ผู้เขียน หัวข้อ: อลหม่านภาษีรถใหม่ขู่ย้ายฐาน " ปิกอัพ-ไฮบริด " อ่วม / เพิ่มลงทุนอีโคคาร์  (อ่าน 13928 ครั้ง)

ออฟไลน์ yacoolsa9

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 316
ใจเย็น ๆ ครับ อนาคตอะไรก้เกิดขึ้นได้ อะไรที่ออกมาได้ก็เปลี่ยนแปลงได้เช่นกันครับ

ออฟไลน์ Joe NG

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 314
เอ่อ... แล้วถ้ามีคนทำกระบะดีเซลไฮบริดออกมา  มันจะไปอยู่ในหมวดไหน

ถ้าไปตกอยู่ในหมวดรถไฮบริด  ภา๊ษีแพงกว่าหมวดกระบะ  อันนี้คงไม่มีใครเอาแน่

ออฟไลน์ toffysoft

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 49
    • อีเมล์
เอามติครม ตัวเต็มมาให้ดูอีกทีครับ  จากกระทู้นี้ครับ http://www.headlightmag.com/webboard2011/index.php/topic,27067.0.html

มติครม.ปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์
ครม.มีมติเห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เพื่อแก้ไขการบิดเบือน-สร้างความเป็นธรรม โดยจัดเก็บภาษีตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
                         18 ธ.ค. 55  ครม.มีมติเห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาการบิดเบือนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีรถยนต์ และเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ของโลก ซึ่งจะเปลี่ยนภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทั้งระบบ โดยจัดเก็บภาษีตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
                         ทั้งนี้การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ โดยคิดตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นการคิดภาษีจะแบ่งตามประเภทรถยนต์ 7 ประเภท ประกอบด้วย
 
                         1. รถยนต์นั่ง และรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี ปล่อยก๊าซไม่เกิน 150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 30% ปล่อยก๊าซ 150-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 35% และปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 40%
                         2. รถยนต์นั่งประเภทอี 85 และรถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี ปล่อยก๊าซฯไม่เกิน 150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 25% ปล่อยก๊าซ 150-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 30% และปล่อยก๊าซฯเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 35%
                         3. รถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี ปล่อยก๊าซฯไม่เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 10% กรณีปล่อยก๊าซเกิน 100-150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 20% และปล่อยก๊าซเกิน 150-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 25% และปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 30%
                         4. รถยนต์กระบะที่ไม่มีพื้นใส่สัมภาระด้านหลังคนขับ มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี ปล่อยก๊าซไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 3% และปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 5%
                         5. รถยนต์กระบะที่มีพื้นใส่สัมภาระด้านหลังคนขับ มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี ปล่อยก๊าซฯไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 5% และปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 7%                            
                         6. รถยนต์นั่งที่มีกระบะ (ดับเบิ้ลแคป) มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250ซีซี ปล่อยก๊าซฯไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 12% และปล่อยก๊าซฯเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 15%
                         7. รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี ปล่อยก๊าซฯไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 25% และปล่อยก๊าซฯเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 30%



จะเห็นว่ารถเก๋งปัจจุบันจะเข้าข้อ 1 แทบทั้งหมด ยกเว้น
e85 เข้าข้อ 2
ไฮบริด เข้าข้อ 3
ก็กระบะ เข้าข้อ 4 กับ 5
กระบะ 4 ประตุ เข้าข้อ 6
ส่วนข้อ 7 ไม่รู้แฮะ นึกไม่ออก ส่วนเบนซินหรือดีเซล ไม่เกี่ยวแล้วครับ มีแค่นี้ แรงม้าสูงไม่สูง กก็ไม่เกี่ยวแล้วเหมือนกัน มีคนมาตอบว่า PPV ผมก็ว่าน่าจะใช่นะ

รูปที่เห็นๆ กัน เป็นรูปที่ หนังสือพิมพ์ ถ้าจำไม่ผิดคือกรุงเทพธุรกิจทำขึ้นเองครับ



คือผมพอจะสรุปได้ว่าข่าวของจขกท.มีข้อมูลไม่ถูกต้องนะครับ   ของจริงน่าจะเป็นอันนี้    คือถ้าไม่เกิน3000CCนี่  ความจุไม่เกี่ยวนะครับ   วัดที่ก๊าซอย่างเดียว     

ออฟไลน์ Tyde

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 501
ถ้าได้ดูรายการที่คุยจิมมี่ไปออก ของเนชั่น เค้าพูดชัดถ้อยชัดคำแล้วนะ ว่าปัจจุบันคิดภาษีที่ซีซี กับแรงม้า แต่ต่อไปจะขึ้นอยู่กับการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ

ผมงงว่า ทำไมยังบอกว่าเครื่อง 1400 ต้องเสียภาษีเท่านั้น
เครื่อง 1600 ต้องเสียภาษีเท่านี้

ทำไมมันยังเอาซีซีมาคิด ?

ทีหลังประกาศออกทีวีทุกช่องพร้อมกันไปเลยว่า รัฐสูญเสียรายได้เพราะได้คืนภาษีให้กับประชาชนที่ซื้อรถคันแรก ตอนนี้มีผู้ใช้สิทธิ์เป็นล้านคนแล้ว เราเลยต้องหาทางเอาคืน เลยเก็บภาษีเพิ่ม

บอกตรงๆไปเลยครับ แมนๆหน่อย อย่างนี้เข้าใจง่าย ไม่ต้องมาทำเป็นอ้างรักษ์โลก

+ 1 ครับ

เอาค่า CO2 มาเป็นตัววัดแล้วทำไมยังเอา CC มาคิดภาษีอีก ผมว่างานนี้พี่ใหญ่ 2 ค่ายไม่ชอบแน่

หวยเด้น  เอ้ย!  เห็นด้วย   ;D  บอกเก็บตามค่าco2 แล้วทำไมต้องเอา cc มาคิดอีกล่ะ  เท่าที่ดูส่วนใหญ่ถ้าค่าco2ผ่านก็แค่ได้อัตราภาษีเดิม  ถ้าไม่ผ่านโดนเก็บเพิ่มอีก  มองได้ว่ามันคือการขึ้นภาษีสรรพสามิตรอย่างแนบเนียนโดยอ้างสิ่งแวดล้อมให้มันดูดีแค่นั้นเอง

ออฟไลน์ 6162002

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,087
บางคนที่ออกตัวแรงมานี่ ยังไม่รู้ข้อมูลแท้จริงเลยนะครับ ดันไปสรุปตามภาพสื่อ (ซึ่งเขาแค่เอา C.C. มาสื่อเฉยๆ ประมาณจากราคารถ ถ้าเขาใช้ Segment คนคงจะงง)
ที่ผมเจอ ต่ำกว่า 3 พันซีซี มันวัดจาก CO2 อย่างเดียวนะครับ  

ใจเย็นๆก่อนเหอะครับ ยังไงรถมันก็ราคาขึ้นอยู่แล้ว
ทำไม Ranger ตัวทอป ราคา ขึ้นมา 5 หมื่น ทั้งที่ออพชั่นเดิม อัตราภาษีเดิมด้วย ไม่เห็นมีใครมาด่าฟอร์ดมั่ง

ถึงเวลาจริงๆ มันก็แก้กันได้เองแหละครับ จะไปเห็นใจบริษัทรถมันทำไม ของคนไทยก็ไม่ใช่ ให้มันโดนบีบจนต้องหาทางปรับตัว พัฒนา เพื่อจะได้ขายในไทยได้น่ะดีแล้ว

อากาศในไทยจะได้สะอาดขึ้น (แต่ช่วยจัดการพวกรถเมลควันดำหน่อยเหอะนะ)

ทุกวันนี้ โรงงานนั่นนี่ มาตั้งฐานการผลิตในไทย อย่าลืมนะครับว่า มันมาเพิ่มมลพิษให้เราทั้งนั้น ตังมันก็ได้ไป คนไทยก็ไปทะเลาะกันเพื่อมันอีก

คนไทย(โดยเฉพาะพวก Gen-X) กลัวการเปลี่ยนแปลง ทั้งทีในประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง มีแต่ทำให้ประเทศเจริญขึ้น
ตั้งแต่เปลี่ยนการปกครอง  หรืออย่างน้ำมัน  ก็มาใช้ไร้สารตะกั่ว

ถ้าตอนนั้น รัฐกลัวคำขู่โรงงาน ป่านนี้ก็ดมตะกั่วกันอยู่ล่ะครับ

ออฟไลน์ toffysoft

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 49
    • อีเมล์
บางคนที่ออกตัวแรงมานี่ ยังไม่รู้ข้อมูลแท้จริงเลยนะครับ ดันไปสรุปตามภาพสื่อ (ซึ่งเขาแค่เอา C.C. มาสื่อเฉยๆ ประมาณจากราคารถ ถ้าเขาใช้ Segment คนคงจะงง)
ที่ผมเจอ ต่ำกว่า 3 พันซีซี มันวัดจาก CO2 อย่างเดียวนะครับ  

ใจเย็นๆก่อนเหอะครับ ยังไงรถมันก็ราคาขึ้นอยู่แล้ว
ทำไม Ranger ตัวทอป ราคา ขึ้นมา 5 หมื่น ทั้งที่ออพชั่นเดิม อัตราภาษีเดิมด้วย ไม่เห็นมีใครมาด่าฟอร์ดมั่ง

ถึงเวลาจริงๆ มันก็แก้กันได้เองแหละครับ จะไปเห็นใจบริษัทรถมันทำไม ของคนไทยก็ไม่ใช่ ให้มันโดนบีบจนต้องหาทางปรับตัว พัฒนา เพื่อจะได้ขายในไทยได้น่ะดีแล้ว

อากาศในไทยจะได้สะอาดขึ้น (แต่ช่วยจัดการพวกรถเมลควันดำหน่อยเหอะนะ)

ทุกวันนี้ โรงงานนั่นนี่ มาตั้งฐานการผลิตในไทย อย่าลืมนะครับว่า มันมาเพิ่มมลพิษให้เราทั้งนั้น ตังมันก็ได้ไป คนไทยก็ไปทะเลาะกันเพื่อมันอีก

คนไทย(โดยเฉพาะพวก Gen-X) กลัวการเปลี่ยนแปลง ทั้งทีในประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง มีแต่ทำให้ประเทศเจริญขึ้น
ตั้งแต่เปลี่ยนการปกครอง  หรืออย่างน้ำมัน  ก็มาใช้ไร้สารตะกั่ว

ถ้าตอนนั้น รัฐกลัวคำขู่โรงงาน ป่านนี้ก็ดมตะกั่วกันอยู่ล่ะครับ

ใช่ครับ...เห็นด้วยอย่างแรง 

ออฟไลน์ xman2029

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,311
    • อีเมล์
เล่น10 เอา1 เลยให้ดิ้นตายยังไงพวกยุ่น มันก็ไม่ย้ายหรอก ลงทุนตั้งเยอะ แล้ว อีกอย่าง กว่าจะตั้งโรงงานผลิตแทนที่ในประเทศไทยได้ ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า5ปีแน่ๆ ไหนจะก่อสร้างตึก ไหนจะขนเครื่องจักรเข้า ทดลองการผลิต ฝึกพนักงาน ยังไงๆมันก็ไม่กล้าย้ายหลอก

ออฟไลน์ 5ume7h

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 851
ถ้าภาษีเพิ่มจนคนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รถเพื่อบรรทุกของเลิกเล่นรถกระบะหรือ PPV จะดีใจมาก
ทุกวันนี้บนถนนมีกระบะบ้าพลังเยอะเกินไปแล้ว

ออฟไลน์ Amaranthe

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 707
นี่แสดงว่ารัฐบาลไม่ได้สนับสนุนรถประเภท ใช้พลังงา่นไฟฟ้าล้วน ๆ หรือเปล่า
เพราะถ้าสนับสนุน ก็น่าจะมี อัตราภาษี ข้อ 8 เพิ่มขึ้นมา เกี่ยวกับรถประเภทนี้

แต่ถ้าสนับสนุนรถประเภทนี้จริง ก็อาจมีปัญหา การผลิตไฟฟ้ามารองรับอีก
โดยส่วนตัวแล้ว ผมอยากใช้มากมาย แต่ถ้าราคาขาย สูงมาก ก็รักโลกไม่ไหวเหมือนกัน

ออฟไลน์ Paully

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 197
    • อีเมล์
ไม่ต้องไปห่วงค่ายรถหรอก เค้ามีเทคโนโลยีที่จะทำให้ผ่านมาตรฐานนี้อยู่แล้ว
แต่ยังไม่ถึงเวลาปล่อยของ

กว่าจะถึงวันที่บังคับใช้ มกราคม 2559 ยุโรปเค้าใช้มาตรฐาน Euro 6 ตั้งแต่ September 2014 => กันยายน 2557 ซึ่งเข้มงวดกว่าของเราเยอะ
ประเทศเรานั่นแหละที่ตามโลกเค้าไม่ทัน

เรื่องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตนะสำคัญ
อยากให้กลับมาคำนึงถึงสุขภาพของเรา ของลูกหลานเราด้วย
และเค้าไม่ย้ายด้วยเรื่องแค่นี้หรอก

ออฟไลน์ porasit33

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,095
โตโยต้าพรีอุส เครื่อง 1800
ที่มีปัญหาคงจะเป็นแคมรี่ไฮบริดซิน่ะเนี่ย เหอะๆ ขายดีซะด้วย

เรื่อง cc กับ co2 ทำคู่กันถูกแล้วครับ ค่อยๆอ่านดีๆ
เค้ากำลังให้ผู้ผลิต ทำเครื่อง cc น้อย ปล่อย co 2  น้อยๆ

ค่อยๆอ่านครับ รถเจนใหม่ ที่กำลังมาทำตลาดก็ผ่านเกณอยู่แล้ว จะได้เห็น 1.0 ecoboots ไวๆครับ คิด +++

ออฟไลน์ nirvanapoint

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 421
ต้องรอดูกันต่อไปครับ  :o

ออฟไลน์ BaSkInElItEgUyS

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,607
  • BaSkInElItEgUy PeRsEuS PrInCe of ZuEs
    • อีเมล์
ค่ายรถต้องลดมาร์ฺจิ้นในตัวรถลง เพื่อรักษาระดับราคารถไว้แหละครับ
เพราะุ้ถุ้าไม่ลด CO2 แถมยังเอามารฺ์จิ้นเท่าเดิม
ราคาคงทะลุไปไกล

ออฟไลน์ bungy

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 206
    • อีเมล์
แสดงว่า ปี 2559 รถเบนซิน จะไม่รองรับน้ำมัน E20 แล้วสินะครับ

เพราะ อัตราภาษีเดิม รถที่ใช้ E20 ได้ส่วนลดถาษีอีก 5%

หลังปี 2559 ไป รถทุกคัน ราคาแพงขึ้นอย่างน้อย 5% ถึง 10% เลยนะครับ นี้ยังไม่รวมภาษี VAT อีก 7%

ไฮบริด อาจจะ ป่วนได้ครับ  toyota

กระบะก็ด้วย

รถแพงขึ้นจริงๆ

ปีหน้า ผมว่า ยอดขาย ตกฮวบแน่นอน มาฟื้นอีกก็ ปี 2558 เหอะๆ ถ้าคนมีปัญญาซื้อรถใหม่ อีกนะครับ



 


ออฟไลน์ kowit1

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 525
ISUZU กับ TOYOTA ไม่เอาเห็นทีจะผ่านยาก  ผมก็ไม่เอา จะให้เสียจากพันกว่าเป็นแปดพันก็ไม่ไหวนะ ขายทิ้งแง่มๆรถตรู

ออฟไลน์ H.

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,896
    • อีเมล์
ใครไม่ตามเทรนด์รักโลกระวังอีก 18 ปีข้างหน้าจะไม่มีน้ำมันให้ใช้นะครับ...  :P

อีก 3 ปีผมว่าทันนะ ถ้าหันมาใช้ downsizing กันหมดผมว่าราคารถจะลงได้อีกหน่อยด้วยซ้ำ แต่ราคาตรงนั้นคงต้องไปถมกับการลงทุนเปิดผลิตเครื่องไหม่ๆ ส่วนใครที่งกเทคโนโลยีนัก ปล่อยแม่มไปเถอะ

อยากเห็นเครื่อง DIG-s กับ Ecoboost แบ้วว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 24, 2012, 13:51:18 โดย Codename - H »
H.

ออฟไลน์ i-din

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 458
แสดงว่า ปี 2559 รถเบนซิน จะไม่รองรับน้ำมัน E20 แล้วสินะครับ

เพราะ อัตราภาษีเดิม รถที่ใช้ E20 ได้ส่วนลดถาษีอีก 5%

หลังปี 2559 ไป รถทุกคัน ราคาแพงขึ้นอย่างน้อย 5% ถึง 10% เลยนะครับ นี้ยังไม่รวมภาษี VAT อีก 7%

ไฮบริด อาจจะ ป่วนได้ครับ  toyota

กระบะก็ด้วย

รถแพงขึ้นจริงๆ

ปีหน้า ผมว่า ยอดขาย ตกฮวบแน่นอน มาฟื้นอีกก็ ปี 2558 เหอะๆ ถ้าคนมีปัญญาซื้อรถใหม่ อีกนะครับ



น่าจะอย่างนั้น แต่ผมว่าคงไปรองรับ e85 แทนน่ะครับ

ออฟไลน์ GusZ

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 29
เอามติครม ตัวเต็มมาให้ดูอีกทีครับ  จากกระทู้นี้ครับ http://www.headlightmag.com/webboard2011/index.php/topic,27067.0.html

มติครม.ปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์
ครม.มีมติเห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เพื่อแก้ไขการบิดเบือน-สร้างความเป็นธรรม โดยจัดเก็บภาษีตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
                         18 ธ.ค. 55  ครม.มีมติเห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาการบิดเบือนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ และสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีรถยนต์ และเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ของโลก ซึ่งจะเปลี่ยนภาษีสรรพสามิตรถยนต์ทั้งระบบ โดยจัดเก็บภาษีตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
                         ทั้งนี้การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ โดยคิดตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นการคิดภาษีจะแบ่งตามประเภทรถยนต์ 7 ประเภท ประกอบด้วย
 
                         1. รถยนต์นั่ง และรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี ปล่อยก๊าซไม่เกิน 150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 30% ปล่อยก๊าซ 150-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 35% และปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 40%
                         2. รถยนต์นั่งประเภทอี 85 และรถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี ปล่อยก๊าซฯไม่เกิน 150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 25% ปล่อยก๊าซ 150-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 30% และปล่อยก๊าซฯเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 35%
                         3. รถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี ปล่อยก๊าซฯไม่เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 10% กรณีปล่อยก๊าซเกิน 100-150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 20% และปล่อยก๊าซเกิน 150-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 25% และปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 30%
                         4. รถยนต์กระบะที่ไม่มีพื้นใส่สัมภาระด้านหลังคนขับ มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี ปล่อยก๊าซไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 3% และปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 5%
                         5. รถยนต์กระบะที่มีพื้นใส่สัมภาระด้านหลังคนขับ มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี ปล่อยก๊าซฯไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 5% และปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 7%                             
                         6. รถยนต์นั่งที่มีกระบะ (ดับเบิ้ลแคป) มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250ซีซี ปล่อยก๊าซฯไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 12% และปล่อยก๊าซฯเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 15%
                         7. รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี ปล่อยก๊าซฯไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 25% และปล่อยก๊าซฯเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บ 30%



จะเห็นว่ารถเก๋งปัจจุบันจะเข้าข้อ 1 แทบทั้งหมด ยกเว้น
e85 เข้าข้อ 2
ไฮบริด เข้าข้อ 3
ก็กระบะ เข้าข้อ 4 กับ 5
กระบะ 4 ประตุ เข้าข้อ 6
ส่วนข้อ 7 ไม่รู้แฮะ นึกไม่ออก ส่วนเบนซินหรือดีเซล ไม่เกี่ยวแล้วครับ มีแค่นี้ แรงม้าสูงไม่สูง กก็ไม่เกี่ยวแล้วเหมือนกัน มีคนมาตอบว่า PPV ผมก็ว่าน่าจะใช่นะ

รูปที่เห็นๆ กัน เป็นรูปที่ หนังสือพิมพ์ ถ้าจำไม่ผิดคือกรุงเทพธุรกิจทำขึ้นเองครับ



คือผมพอจะสรุปได้ว่าข่าวของจขกท.มีข้อมูลไม่ถูกต้องนะครับ   ของจริงน่าจะเป็นอันนี้    คือถ้าไม่เกิน3000CCนี่  ความจุไม่เกี่ยวนะครับ   วัดที่ก๊าซอย่างเดียว     
บางคนที่ออกตัวแรงมานี่ ยังไม่รู้ข้อมูลแท้จริงเลยนะครับ ดันไปสรุปตามภาพสื่อ (ซึ่งเขาแค่เอา C.C. มาสื่อเฉยๆ ประมาณจากราคารถ ถ้าเขาใช้ Segment คนคงจะงง)
ที่ผมเจอ ต่ำกว่า 3 พันซีซี มันวัดจาก CO2 อย่างเดียวนะครับ 

ใจเย็นๆก่อนเหอะครับ ยังไงรถมันก็ราคาขึ้นอยู่แล้ว
ทำไม Ranger ตัวทอป ราคา ขึ้นมา 5 หมื่น ทั้งที่ออพชั่นเดิม อัตราภาษีเดิมด้วย ไม่เห็นมีใครมาด่าฟอร์ดมั่ง

ถึงเวลาจริงๆ มันก็แก้กันได้เองแหละครับ จะไปเห็นใจบริษัทรถมันทำไม ของคนไทยก็ไม่ใช่ ให้มันโดนบีบจนต้องหาทางปรับตัว พัฒนา เพื่อจะได้ขายในไทยได้น่ะดีแล้ว

อากาศในไทยจะได้สะอาดขึ้น (แต่ช่วยจัดการพวกรถเมลควันดำหน่อยเหอะนะ)

ทุกวันนี้ โรงงานนั่นนี่ มาตั้งฐานการผลิตในไทย อย่าลืมนะครับว่า มันมาเพิ่มมลพิษให้เราทั้งนั้น ตังมันก็ได้ไป คนไทยก็ไปทะเลาะกันเพื่อมันอีก

คนไทย(โดยเฉพาะพวก Gen-X) กลัวการเปลี่ยนแปลง ทั้งทีในประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง มีแต่ทำให้ประเทศเจริญขึ้น
ตั้งแต่เปลี่ยนการปกครอง  หรืออย่างน้ำมัน  ก็มาใช้ไร้สารตะกั่ว

ถ้าตอนนั้น รัฐกลัวคำขู่โรงงาน ป่านนี้ก็ดมตะกั่วกันอยู่ล่ะครับ

เห็นด้วยนะ คือพอสื่อทำภาพมาเทียบมันดันชวนให้คนเข้าใจผิดไปเยอะเลยนะนั่น ลองอ่านดีๆแล้วมาดูเงื่อนไขกันดีๆแล้วมันก็ไม่ได้ว่าเอาCC มากำหนดอะไรซะหน่อย คือขอแค่ ต่ำกว่า3000CC ก็พอ นอกนั้น ภาษีคุณจะโดนเท่าไหร่มันก็เหลือแค่เทคโนโลยีของคุณแล้ว ว่าจะปล่อย คาบอนเท่าไหร่ ถ้าเกิดมีใครเฮี้ยนทำรถเก๋งเครื่องเบนซิน 2999CC แล้วปล่อยคาบอนต่ำกว่า 150 คุณก็โดนภาษีที่ 25% แต่ถ้าคุณทำเครื่องแค่1500C แต่ดันปล่อยคาบอนเยอะกว่า 150 คุณก็โดนที่ 30% คือนอกจากข้อกำหนดเรื่องเครื่องห้ามเกิน3000CC นอกนั้นไม่ได้มีตรงไหนเขียนไว้เลยว่า เรทมัน มันFixกะขนาดเครื่อง หรืออย่าง Camry Hybrid เอง ขอแค่คุณลดคาบอนได้ต่ำกว่า 100 คุณก็ได้เรทภาษีเท่าเดิมแล้ว ไม่ได้มีตรงไหนบอกซักคำว่า ต่ำกว่า 2000 โดนเท่าไหร่ ผมว่าตามหลักเกณนี้ ถือว่าโคตรจะแฟร์เลยนะ จะทำเครื่องอะไรขนาดไหนก็แล้วแต่คุณ ตามสบาย อยากได้ภาษีถูกก็ปล่อยCo2 ให้น้อยลง จบ.  แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ คนไทยบางคนเนี่ยนะ ไอ้ตอนที่ผู้ผลิตรถในบ้านเรามันขายรถoption น้อยๆ เทคโนโลยี่เก่าๆ แต่ราคาเดิม+ปรับขึ้นทุกปีๆ ก็ไปด่าเขาว่า ไม่แคร์คนไทย ไม่เห็นหัวคนไทย ไม่ใส่ใจประเทศไทยนึกจะทำอะไรก็ทำ แต่พอรัฐบาล(ที่หลายคนไม่ชอบขี้หน้าเขา)ออกเรทภาษีแบบนี้มา ดันมาบอกว่าประเทศไทยสำคัญตัวผิด? ทำไมเขาต้องง้อเรา ทำไมเขาต้องมาปรับตัวตามประเทศเรา ประเทศเราต้องไปปรับตัวตามบ.เขาต่างหาก เราไม่ควรจะไปขัดใจเขาไม่งั้นเกิดเขาย้ายฐานเราจะซวย?    ถ้าจำไม่ผิดสมัยก่อนช่วงที่เขาบังคับเรื่องน้ำมันไร้สาร ก็เห็นบ.ผลิตรถมันก็มาขู่แบบนี้นี่แหละ แล้วเป็นไง? ทุกวันนี้เห็นยังตั้งกันอยู่ที่เดิมหน้าสลอน


ออฟไลน์ H.

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,896
    • อีเมล์
อุ้ย แรงงงงหงะ

เกณฑ์กำหนดรถ 3000cc จริงๆรถเครื่อง 3000cc จริงๆก็ 29xx อยู่ดี ต้องรถที่เครื่องใหญ่กว่านั้นถึงจะโดนเช่น 3500-4000cc
H.

ออฟไลน์ AMG GT

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,964
ถ้าภาษี เป็นแบบนั้นจริงๆ  คงต้องบอกว่า "สงสัยจะกินไม่อิ่ม"  :)

ออฟไลน์ kengheng

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 97
ก็ถูกแล้วน่ะครับ ผมว่าเก็บภาษีจาก การปล่อยของเสียจากรถ
แต่ก็คงไม่มีผลอะไรกับบ้านเรานักเรื่องมลพิษเนี่ย เพราะรถเค้า
ทำมาดี มี EGR ก็ยังอุตส่าห์ไปเอาออกกันได้ คิดเห็นแก่ได้อยู่
ฝ่ายเดียว

ออฟไลน์ iiuuiisj

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 212
    • อีเมล์
คุณดาวหลอกผม



เเหม่ๆ ๆๆ   ให้เค้ามา ตั้งโรงงาน โน้นนี่นั้น เยอะเยะ เเล้วจะมา ตลบหลัง  กัด เบาๆ บ่อยๆ ก็ไม่เป็นไร หลอก

นี่เล่น กัดที เเรง  เลย นะ เค้าลงทุนไปเท่าไร เจอ อย่างนี้  ก็ เจ็บทุกราย

ออฟไลน์ Koong

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 927
ผมว่าก็แฟร์ๆดีนะ ออกกฎมาแบบนี้   เพียงแต่ว่าถ้ามองๆแล้ว ภาพรวมคือรถที่ทำได้ ปล่อยคาบอนต่ำๆ ราคาจะเท่าเดิม แต่ที่ทำไม่ได้ ปล่อยคาร์บอนมาก (แนวโน้มก็คือรถเครื่องใหญ่ น้ำหนักตัวมากๆ) ราคาก็จะกระโดดขึ้นไปมาก

และอ่านๆมาหลายท่านยังไม่เข้า่ใจ   ภาษีสรรพสามิต คือภาษีที่เก็บตอนเราซื้อรถครั้งแรกครั้งเดียว  ไม่ใช่ภาษีรายปี    แต่จะว่าไปรถแพงขึ้น 50000 ก็พอค่าต่อทะเบียนไปกว่า 10 ปีเหมือนกันนิ    (รัฐบาลก็ฉลาดดี)

แต่ก็เอาเถอะ คนไทยซื้อรถแพง แต่ภาษีรายปีถูก   ต่างประเทศรถถูก แต่ภาษีรายปีแพง     เห็นบริษัทรถมันก็ยังอยู่ได้

 

ออฟไลน์ focus man

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 271
เรื่องนี้มีอิงการเมืองนิดๆครับ

ที่ผ่านมา มีแค่ ฟอร์ดและเชพวี่ ที่ไฟท์เรื่อง ควรคิดภาษีตามปริมาณคาร์บอน ไม่ใช่ขนาดความจุ  ส่วนค่ายญี่ปุ่น ไม่เคยต่อสู้เรื่องนี้

หลายๆกรณีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่เมกันยอมกลืนเสมหะตัวเอง โดยยินยอมให้รัฐบาลไทย นำไปขยายผลต่อได้โดยไม่ทักท้วงใดๆ

จะแปลกใจอะไร ถ้าจะมีนโยบายที่เข้าเท้าค่ายเมกันให้หวดเต็มๆบ้าง...แต่ก็นะ มีแอบเอาใจคู่ขาเก่า กว่าจะบังคับใช้ อีกตั้งหลายปีโน่นแนะ

ออฟไลน์ settavut

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 280
  • First
    • อีเมล์
ผมเห็นด้วยกับการเริ่มคิดอัตราภาษีแบบคำนึงถึง CO2 นะ

แต่จะดีกว่านี้มากๆ ถ้าคิดเฉพาะ CO2 เพียวๆ ไม่นึกถึง cc อีก (อาจจะยกเว้น 3000cc up)

ต่ำกว่า 3000cc ก็คิดเฉพาะ CO2 เลย อย่างเดียว ;D
Altis CNG MC 2010
CHR HV HI 2018

ออฟไลน์ keamglad

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 395
    • อีเมล์
ปล่อยคาบอนต่ำๆ ภาษีก็ยังเท่าเดิม
แต่ถ้าทำไม่ได้ ปล่อยคาร์บอนมาก เสียภาษีแพงขึ้น

คือสรุปกระบวนการนี้แล้ว
มีอยู่สองอย่าง
1. ต้องปรับปรุงทำเครื่องให้ปล่อยคาร์บอนน้อยลงจึงจะเสียภาษีเท่าเดิม ในขนาดเครื่องเดิม (ไม่พูดเรื่องลดขนาดเครื่องนะ)
2. หรือถ้าไม่ทำก็เสียแพงขึ้น

มีสองช็อยแพงขึ้นกะเท่าเดิม 
อีก option เอาเครื่องเล็ก แต่แรงม้าเยอะมาลง ต้องดูเสียงตอบรับว่าคนไทยจะนิยมมั๊ย

ออฟไลน์ H.

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,896
    • อีเมล์
ผมเห็นด้วยกับการเริ่มคิดอัตราภาษีแบบคำนึงถึง CO2 นะ

แต่จะดีกว่านี้มากๆ ถ้าคิดเฉพาะ CO2 เพียวๆ ไม่นึกถึง cc อีก (อาจจะยกเว้น 3000cc up)

ต่ำกว่า 3000cc ก็คิดเฉพาะ CO2 เลย อย่างเดียว ;D
เขาก็ไม่ได้กำหนด CC นิครับ ไอ้ที่ว่าเป้น CC นั้นบริษัทหนังสือพิมพ์เขาทำออกมาเปรียบเทียบกับปริมาณการปล่อยคาร์บอนของรถตามขนาดซีซีในปัจจุบัน
ตอนแรกผมก็นึกว่าจะกำหนด CC เช่นกันแหละ

ซึ่งอนาคตก็คงทำ
เครื่องเดิมให้ปล่อย CC น้อยลง ใส่กรองบลาๆๆเข้าไปมากขึ้นในระบบคายไอเสีย (เดี๋ยวก็ไปถอดกันอีก เหอๆ)
อีกแบบก็ดาวน์ไซส์ใส่เทอโบแบบเช่น Ecoboost 1.0 - 1.2 DIG-S (มันจะมาแหล่วๆๆ)

หรือจะไปใช้เครื่องดีเซลกันหมดหว่า อิอิ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 25, 2012, 10:54:34 โดย Codename - H »
H.

ออฟไลน์ HOMY_DEMIO

  • The coup
  • Hero Member
  • ***
  • กระทู้: 5,818
    • อีเมล์
ผมเห็นด้วยกับการเริ่มคิดอัตราภาษีแบบคำนึงถึง CO2 นะ

แต่จะดีกว่านี้มากๆ ถ้าคิดเฉพาะ CO2 เพียวๆ ไม่นึกถึง cc อีก (อาจจะยกเว้น 3000cc up)

ต่ำกว่า 3000cc ก็คิดเฉพาะ CO2 เลย อย่างเดียว ;D
เขาก็ไม่ได้กำหนด CC นิครับ ไอ้ที่ว่าเป้น CC นั้นบริษัทหนังสือพิมพ์เขาทำออกมาเปรียบเทียบกับปริมาณการปล่อยคาร์บอนของรถตามขนาดซีซีในปัจจุบัน
ตอนแรกผมก็นึกว่าจะกำหนด CC เช่นกันแหละ

ซึ่งอนาคตก็คงทำ
เครื่องเดิมให้ปล่อย CC น้อยลง ใส่กรองบลาๆๆเข้าไปมากขึ้นในระบบคายไอเสีย (เดี๋ยวก็ไปถอดกันอีก เหอๆ)
อีกแบบก็ดาวน์ไซส์ใส่เทอโบแบบเช่น Ecoboost 1.0 - 1.2 DIG-S (มันจะมาแหล่วๆๆ)

หรือจะไปใช้เครื่องดีเซลกันหมดหว่า อิอิ

1.2 DIG-S ไม่ผ่านด้านความประหยัดอีโคคาร์ UN/ECE ครับ
ถ้าเอามาใส่คงรอ เครื่องเจนใหม่ที่เป็นเทอร์โบจะดีกว่า

ผมคิดว่ารอเครื่อง 1.2 โบ ที่จะลงในฝั่งยุโรปว่าเป็นพื้นฐานจาก HR12 ไหมนะ


ออฟไลน์ bojung

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 379
รณรงค์ลดการปล่อยก๊าซลดโลกร้อนนะดีนะครับ แต่ผมว่านโยบายมันไม่ค่อยสอดคล้องปัจจุบันเท่าไร ต้องรอดูว่าจะปรับอีกไหมครับ

ออฟไลน์ i-din

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 458


อันนี้ของประชาชาติธุรกิจทำเอาไว้ครับ เอามาจาก http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1356421067&grpid=00&catid=08



น่าจะตรงกับมติครม ด้านบนๆ ที่สุดแล้วครับเท่าที่หาได้