,427
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 12:51:16 »
ขอบคุณมากครับสำหรับรีวิวอ่านแล้วอยากจับจองเป็นเจ้าของบ้าง

ออฟไลน์ Nerdys

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 502
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 14:13:26 »
สุดยอดครับ เห็นคลิป 80-120 แล้วขนลุก
จะแซงรถ 18 ล้อ ก็แค่กระดิกข้อเท้าแบบชิลๆ เผลอแพร็บ ไป 120 แล้ว และคิดว่าคงไหลไป 180 ได้ในเวลาไม่กี่วินาที  :-* :-* :-*

ออฟไลน์ Anvers30

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,374
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 14:30:31 »
รีวิวละเอียดมาก ขอชมเชยจากใจครับ สำนวนที่ใช้อ่านเพลินดี 8)

ขอติเล็กๆ เหมือนความเห็นก่อนหน้าคือ รบกวนแบ่งย่อหน้าซักนิดจะอ่านง่ายขึ้นอีกเยอะเลยครับ

ออฟไลน์ koko86

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 941
    • อีเมล์
Re: Review S 500e Hybrid AMG Premium 10 วันแห่งความฝัน ระหว่างฉันกับเธอ…..
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2016, 14:54:08 »
ขอขอบคุณทุกๆความเห็นครับ

รีวิวนี้ผมตั้งใจทำมากครับ ส่วนใหญ่ทำการทดสอบตอนดึกๆ เพราะต้องรอให้ถนนโล่งก่อน
เลยเข้าใจการทำงานของนักทดสอบครับว่ากว่าจะทำบทความยาวๆมาให้อ่านได้นี่เหนื่อยจริงๆ
ผมออกไปทดสอบ ถ่ายรูป และค่อยๆเขียนใส่file word วันละนิดแล้วค่อยมาแปะใส่กระทู้
แต่ดันลืมเช็คย่อหน้าก่อนครับ ต้องขอโทษด้วย ได้เข้าไปแก้ไขย่อหน้าเรียบร้อยแล้วครับ

บทความนี้น่าจะได้ประโยชน์สำหรับใครที่คิดจะตัดสินใจซื้อรุ่นนี้ หรือ อาจเป็นแนวทางคร่าวๆ สำหรับสไตล์การขับขี่ของเบนซ์ไฮบริดรุ่นอื่นๆได้ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 13, 2016, 15:02:07 โดย koko86 »