ผู้เขียน หัวข้อ: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม  (อ่าน 146700 ครั้ง)

ออฟไลน์ zapdos191

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 655
สวัสดีเพื่อนๆชาว HLM ทุกท่านครับ วันนี้ผมจะขออนุญาตเขียน Full review กับรถคันนี้ที่ผมเพิ่งซื้อมาตอนประมาณปลายเดือน พ.ย. 2557 ครับ ตั้งใจแล้วว่า ถ้าพ้นรันอิน จะเขียนมาให้อ่านกัน ข้อมูลทั้งหมด เกิดจากการรวบรวมของผมเอง ส่วนใหญ่จะมาจากทั้งเวปต่างประเทศ เวป Official ของ Subaru เอง หากผิดพลาดตรงไหน ผมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ และท่านใดทราบแจ้งด้านล่างกระทู้ได้เลย ผมจะได้แก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องครับ

รถคันนี้ก็คือ Subaru WRX STi โฉมปี 2015 นั่นเอง



ในช่วงที่ผ่านมา Subaru ในบ้านเราเงียบเหงามานาน ยอดขายทุกรุ่นรวมๆกันนี่นับคันได้เลย ยิ่งต่างจังหวัดเห็นที่นี่ผมมองตามคอเคล็ดกันไปข้างนึงเลยนะ แต่ก็มี XV มาช่วยกระตุ้น… จะเรียกกระตุ้นก็ไม่ได้ ต้องเรียกว่าพลิกโฉมค่ายกันไปเลย เพราะป้ายโฆษณาก็เห็นมากขึ้น ในโทรทัศน์ก็เห็นขึ้นมาทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยเจอโฆษณา Subaru ด้วยซ้ำ ยอดขายมีเป็นพันๆคัน คนรู้จักมากขึ้น ตอนนี้ศูนย์ตามต่างจังหวัดก็เปิดมากขึ้น แต่ก็นั่นล่ะครับ ขายแต่ XV ผมเคยไปถามที่ศูนย์ขอนแก่น ถามหา WRX STi เค้ายังไม่รู้จักเลย ก็ตัดสินใจต้องไปรับมาจากที่กรุงเทพ

คราวนี้โจทย์การซื้อรถผม ทำไมถึงหวยออกมาคันนี้ ก็ลองดูๆกันนะครับ ซึ่งตรงนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว หรือใครชอบคิดตามนี้ ก็ไม่ว่ากันครับ
1.ผมชอบ Subaru เป็นทุนเดิม คิดเป็นประมาณ 30% ของการตัดสินใจซื้อรถเลย  พวกรถยุโรปดังๆทั้งหลายนี่หลุดไปหมดเลยเนื่องด้วยว่ารสนิยมส่วนตัวไม่ชอบจริงๆ แต่ถึงกระนั้นถ้ามีรถดีๆ ที่ดีจริงๆที่อาจไม่ใช่ Subaru ผมก็อาจจะซื้อก็ได้ อันนี้ตั้งไว้
2.ผมต้องการรถที่สมรรถนะดีเยี่ยม และเกาะถนนระดับแนวหน้าจริงๆ อันนี้ 50% ของการตัดสินใจ แรงในที่นี่ผมเคยตั้งไว้ว่า อยากได้รถที่อัตราเร่งดีโดยที่ไม่ได้สนใจ Top Speed ส่วนการเกาะถนนที่ต้องระดับนั้น เพราะผมชอบขับรถ ขับแล้วมันมีความสุข นิสัยผมไม่ได้ขับรถเร็ว แต่ชอบเล่นกับโค้งมากๆ ขับตรงๆ ผมก็เรื่อยๆ แต่ถ้าเห็นโค้งสวยๆ ผมจะเหยียบคันเร่งให้เร็วอีกซักหน่อยก่อนเข้าโค้งด้วยซ้ำ
3.ไม่จุกจิก และใช้งานกันได้นานๆ 10 ปี+ อันนี้ประมาณ 15% ของการตัดสินใจ ด้วยความที่ว่าบ้านผมอยู่บ้านนอก ต่างจังหวัดห่างไกล ดังนั้นต้องใช้งานง่าย ไม่มีอะไรยุ่งยาก ผมสามารถเข้าศูนย์ตามระยะได้อยู่แล้ว แต่นอกเหนือจากนั้น ถ้าเป็นไปได้ ขอใช้งานอย่างเรียบง่าย และโอกาสเสียจนกินข้าวลิงให้น้อยที่สุดครับ
4.สวยหน้าตาดูดีระดับนึง Option ดี สมราคา ภายใน OK ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน นั่งสบาย คนหลังนั่ง OK เก็บของได้พอสมควร เบาะพับได้ ฯลฯ บลาๆๆๆ ที่เหลือก็เป็นประเด็นครับ อยู่ในข้อนี้เรียงลำดับตามความสำคัญกันไป

ก่อนหน้านี้ก็มีรถที่ผมไปทดสอบอยู่ 2 คัน คือ VW Golf GTi ลองแล้วถามว่าชอบไหม ชอบครับ คือถ้าบ้านอยู่ใกล้ศูนย์หรือจังหวัดผมมีศูนย์ เงินถึง ตอนนั้นคงออกไปแล้ว 555+ แต่ติดที่ว่าประวัติของ VW บ้านเรามันไม่ไหวจริงๆ ศูนย์ก็ไม่มี แต่รถดีมากๆ ยอมรับเลย ส่วนอีกคันก็คือ Benz A250 AMG ครับ ลองแล้วกลับบ้านบอกตัวเองเลยว่า “ไม่ใช่” ไม่ใช่แน่ๆ พยายามที่จะเข้าใจมันแล้ว แต่ไม่ได้จริงๆ (อันนี้รสนิยมส่วนตัวนะครับ)
สุดท้ายสุดก็เลยมาลอง WRX ธรรมดาเนื่องจากตอนนั้น STi ยังไม่มีรถมาให้ลองขับ รู้สึกว่าเฮ้ย มันโดน รักเกียร์ธรรมดาด้วย อันที่จริงจากโจทย์ด้านบน ตัว WRX ธรรมดา มันก็ตอบผมได้นะ ผมก็ลองขับแล้ว แต่รู้สึกว่า มันเหมือนไม่สุด ถ้าให้เปรียบเทียบกับเป็นผู้หญิง ถ้าถามว่ารักไหม ก็รักนะครับประมาณว่ากำลังคบเป็นแฟน แต่ถ้าถามว่าจะให้แต่งงานด้วยตอนนี้เลยไหม อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตเลยไหม ผมก็ตอบแต่ว่า “ขอดูกันยาวๆก่อนนะ...” แต่ถ้าถามว่า เคยลองขับ STi ไหม ผมตอบเลยว่าก่อนซื้อ ไม่เคยลองด้วยซ้ำ ไอ้ตัวจริงก็เคยเห็นแค่ผ่านๆ แต่ใจผมครั้งแรกที่เห็น มันไป STi หมดแล้ว ยิ่งดูยิ่งรัก ดังนั้น ผมก็เลยต้องตกลงปลงใจกับ STi นี่แหละ เพราะมันจะอยู่กับผมไปอีกนาน นานมากกกกจริงๆ


-------- Toyota Vios 2003 --------
-------- Subaru WRX STi 2015 --------
-------- Honda Jazz GK5 --------
-------- BMW G20 330i --------
-------- Subaru Impreza WRX STi 2008 (GRF) --------
-------- Subaru Forester XT (SJG) MC --------

ออฟไลน์ zapdos191

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 655
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2014, 23:37:25 »
คราวนี้มาดูประวัติรถกันบ้างครับ













เป็นอันที่รู้กันว่า เมื่อเนิ่นนานมาแล้ว Subaru มีรถรุ่นนึงชื่อ “Impreza” ครับ เป็นรถแม่บ้านจ่ายกับข้าว 4 ประตู ที่หน้าต่างไม่มีกรอบ เอ๊ะ… มันยังไง Subaru เค้าอินดี้แบบนี้มาตั้งนานนมแล้วครับ และ Impreza ก็มักจะมีรหัสต่อท้ายเก๋ๆ คือ WRX และ WRX STi เป็นรหัสตัวแรง และตัวแรงที่สุดตามลำดับ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์เราทราบกันมาก็ไล่มาตั้งแต่ GC ตากลม ตาเหยี่ยว หน้าหมู หน้าแมว ก็ยังใช้ชื่อ Impreza อยู่มาจนกระทั่งรุ่นนี้ ชื่อ Impreza โดนยกลงไปใช้กับรถบ้านของ Subaru อย่างเต็มภาคภูมิแล้วครับ ส่วนรหัส WRX และ WRX STi นั้นแตก Line การผลิตออกมาใหม่ ใช้กับรถ Sport Sedan ของตนซึ่ง Subaru ก็เคยประกาศว่า ตนเองจะมุ่งมั่นผลิตรถ Sport Sedan ที่ดีที่สุดในโลกให้ดู!!!!!

อีกเรื่องที่เป็นที่รู้กันอีก คือชื่อเสียงของ Subaru โดยส่วนใหญ่มักจะอยู่ในสนามแข่ง Rally ทั้งหลายครับ ได้แชมป์มาหลายสนามมากๆตั้งแต่ปี 1990 และไม่ใช่แต่ Impreza เท่านั้นที่ลงแข่ง แม้แต่ Legacy ก็ลงแข่งในบางรายการซะด้วย แต่จู่ๆวันที่ 16 ธันวาคม 2008  ก็มีประกาศอย่างเป็นทางการจาก Subaru ว่าจะไม่มีการลงแข่งในรายการ WRC อีกแล้ว เนื่องจากสถานะทางการเงินของ Subaru เองก็ไม่ค่อยจะสู้ดีจึงจำเป็นต้องยุติการแข่งในรายการ WRC เป็น 18 ปีที่ Subaru สร้างชื่อเสียงไว้อย่างมาก เป็นที่น่าเสียดายจริงๆ ส่วนตัวผมเองรู้จัก Subaru เต็มๆก็จากรายการแข่ง WRC นี่ด้วยครับ





แต่นั่นก็เป็นอีกก้าวในประวัติศาสตร์ Subaru ครับ ทาง Subaru เองก็บอกว่า “ข้าได้แชมป์ WRC มามากมายแล้ว ขอเปลี่ยนแนวหน่อยก็แล้วกัน สนามทางเรียบจะเป็นเป้าหมายเราต่อไป และข้าจะทำให้จงได้!!!!(ทำเสียงพากษ์เหมือนรายการเกมส์โชว์ญี่ปุ่น)” แทบจะในทันทีที่ประกาศหยุดเล่นใน WRC ก็ประกาศว่าจะลงในสนามทางเรียบเลย รายการแข่งสนามทางเรียบที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลกก็คือ Nurburgring 24 Hr นั่นเอง ซึ่งเทคโนโลยีที่ได้จากสนามแข่งนี้ก็จะถ่ายทอดลงสู่ STi รุ่นต่อๆไปโดยตัว WRX STi รุ่นล่าสุดก็ได้ลงแข่งด้วย แต่ปีล่าสุดของ Subaru ผลงานไม่ค่อยสวยเลย ได้ที่ 4 ใน Class SP3T จากรถใน Class ทั้งหมด 10 คันส่วนอันดับ 1 นั่นคือ Audi TT RS  ครับ





แรกเริ่มเดิมที Subaru ปล่อยรถ Concept Car ใน New York Autoshow ปี 2013 ครับ เป็น Concept Car ที่หน้าตา Sexy ใช้ได้เลยทีเดียว โฉบเฉี่ยว เป็นการบอกกลายๆว่า “นี่นะ รุ่นหน้า ชั้นจะหน้าตาประมาณนี้นะ รอดูได้เลย” (แต่ดูหน้าตาตัวจริงสิครับ...นี่ล่ะ Subaru 5555+) หลังจากนั้นก็น่าจะเป็นการเปิด Project พัฒนาอย่างเต็มตัวได้แล้วครับ คราวนี้เรื่องการพัฒนารถ Product Manager รอบนี้ได้คุณ Masuo Takatsu ครับ รหัสพัฒนาตัวถังรอบนี้คือ “VA” ทั้ง WRX และ STi ถือเป็นการฉีก Line จาก Impreza อย่างที่บอกเพราะก่อนหน้านี้รหัสตัวถังจะขึ้นหน้าด้วยตัว G มาตลอด โดยโจทย์ในการพัฒนารถหลักๆเลยจะเพ่งเล็ง 2 เรื่องนั่นก็คือ

1.Rear Grip - คือการเกาะถนนของล้อหลัง คือเข้าโค้งยังไง ไม่ให้ล้อหลังเจ้ากรรม มันหลุดออกจากทางที่มันควรจะเป็น
2.Steering Response - คือ การตอบสนองของพวงมาลัยของการเลี้ยวซึ่งคุณ Masuo ใช้ Porsche 911 เป็นตัว Benchmark ในเรื่องนี้โดยเฉพาะ เค้าบอกว่า ต้องได้บุคลิคที่ใกล้เคียงหรือดีกว่ากันเท่านั้น



จากโจทย์ด้านบน 2 ข้อหลักๆ ก็เลยเป็นผลการพัฒนาทั้งเรื่องตัวถัง Chassis ใหม่หมดจดยกชุด และการปรับปรุงช่วงล่างในหลายๆจุดมากมาย แทบจะพลิกแผ่นดินทำกันเลยซึ่งจุดเปลี่ยนแปลงจะขอลงลึกอีกทีในหมวดวิศวกรรมนะครับ





Cr. www.motorauthority.com

ซึ่งจากการพัฒนาทั้งหมดใช้วิศวกรจำนวนมาก ในระยะแรกของ Subaru ไม่ได้เชิญใครมาขับรถที่เค้าพัฒนา คือวิศวะกรเค้าคิดเอง ทำเอง และมาลองขับเองกันทั้งนั้นโดยทดลองขับที่สนาม Nurburgring ที่เป็นฐานทดสอบของ Subaru อยู่แล้ว ซึ่งในสุดท้ายที่สุด Subaru เอง ก็คิดว่า คงไม่มีใคร จะสามารถดึงสมรรถนะของรถได้ดีเท่ากับนักแข่งมืออาชีพได้อีกแล้ว ดังนั้นในเฟสสุดท้ายของการพัฒนาจึงได้เชิญ Tommi Makinen ซึ่งเป็นนักขับ Rally ทางฝุ่นชื่อดังอีกคน และยังเคยเป็นนักขับให้กับทีม Subaru Rally Team ในช่วงปี 2001-2003 อีกด้วย ได้มาทดลองขับ Subaru WRX STi ใน Version ก่อนออกจำหน่าย ซึ่งผลก็ออกมาเป็นที่พอใจสำหรับเขาเป็นอย่างมากครับ


-------- Toyota Vios 2003 --------
-------- Subaru WRX STi 2015 --------
-------- Honda Jazz GK5 --------
-------- BMW G20 330i --------
-------- Subaru Impreza WRX STi 2008 (GRF) --------
-------- Subaru Forester XT (SJG) MC --------

ออฟไลน์ zapdos191

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 655
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2014, 23:39:03 »
ภาคตัวรถ





มิติตัวรถเองมีดังนี้ครับ ยาว 4,595 มิลลิเมตร กว้าง 1,795 มิลลิเมตร สูง 1,475 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อจากหนัง-หลัง 2,650 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า 1,530 มิลลิเมตร และตามธรรมเนียมครับ ความกว้างช่วงล้อหลังยาวกว่า 10 มิลลิเมตรเป็น 1,540 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถ 135 มิลลิเมตร (ถ้าเอาไปลุยน้ำท่วมมีเฮแน่นอนความสูงแบบนี้ 5555+) น้ำหนักตัวรถ 1,507 กิโลกรัม

ไฟด้านหน้ารถเป็น LED Projector พร้อมระบบ Auto Levelizer มีไฟหรี่ LED สีขาวรูปบูมเมอแรง ไฟตัดหมอก ไฟเลี้ยวเองโดนย้ายไปอยู่ด้านล่างกับไฟตัดหมอกแล้ว กระจังหน้า 6 เหลี่ยมตามสไตล์ Subaru พร้อมตรา STi ด้านข้างมีซุ่มล้อโป่งออกมาจากตัวถังพอสวยงาม มีทั้งด้านหน้าและหลัง ด้านข้างซุ้มมีแถบสีเงินพร้อมตรา STi กระจกมองข้างเป็นแบบหูช้างพร้อมไฟเลี้ยว LED ครับ

ฝากระโปรงหน้าเป็นแบบอลูมีเนียมทั้งชิ้นมีข้อดีที่ว่าน้ำหนักเบาแต่ข้อเสียคือเวลามันบุบ มันยุบ เสียหายด้วยการเสียรูปประเภทใดก็ตาม เปลี่ยนสถานเดียวครับ ต้องระวัง มี Scoop ดักลมเข้าสู่ Intercooler ขนาดใหญ่ทำให้ดูดุดันมากขึ้น



ด้านหลังมี Spoiler ขนาดใหญ่เด่นเป็นสง่า ตรงนี้น่าจะแล้วแต่รสนิยมส่วนบุคคลครับ แต่ตัวผมเองผมชอบ 555+ ไฟท้ายเป็นไฟ LED ทั้งหมด ท่อไอเสียออก 2 ข้างข้างละ 2 ท่อ

ล้อแม็กซ์มาด้วยล้ออัลลอยก้านถี่ ขนาด 18 นิ้ว ความกว้าง 8.5 นิ้ว สวมยาง Dunlop SP MAXX RT ขนาดยาง 245/40R18 ดัชนีน้ำหนักและความเร็ว 97W  ทั้งข้างหน้าและหลัง ซึ่งเป็นยางสปอร์ต แต่ถ้าเป็นของเมืองนอก จะมีแม็กซ์ BBS-F1 ขนาดเดียวกัน ลายเขากวางสีทอง และสีเทาให้เลือกกันด้วยครับ เสียดายที่ล้อลายนี้ไม่ได้เข้ามาในเมืองไทย
***ข้อสังเกตุเพิ่มเติม : ไอ้ Part สีดำๆด้านล่างที่ดูคล้าย Skirt กับ Diffuser หลังสุดนั้น ไม่ใช่ของได้มากับรถนะครับ ของผมได้เป็นของแถมจองในงาน FAST ผมตอนนี้ไม่แน่ใจว่าหมดไปหรือยัง



การเข้าออกของรถ STi (หลังจากนี้จะขออนุญาตพิมพ์แค่ STi เป็นรู้กันว่าคือรถรุ่นนี้นะครับ) รุ่นนี้ ใช้กุญแจแบบ Keyless ที่รีโมทมีกุญแจเล็กๆซ่อนอยู่ด้านในใช้เปิดประตูเวลารีโมทแบตเตอรี่หมด ด้านบนมีปุ่มรีโมทกดล๊อค ปลดล๊อค และเปิดฝากระโปรงด้านหลังซึ่งที่เปิดประตูจะมีเซนเซอร์มือเราครับ ถ้าเรามาพร้อมกุญแจในขณะที่รถยังล๊อคอยู่ เราสอดมือเข้าไป มันจะปลดล๊อคส่วนถ้าขับรถเสร็จแล้ว จะล๊อคประตู ก็ไปลูบบริเวณโคนที่จับประตู ซึ่งจะมีเซนเซอร์เช่นกัน รถก็จะล๊อคครับ



ประตูคู่หน้า เปิดมาแล้ว จะเห็นว่าด้านข้างประตูบุด้วยหนัง Alcantara เย็บด้วยตะเข็บด้ายสีแดง พลาสติกประตูเก็บงานมาดีมาก เสียงเปิด-ปิดประตูรู้สึกแน่นดี ไม่ก๊องแก๊ง ด้านล่างประตูมีช่องเก็บของจิปาถะได้พอสมควรประมาณหนึ่ง การเข้าออกเบาะที่นั่ง ทำได้ง่ายดาย ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นคนร่างใหญ่ขนาดไหนก็ตาม สะดวกสบายครับ




***เนื่องจากภาพเบาะไม่ชัด ขออนุญาตยืมรูปเบาะชัดๆจากเนทนะครับ***

เบาะคู่หน้าเป็นแบบกึ่ง Bucket seat ตรงกลางบุด้วยหนังกลับ Alcantara เช่นเดียวกับรุ่นที่แล้ว เย็บด้วยด้ายสีแดง ตรงหัวไหล่มีเบาะยื่นมาหนุนอีกนิดนึงทำให้เวลาขับทางไกลรู้สึกสบาย (ตรงนี้ผมชอบมากๆ) พนักที่หัว สามารถปรับมุมได้ว่าจะให้ดันกระบาลเราขนาดไหน ความนุ่มของเบาะนั้นโอเคเลยครับ ขับทางไกลก็ไม่เมื่อยเลย ส่วนพื้นที่ของศรีษะ ตัวผมเองสูง 178 เซนติเมตร หนัก 108 กิโลกรัม เข้าเบาะด้านหน้า ปรับระดับการขับให้รู้สึกสบาย พื้นที่ด้านบนเหลือเกือบๆกำปั้นนึงตั้งพอดีเหลือเฟือมาก อีกประเด็นที่สำคัญคือ เบาะคู่หน้า ปรับระดับด้วยระบบ “อัตโนมือ” ครับ มือล้วนๆไม่มีไฟฟ้าปนเลย แต่ส่วนตัวผมชอบมือนะ มันปรับเร็วกว่า ไฟฟ้ากว่ามันจะถึงจุดที่ผมอยากได้ ใจจะขาด 555+



อุปกรณ์ความปลอดภัยนี่จัดมาให้เต็มที่มากๆมีทั้งถุงลมที่เข่าสำหรับคนขับ ถุงลมคู่หน้า ถุงลมด้านข้างทั้งด้านหลังและหลัง ถุงลมม่านด้านข้างสองข้างครับ สรุปง่ายๆคือ ถุงลมในจุดที่จำเป็นมีครบทั้งหมด



ประตูด้านหลังเองเมื่อเปิดแล้วก็สามารถเข้าออกได้อย่างสบายครับ รุ่นนี้จากข้อมูลพบว่าฐานล้อหน้า-หลังจะกว้างขึ้นจากเดิม 1 นิ้วจะทำให้ได้ Legroom สำหรับผู้โดยสารด้านหลังมาอีก 2 นิ้ว เบาะด้านหลังบุด้วยหนังกลับ Alcantara เช่นกัน มีจุดให้ยึดเข็มขัดนิรภัยสำหรับที่นั่งสำหรับเด็กด้วย เข็มขัดนิรภัยทั้งผู้โดยสารซ้าย กลาง ขวามาครบครับ การวางแขนบนพนักวางแขนสบายครับ ไม่มีปัญหาอะไร พื้นที่เหนือศรีษะด้านหลังเองเหลือเฟือ ตัวผมเองนั่งข้างหลังได้ พื้นที่บนหัวเหลือด้วยซ้ำดังรูป



ดังนั้นการนั่งรถทางไกลโดยการโดยสารด้านหลัง ไม่น่าใช่ปัญหายกเว้นแต่ว่า คุณจะตัวใหญ่กว่าผมมากๆ นั่นอาจจะเป็นปัญหาครับ



ตัวเบาะหลังสามารถพับลงได้ในอัตราส่วน 60:40 สามารถเก็บของได้มากขึ้น แต่เมื่อพับลงแล้ว พื้นจะไม่ได้ราบไปกับตัวรถนะครับ จะมีมุมขึ้นมานิดหน่อย



การเปิดกระโปรงฝาหลังนั่นสามารถกดได้จากปุ่มบริเวณที่จับฝากระโปรง หรือจะกดจาก Remote control ได้เลย เมื่อเปิดขึ้นมา ท่านก็จะเห็นช่องเก็บสัมภาระขนาด 460 ลิตร (วัดโดย VDA Method) สามารถเก็บของได้เยอะพอสมควร แต่ข้อระวังของการเปิดคือ Spoiler ที่ติดแหมะอยู่กับฝากระโปรงหลังน้ำหนักค่อนข้างเยอะ เฉพาะตัว Spoiler เองก็ฟาดไป 7 กิโลกรัมแล้ว เวลาเปิดขึ้น ถ้าไม่ได้พยุงนี่อาจจะกระแทกได้ครับ ด้านในบุด้วยผ้าสักหลาด ด้านข้างจะสังเกตุว่ามีตัวกันสำหรับเหล็กค้ำฝากระโปรง ท่านที่ใช้รถ Sedan จะทราบปัญหานี้ดีเวลายัดของเยอะๆ แล้วของมันมาติดไอ้เหล็กนี่พอดี ตอนจะปิดฝาอาจจะปิดไม่ลง หรือปิดลงมาแล้ว ทำให้ของเสียงหายได้ สำหรับคันนี้ปัญหาหายไปแน่นอนครับ เพราะมันกันมาไว้เลยแต่แรก



ส่วนใครที่นึกไม่ออกว่า พับเบาะกับที่เก็บสัมภาระด้านหลัง มันจะใส่ของได้ประมาณไหน ก็เอาเป็นว่า ท่านสามารถพกล้ออัลลอยประกอบยางแล้ว พร้อมแม่แรงเอาไปลง Track ในวันหยุดสุดสัปดาห์กันได้อย่างสบายๆ โดยยังมีที่เหลือเก็บของอีกนิดหน่อยครับ นี่มันรถพ่อบ้านชัดๆ!!!!





เมื่อเปิดชั้นอีกชั้นด้านล่างจะพบว่ามีล้ออะไหล่ พร้อมชุดเปลี่ยนล้อ แต่ท่านเชื่อไหมครับ รถราคาขนาดนี้ ให้ล้ออะไหล่มาเป็นล้อกระทะสีเหลือง - -a แม่เจ้า… ให้แม็กสวยๆมาเลยก็ไม่ได้ เชอะ!!!! น้อยใจจริงๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2014, 23:48:15 โดย zapdos191 »
-------- Toyota Vios 2003 --------
-------- Subaru WRX STi 2015 --------
-------- Honda Jazz GK5 --------
-------- BMW G20 330i --------
-------- Subaru Impreza WRX STi 2008 (GRF) --------
-------- Subaru Forester XT (SJG) MC --------

ออฟไลน์ zapdos191

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 655
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2014, 23:40:22 »
ภาคภายในตัวรถ





ส่วนเรื่องภายใน รุ่นนี้ได้รับการพัฒนาอย่างมาก เนื่องจากรุ่นที่แล้วฝรั่ง ไทย แขก ยันดาวอังคารดาวลูกไก่บ่นกันอุบเลยว่า ภายในมันดูธรรมดาไปหน่อย รอบนี้พี่ Subaru แกจัดมาให้สมศักดิ์ศรีแล้วครับ (ถึงแม้จะยังไม่สมราคาก็ตาม แต่ก็ถือว่ามีการพัฒนา) เริ่มจากตรงกลาง บนสุด จอมันจะแบ่งเป็น 2 จอเล็กๆ คือฝั่งซ้ายจะเป็นระบบแอร์บอกว่าอุณหภูมิเท่าไหร่ อยู่โหมดไหนยังไง สังเกตุง่าย



ส่วนรูปด้านบนอีกจอนั่นเป็นจอ Information หลายๆอย่าง เช่น เป็นมาตรวัดบูส(อ่านหน่วยเป็นบาร์) เป็นนาฬิกา เป็นจอเครื่องเสียงว่าเพลงอะไร Track ไหน ไว้ดูอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ดูระบบ AWD เป็นจอสำหรับกล้องมองหลังอีกด้วย!!! สารพัดจริงๆครับ ซึ่งเราสามารถจัดการตรงนี้ได้หมด โดยใช้ปุ่มที่อยู่ตรงกลางระหว่างช่องแอร์ตรงกลาง 2 ข้าง ถัดลงมาเป็นชุดวิทยุ ล้อมกรอบด้วยพลาสติกลายเคฟล้าร์ หรือจะให้พูดตรงๆเลยก็คือ "เคฟล่าร์ปลอม" นั่นล่ะครับ โดยภาพรวมแล้วมันก็ไม่ได้ดูดีอะไรมากมายนะในความคิดผม แค่พอไปได้ ส่วนเสียงเครื่องเสียง พยายามปรับ EQ ให้มันดีที่สุดเท่าที่คิดแล้วก็ยังรู้สึกเฉยๆครับ ไม่ได้โดดเด่นอะไร การใช้งานก็ค่อนข้างยุ่งยากเล็กน้อย สรุปเรื่องเครื่องเสียงถ้าไม่ซีเรียสอะไร ก็ผ่านไปเลยครับ 555+ ถัดลงไปอีก ก็จะเป็นชุดแอร์ เป็นแอร์ออโต้ แยกอุณหภูมิซ้าย-ขวาอิสระ รวมๆกับชุดเครื่องเสียงก็จะกลายเป็น รถบ้าน อวบท. (แอร์ออโต้วิทยุบลูทูธ) ครับ 5555+ ลงไปอีกนิดก็เป็นช่องเก็บของสำหรับของจิปาถะนู่นนี่นั่น พร้อมช่องเสียบไฟ 12V สำหรับการใช้งานอย่างอื่นอีกด้วย สุดท้ายสุดก็เป็นคันเกียร์ครับ พลาสติกที่ครอบแท่นเกียร์มีตรา STi สีแดงหราอยู่เต็มๆ และไอ้ตรา STi ตัวนี้จะเรืองแสงในตอนกลางคืนด้วยครับ ตรงนี้ชอบมากๆเป็นการส่วนตัว ทำให้ภายในมันน่าอยู่มากขึ้นเยอะเลย 5555+



ด้านบนก็จะมีม่านบังแดดพับไว้มีไฟอ่านหนังสือตามมาตรฐานนิยม ส่วนอีกรุ่นจะเป็นรุ่นที่ไม่มี Spoiler แต่มี Sunroof ราคาเท่ากัน แลกกัน อยากได้อันไหนเอาอันนั้น บางคนก็บอกว่า เอา Sunroof ส่วน Spoiler ไปหาติดเอาทีหลังได้ ผมก็เห็นทางอเมริกาขายกันแล้วครับ ต้อง Ship เข้ามา เฉพาะค่าของ น่าจะร่วมๆ 4 หมื่นบาทเห็นจะได้ ตรงนี้เองผมเลือกรุ่นที่มี Spoiler เพราะไม่ได้พิศวาสอะไรกับ Sunroof อยู่แล้ว



พวงมาลัยเป็นอีกอย่างที่ได้รับการปรับปรุงอย่างมากให้ทันสมัยครับ เป็นพวงมาลัย 3 ก้านแบบ Sport D-Shape คือเป็นพวงมาลัยที่ก้นถูกตัดให้ป้าน ให้อารมณ์ Racing มากขึ้น (จริงๆผมก็ไม่ทราบจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวงมาลัยทรงนี้นะเพราะเห็นทำกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ รถที่ไม่ใช่แบบนี้ก็ยังทำ) เป็นพวงมาลัย Multifuncion ฝั่งซ้ายควบคุมเครื่องเสียง การรับโทรศัพท์ ส่วนฝั่งขวาเป็นระบบ Cruise Control ใช้งานง่าย ส่วน 3 ปุ่มตรงด้านซ้ายล่างนั่นสำหรับควบคุมจอ Information ที่หน้าปัดครับ  ตัวพวงมาลัยสามารถปรับระดับได้ทั้งขึ้น-ลง และใกล้-ไกล ตำแหน่งพวงมาลัยกับที่นั่งโอเคมาก

ถัดลงไปจากพวงมาลัย เป็นที่เปิดฝากระโปรงหลัง วิธีการเปิดก็แค่กดปุ่มค้างไว้ ก็สามารถเปิดได้แล้ว สวิทช์อีกอันไว้ควบคุมความสว่างของมาตรวัด ส่วนอีกอันเป็นสวิทช์ควบคุม Traction Control จะปิดจะเปิดก็ปุ่มนี้เลยครับ ด้านขวาสุดบนประตูฝั่งคนขับเป็นแผงควบคุมกระจกทั้งหมด กระจกฝั่งคนขับเป็น Auto ควบคุม Central Lock และปรับมุมกระจกข้างมองหลัง ส่วนแป้นคันเร่ง เบรค คลัช เป็นอะลูมีเนียมดูซิ่งดีครับตามสไตล์ STi เลย



มาตรวัดสำหรับ STi ตัวใหม่นี้ ถือเป็นการหลุดจากเอกลักษณ์เดิม (บางคนเรียกว่าทำลายเลยนะครับ แต่ผมขอใช้คำว่าหลุดดีกว่า) เนื่องจากอดีตเดิมๆมาจะเป็นมาตรวัด “3 วงกลม” โดยมาตรวัดรอบอยู่ตรงกลาง และมาตรวัดความเร็วอยู่ข้างขวา สำหรับรุ่นนี้ครับ เป็นรุ่นแรกตั้งแต่ GC8 เลย ที่เป็น “2 วงกลม” ครับ ด้านซ้ายเป็นมาตรวัดรอบเครื่องพร้อมกับอุณหภูมิเครื่อง ตรงกลางมีตรา STi พร้อมกับ Shift Light (ไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ครับ Set ได้ว่าจะให้มันเตือนที่รอบเท่าไหร่) ซึ่งไฟจะมาพร้อมเสียง “ติ๊ดๆ” ครับ ด้านขวาจะเป็นมาตรวัดความเร็ว พร้อมขีดน้ำมัน ตรงกลางเป็นจอ Information อื่นๆ เช่น อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแสดงเป็นขีดสีเหลืองกับสีเขียว (ไม่ได้บอกเป็นเลข) ความเร็ว ณ บัดนั้นเป็นตัวเลข ลงไปอีกก็เป็นระบบ DCCD Auto(+,-), Manual ลงไปกว่านั้นก็เป็นตำแหน่งเกียร์พร้อมแสดงโหมด SI Drive ครับ สุดท้ายล่างสุดก็ ODO ที่เราคุ้นเคยกันครับ



ส่วนตรงกลางนี้ ผมรู้สึกว่ากลิ่นของ Impreza WRX STi หน้าแมวโฉมที่แล้วมันแรงมากครับตรงนี้ ไม่รู้ยกมากันทั้งชุดเลยไหม หน้าสุดก็เป็นที่ปรับโหมด SI Drive พร้อมที่ปรับระบบ DCCD ถัดมาเป็นที่วางแก้วน้ำ ขวดน้ำ พร้อมถาดสไลด์ปิด หลังสุดเป็นพนักพักแขนอันเล็กๆ ด้านในเป็นที่เก็บของเล็กๆน้อยๆ พร้อมที่เสียบ USB AUX Input และ ช่องเสียบไฟ 12 Volt



ช่องเก็บของฝั่งข้างคนขับก็มาตรฐานครับ เก็บหนังสือคู่มือ หนังสือรับประกัน ก็เกือบๆจะเต็มแล้ว เหลือที่ให้ใส่ CD แบบกล่องพลาสติกได้อีกซัก 1-2 แผ่นเห็นจะได้ หรือทั้งหมดทั้งมวลผมว่า ถ้ามีกล่อง Piggyback ใบเดียวก็ใส่อะไรต่ออีกนิดๆหน่อยๆ ก็เต็มแล้วครับ









ทัศนวิสัยสำหรับคันนี้ ถือว่าแจ่มแจ้งชัดเจนมาก ด้วยด้านหน้าเห็นฝากระโปรงพร้อม Scoop ดักลม ทำให้กะระยะด้านหน้าได้อย่างไม่ยากเย็น ด้านข้างกระจกมองข้างสามารถมองได้ชัดเจนดี ส่วนด้านเสา C ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนใครที่คิดว่า Spoiler จะมีปัญหาเรื่องการมองด้านหลัง ผมตอบได้เลยว่าไม่มีนะครับ เห็นรถด้านหลังชัดเจน เพราะเค้าเพิ่มความสูงขึ้นอีกนิดนึง เพื่อให้เรามองเห็นด้านหลังได้อย่างชัดเจนนั่นเองครับ
*** ข้อควรระวัง : คือในเรื่องการถอยรถถึงแม้รถจะมีกล้องมองหลังมาให้ก็จริงอยู่ แต่ไม่มี Sensor ฉะนั้นจุดบอดของกล้องมันก็มีครับ ควรที่จะมองซ้ายขวาประกอบกันไปด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2014, 23:49:55 โดย zapdos191 »
-------- Toyota Vios 2003 --------
-------- Subaru WRX STi 2015 --------
-------- Honda Jazz GK5 --------
-------- BMW G20 330i --------
-------- Subaru Impreza WRX STi 2008 (GRF) --------
-------- Subaru Forester XT (SJG) MC --------

ออฟไลน์ zapdos191

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 655
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2014, 23:41:49 »
รายละเอียดเรื่องวิศวกรรม

คราวนี้มาถึงอีกเรื่องของรถกันบ้างนะครับ เรื่องของ “ไส้ใน” ว่าเค้าใส่อะไรมาให้เราบ้าง เรามาดูกัน

สำหรับใครที่ติดตามเรื่องราวของ STi ตัวใหม่นี้รวมไปถึงผมเอง ก็ขอทายเลยว่า เห้ยยย รุ่นใหม่ น่าจะเห็นเครื่องใหม่กันซักที เพราะเครื่องรหัส EJ257 นี้ทำตลาดลากยาวมาตั้งแต่ปี 2003 (หน้าเหยี่ยว) รวมมาจนบัดนี้ ก็ปาเข้าไป 10 ปีเต็มๆแล้ว ต่อให้ระหว่างเวลาการเดินทางนี้มีการปรับปรุงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ แต่หลายคนก็อยากเห็นเครื่องใหม่แล้ว และมันน่าจะมีโอกาสได้รับเครื่องใหม่ เพราะเราได้เห็นเครื่องบล๊อคใหม่ใน Forester 2.0XT ซึ่งเป็นเครื่องรหัส “FA” เป็นเครื่อง Direct Injection และเป็นเครื่องแบบ “ชักยาว” เป็นเครื่อง Generation ที่ 4 ของ Subaru เท่าที่ผมติดตาม ทุกคน แฟน Subaru ทุกคนทั่วโลก คาดหวังว่า น่าจะได้เห็นเครื่อง “FA25DIT” ตามความคาดหวังก็อยากเห็นเครื่อง 2,500 cc เทอร์โบแบบ Twin-Scroll พร้อมระบบฉีดตรงของ Subaru เอง แต่เมื่อทาง Subaru ประกาศ Spec ของ STi มาแล้ว แฟน Subaru ทั่วโลกต่างก้มหน้า โยนป้ายไฟทิ้งมันตรงนั้นหันหลังเดินกลับบ้าน บางคนถึงกับร่ำไห้เข่าอ่อนล้มลงกองกับพื้นร้องไห้ฟูมฟายกันไป…(เว่อร์ไปละ)

นั่นล่ะฮะท่านผู้ชมฮะ… EJ257 เครื่องคอแดงหรามันกลับมาอีกแล้ว!!!!!!!!!!!!! เครื่องยนต์ใหม่อยู่ไหน เราไม่รู้ รู้แต่ว่าแฝดน้องตัวจี๊ด WRX ได้เครื่อง FA20DIT จาก Forester มาประจำการแล้ว!!!! พร้อมเกียร์ 6MT หรือ Sportronic CVT ให้เลือกด้วย สเปคเครื่องใหม่ไฉไลเครื่องเป็นดังนี้ครับ เครื่อง Boxer 4 สูบ DOHC 16 Valve กระบอกสูบ x ช่วงชัก : 86 x 86 มิลลิเมตร (เป็น Squre Box) ขนาดกระบอกสูบ 1,998 ซีซี อัตราส่วนกำลังอัด 10.6 : 1 พร้อมระบบ Dual AVCS (Active Valve Control System) เป็นวาล์วแปรผันทั้งฝั่งไอดีและไอเสีย ติดหอยจาก Honeywell แบบ Twin-Scroll ผลิตลมได้สูงสุด 15.9 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว หรือ 1.09 บาร์ ส่วนระบบฉีดเชื้อเพลิงเป็นแบบฉีดตรง DIT ของ Subaru แรงบิด 350 nm ตั้งแต่รอบ 2,400-5,200 รอบ/นาที ผลิตม้าได้ทั้งหมด 268 ตัวพอดี และผลการทดสอบจากต่างประเทศหลายที่ผมเองก็มีความยินดีจะแจ้งว่า STi ตัวพี่หืดจับแทบจะทุกการทดสอบเลยครับ



ส่วนรุ่นพี่เองก็ใช้ของเดิมครับ EJ257 คอแดง 4 สูบนอน DOHC 16 Valve กระบอกสูบ x ช่วงชัก : 99.5 x 79.0 มิลลิเมตร ขนาดกระบอกสูบ 2,457 ซีซี อัตราส่วนกำลังอัด  8.2 : 1 พร้อมระบบ Dual AVCS เหมือนของรุ่นน้อง ฉีดเชื้อเพลิงจาก Port Injection ธรรมด้าาาาธรรมดา ติดหอยจาก IHI รุ่น RHF VF48 เป็น Single Scroll ผลิตลมได้สูงสุด 14.7 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว หรือ 1.01 บาร์พอดี แรงบิด 407 nm ที่รอบ 4,000 รอบ/นาที ได้แรงม้าทั้งหมด 300 แรงม้าที่รอบ 6,000 รอบต่อนาที ส่วน Header ใช้ Header แบบ Unequal-Length header ก็คือ ความยาวของ Header 2 ข้างจนถึงโข่งหลัง Turbo ไม่เท่ากัน ร่วมกับการจุดระเบิดของเครื่อง Subaru ที่ไม่เหมือนชาวบ้าน 1-3-2-4 ด้วยลักษณะ 2 ประการนี้ ยังทำให้ STi รุ่นนี้ยังคงเสน่ห์ของเครื่อง EJ อยู่ (Subaru Boxer Rumble) คือ เสียงจะคล้ายๆเฮลิคอปเตอร์ตอนรอบเดินเบา และแผดแหลมในรอบสูงครับ ทั้งหมดนั้นมาพร้อมเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะอย่างเดียวเท่านั้น ***ย้ำว่ามีเฉพาะเกียร์ธรรมดาเท่านั้น ทั่วโลก*** ไม่มีเกียร์อัตโนมัติอีกแล้วในรุ่น STi นี้ซึ่งวิศวกรของ Subaru ให้เหตุผลว่า รถระดับนี้ สิ่งที่จะดึงความสามารถของรถมาได้มากที่สุดต้องเป็นเกียร์ธรรมดาเท่านั้น ถ่ายกำลังลงสู่ล้อทั้ง 4 ด้วยระบบ Symetrical All Wheel Drive โดยเพลาหน้ามี Limited slip แบบ Helical และเพลาหลังมี Torsen limited slip ครับ เกียร์มีอัตราทดเกียร์ดังนี้
เกียร์ 1 ---------------------------- 3.636
เกียร์ 2 ---------------------------- 2.235
เกียร์ 3 ---------------------------- 1.590
เกียร์ 4 ---------------------------- 1.137
เกียร์ 5 ---------------------------- 0.891
เกียร์ 6 ---------------------------- 0.707
เกียร์ R ---------------------------- 3.545
อัตราทดเฟืองท้าย --------------- 3.900



นอกจากนี้ Console ตรงกลางหลังคันเกียร์ลงมา ก็ยังมี SI Drive ซึ่งเป็น Map สำหรับคันเร่งไฟฟ้ามีทั้งหมด 3 โหมดคือ Intelligence ,Sport และ Sport# ซึ่งการตอบสนองของคันเร่งก็จะเปลี่ยนไปในแต่ละโหมด โดยในรุ่นนี้ได้รับการปรับปรุง Map คันเร่งไฟฟ้าใหม่ในโหมด Sport และ Sport # คันเร่งไฟฟ้าจะเร็วกว่ารุ่นเดิมพอสมควร และ DCCD Mode ซึ่งกำหนดแรงบิดว่าจะให้ไปล้อหน้าหรือหลังเท่าไหร่ อย่างไร โดยข้อมูลตรงนี้ ผมขออนุญาตินำข้อมูลเดิมพี่ J!MMY ที่เคยกล่าวไว้แล้วในรีวิวฉบับนี้ครับ
ลิงค์ : http://www.headlightmag.com/main/index.php?option=com_content&view=article&id=2956:-subaru-impreza-wrx-sti-25-boxer-turbo-6mt-awd-&catid=70:sport-a-specialty&Itemid=89

จุดสังเกตุอันแรกคือ ไอ้ที่นอนอยู่หน้าเครื่องนั่นมันเดิมทั้งดุ้นครับ ตั้งแต่หน้าตาการจัดห้องเครื่องยันสเปค เหมือนเดิมจากโฉมที่แล้วเป๊ะๆ และนอกจากเครื่องยังเหมือนกันแล้ว มันยกเกียร์ลูกเดิมมาอีกด้วย แต่ๆๆๆ เรื่องของเกียร์ก็ไม่เหมือนเดิมซะทีเดียว มีปรับปรุงกันอยู่เล็กน้อย นั่นก็คือ “คันเกียร์” ครับ Subaru ใช้วิศวกรถึง 2 คนในการออกแบบคันเกียร์ใหม่ ให้สามารถเข้าได้ง่าย กระชับ และสั้นกว่าเดิม และนั่นก็เป็นผลตอนที่ผมไปลองเปรียบเทียบกับหน้าแมวโฉมที่แล้ว สัมผัสได้ชัดเจนว่า STi รุ่นใหม่ ให้ความรู้สึกที่ดีกว่า กระชับกว่าอยู่ประมาณนึงครับ

จุดสังเกตุที่สองคือ รุ่นน้อง WRX ธรรมดา ได้เครื่องเทคโนโลยีใหม่ ฉีดตรง ผลิตแรงม้าแรงบิดได้ดีในขณะที่ความจุถูกลดลงจากเดิม 2,500 ซีซี เหลือเพียง 2,000 ซีซี ซึ่งจากตัวเลขในกระดาษแล้วก็พอจะอนุมานได้ว่า น่าจะประหยัดน้ำมันกว่าเดิมเยอะมากๆ ในขณะที่ความสนุกในการขับไม่น่าจะลดลงไป

เหตุฉะนี้แฟน Subaru ที่เคยถือป้ายไฟเชียร์ หลายคนตอนนี้ น่าจะเขียนป้ายด่า สาปแช่งกันใหม่ตรงนั้นแล้วยกขึ้นถามแล้วล่ะครับว่า “ทำไมถึงทำกับฉันแบบนี้” ทางวิศวกร Subaru เองก็เดินอกผายไหล่ผึ่ง และตอบมาว่า จริงๆแล้ว เครื่อง EJ257 ยังเป็นเครื่องที่สมรรถนะดีเยี่ยม(แต่ซดน้ำมันชิบหาย อันนี้ผมเติมให้เอง) และให้การตอบสนองที่ดีมากๆอยู่แล้วไม่แพ้เครื่องค่ายอื่นๆ แต่ในรุ่นนี้ เราจะทำตัวถังและช่วงล่างให้รับกับสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมนี้ได้อย่างแนบเนียนมากยึ่งขึ้น ให้มัน Balance ทั้ง Power และ Handling สามารถทำให้รถวิ่งได้ในความเร็วสูงได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย แฟนๆได้ยินดังนั้น ก็งงๆ วางป้ายใหม่ที่เพิ่งเขียนสักครู่ลงแล้วตั้งสติกันใหม่…



ถึงแม้ว่าเครื่องเกียร์จะเป็นลูกเดิมเหมือนเดิมเด๊ะๆ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปชนิดครั้งใหญ่ชุดใหญ่เลยก็คือระบบช่วงล่างทั้งหมด รายละเอียดเยอะมาก ขอค่อยๆเริ่มอธิบายนะครับ

พวงมาลัยเป็นแบบแร็คแอนด์พีเนียน อัตราทดที่ 13.0 : 1 พร้อมพวงมาลัยพาวเวอร์ครับ Torsion Bar แข็งกว่าเดิม 125% และเนื่องด้วยว่า Subaru เองใช้ Porsche 911 เป็น Benchmark ในการพัฒนา Steering Response ก็เป็นผลปรากฏว่า STi คันนี้ Steering Response อยู่ที่ 0.1 วินาที (ตามข้อมูลที่ค้นเจอครับ) น้ำหนักพวงมาลัยตอนความเร็วต่ำ จะค่อนข้างหนักสำหรับคนทั่วไปนะ แต่ส่วนตัวผมเองชอบประมาณนี้ ที่ความเร็วสูงน้ำหนักพวงมาลัยจะหนักกว่าเดิมแต่จากความรู้สึกที่ผมสัมผัสจาก WRX คือคันนั้นเป็นพวงมาลัยไฟฟ้า ที่ความเร็วสูงๆจะหนักกว่าแต่ไม่คมเท่า STi ถ้าถามว่าสองคันนี้ผมชอบคันไหน ผมตอบเลยครับ STi น้ำหนักมันกำลังดี ถึงแม้ความเร็วต่ำจะหนักกว่าก็ตาม มันคมมากอยากได้เท่าไหร่ บิดพวงมาลัยไป มันได้ออกมาเท่าที่เราคิดเป๊ะๆ

ช่วงล่างทั้งหมดมีการปรับปรุงขึ้นใหม่ยกชุด โดยช่วงล่างด้านหน้าใช้เป็น Inverted MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง ปรับค่าสปริงให้แข็งกว่าเดิม 22% ปรับข้อต่อข้อยึดทั้งหลายให้แข็งแรงมากขึ้น ช่วยการทรงตัวได้ดีขึ้น ช่างล่างด้านหลังเป็นแบบ Double Wishbone  พร้อมเหล็กกันโคลง ปรับค่าสปริงให้แข็งกว่าเดิม 6% ทั้งหมดนี้มาพร้อมตัวถังที่เพิ่มความแข็งแรงต่อการบิดของตัวถังเพิ่มขึ้นถึง 40% ทำให้การทรงตัวดีขึ้น

และของเล่นใหม่ในรุ่นนี้ก็คือ Active Torque Vectoring คือเมื่อเราเข้าโค้งรถจะจับ Sensor ตำแหน่งพวงลัย แรง Lateral G และทำการใส่แรงเบรคไปยังล้อหน้าที่อยู่ในโค้ง และแบ่งแรง Torque สู้ล้อที่อยู่ด้านนอกโค้ง ลักษณะแบบนี้ จะทำให้การเข้าโค้งเป็นไปได้ง่ายดาย ส่วนอีกระบบที่มีกันอยู่แล้ว คือระบบ VDC (Vehicle Dynamic Control) ระบบนี้จะทำการจับการ Yaw ของรถซึ่งจะแก้อาการ Understeer และ Oversteer โดยเฉพาะครับ





ส่วนเบรคยังคงอยู่กับเบรคชั้นนำระดับโลกอย่าง Brembo ครับ หน้าตาเบรคยังคล้ายกับรุ่นที่แล้วเหมือนเดิม เป็นเบรคหน้า 4 Pot คู่กับ Disc brake พร้อมครีบระบายอากาศขนาด 13.0 นิ้ว ส่วนเบรคหลังเป็นเบรค 2 Pot คู่กับ Disc brake พร้อมครีบระบายอากาศขนาด 12.4 นิ้ว ทั้งหมดนี้พร้อมระบบช่วยเบรค 4 Channel, 4 Sensor Super Sport ABS และระบบการจายแรงเบรค EBD (Electronic Brake-force Distribution) ในรุ่นนี้ยังคงให้ระบบ Hill Start Assist System มาเหมือนเดิม ทำให้เวลาขึ้นที่จอดรถห้าง สามารถปล่อยเบรคและเลี้ยงคันเร่งก่อนปล่อยคลัช และขึ้นต่อไปได้อย่างหล่อๆครับ



โครงสร้างตัวถังก็ยังยึดโครงสร้างเดิมคือเป็นแบบ Ring-Shaped Reinforcement Frame Body Structure อยู่ครับ โดยรุ่นที่แล้วได้ใช้เหล็กกล้าที่ทนแรงดันได้ที่ระดับ 590 MPa  แต่สำหรับรุ่นนี้ทางวิศวกรใจป้ำเพิ่มการใช้เหล็กกล้าที่ทนแรงดันได้ถึง 980 MPa ที่บริเวณกันชนหน้า ด้านข้างรถ เสา B อีกด้วย โดยที่โครงสร้างทั้งหมดนี้ยังน้ำหนักเท่าเดิม แต่เพิ่มความแข็งแรงได้อย่างมหาศาลจริงๆครับ



จากตัวถังที่แข็งแรงด้านบน ทำให้ Subaru WRX และ STi ได้รับรางวัล Top pick safety ปี 2014 จากสถาบัน Insurance Institute for Highway Safety จากอเมริกา โดยได้รับความปลอดภัยระดับ G คือ Good ดีที่สุดทุกหมวดตั้งแต่ การชนเยื้องเล็กน้อยถึงปานกลาง การชนจากด้านข้าง ความแข็งแรงของหลังคา และการป้องกันศรีษะ ส่วนการทดสอบจากค่าย NCAP ผมยังไม่เห็นผลการทดสอบนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2014, 23:51:47 โดย zapdos191 »
-------- Toyota Vios 2003 --------
-------- Subaru WRX STi 2015 --------
-------- Honda Jazz GK5 --------
-------- BMW G20 330i --------
-------- Subaru Impreza WRX STi 2008 (GRF) --------
-------- Subaru Forester XT (SJG) MC --------

ออฟไลน์ zapdos191

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 655
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2014, 23:43:26 »
การขับขี่และสมรรถนะ

หลังจากที่เราทราบข้อมูลวิศวกรรมกันหมดแล้ว ก็คงอยากรู้กันใช่ไหมครับว่าการขับขี่เป็นอย่างไร ข้อจำกัดการทดสอบนี้ที่ผมพยายามจะให้ได้มาตรฐานเดียวกันกับ HLM คงทำไม่ได้นะครับ เนื่องจากอยู่ต่างจังหวัด ถนนที่มีโอกาสทดสอบได้ดีที่สุด คงเป็นถนน 4 เลนธรรมดา ซึ่งการทดสอบ Top Speed ผมคงทำไม่ได้แน่ๆครับแต่จากข้อมูลเท่าที่ผมศึกษามา 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงครับคือสุดของมัน (แต่น่าจะล๊อคกล่องไว้ ถ้าปลดล๊อคน่าจะได้อีกครับ) และเพื่อความปลอดภัย ผมจึงขออนุญาตข้ามการจับเวลาไป แต่สัญญาตรงนี้เลยว่า ถ้ามีโอกาส จะอัดคลิปมาให้ดูกันแน่นอน

ดังนั้นจึงขออนุญาตินำตัวเลขจากรุ่นที่แล้วมาให้ดูกันครับ เหตุผลที่พอจะอ้างกันได้ก็คือ น้ำหนักรถเท่ากัน คนขับน้ำหนักพอๆกัน (ถึงจะไม่มีพี่แพนมานั่งด้วยก็เหอะ) เครื่องเดียวกัน เกียร์เดียวกันเป๊ะ ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลยในเรื่องเครื่อง เกียร์ ผมจึงอนุมานว่ามันน่าจะพอๆกัน ตัวเลขเป็นดังนี้ครับ

0-100 กม./ชม. - 5.84 วินาที
80-120 กม./ชม. - 3.61 วินาทีในเกียร์ 3 และ 5.11 วินาทีในเกียร์ 4


และขอฝากคลิปจากในเนทไว้ก่อนนะครับ น่าจะใกล้เคียงที่สุดแล้วเท่าที่ดู


Cr. Option Auto

ความรู้สึกที่ได้ขับคือมันดึงครับ ดึงหลังติดเบาะแบบเต็มๆ มีอาการรอรอบอยู่บ้างเล็กน้อยเพราะกว่าบูสเทอร์โบจะมาเต็มๆก็ต้องรอหลังรอบ 3,000 รอบต่อนาทีขึ้นไป พอรอบสูงๆมีไฟ Shift Light และเสียงเตือน สามารถเปิดปิดได้ การเปลี่ยนเกียร์กระชับและสั้น ดีกว่ารุ่นที่แล้วแน่นอน การเร่งแซง มันอยู่ที่รอบเครื่องของคุณ ณ ตอนนั้น ถ้ามาประมาณ 2,000 รอบ/นาที เกียร์ 6 แล้วกดเลย อันนี้ห้อยแน่ๆเพราะบูสเทอร์โบยังไม่มาต้องรอซักแปป แต่ถ้าสมมติมาที่รอบ 2,500 รอบ/นาที หรือใกล้ๆ 3,000 อยู่เกียร์ 6 อันนี้กดไปเลย กดปุ๊บมาเลย พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หรือถ้าจะให้เอาแน่สับลงเกียร์ 4 หรือ 5 อันนี้ชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องลุ้น โดยสรุปแล้ว เรื่องอัตราเร่ง ด้วยความที่เครื่องมันไม่ใช่เครื่องที่เป็น Flat Torque มันเลยรู้สึกขับได้สนุกกว่า รอบยิ่งมา แรงบิดยิ่งเยอะขึ้นตามรอบ เสียงเครื่องมันจะร้อง ร้องเหมือนขอร้องให้เรา “เหยียบ” ลงคันเร่งมากกว่านี้ เราเองได้ยินเสียงเครื่องก็ใจอ่อน จะซัดรอบสูงๆอยู่เรื่อย การดึงจะค่อนข้างดิบเอาเรื่องอยู่ ไม่ Smooth เหมือนพวกรถ Flat Torque ถ้าไม่ชินรอบสูงๆมีตกใจแน่ๆ 555+ เรื่องสมรรถนะเอง ผมไม่ได้มีข้อสงสัยติดค้างอะไรเลย มันให้ได้ทุกอย่างจริงๆ จะขับยากก็คือขับให้มันช้านี่ล่ะครับ คือถ้าวางเท้าไว้ที่คันเร่งเฉยๆโดยที่ไม่ได้ใช้ Cruise Control และไม่มองมาตรวัดความเร็ว ไม่มีทางได้เห็นเลข 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแน่ๆ มันจะไหลไปเรื่อย เพลินๆดูอีกทีก็อ้าว 140-160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้ว ถ้าจะขับให้ได้ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจริงๆ ต้องปรับ SI Drive เป็นโหมด Intelligence และเหยียบคันเร่งน้อยมากๆ พูดถึง SI Drive ก็ตอบสนองได้ดีทั้ง 3 Mode ครับ คือตรงกับความคิดเรา อยากได้คันเร่งตอบสนองเร็ว ไป S หรือ S# เลย ถ้าอยากขับแบบสันติภาพ ชิลๆ ขับริมชายหาดเปิดหน้าต่างรับลมทะเล ใช้โหมด I ครับ แต่ส่วนตัวแล้วชอบคันเร่งสายมากกว่า อันนั้นมันตาตีนเราเลย อาจจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้ผมขับรถคันเร่งสายมาตลอดเลยยังไม่ชินมากกว่า แหะๆ



เรื่องช่วงล่าง คำถามที่ทุกคนสงสัยกันก็คือ รถระดับนี้ จากข้อมูลด้านบนแบบนี้ ไม่แข็งหลังหักกันเลยเหรอ… เอางี้นะครับ ผมจะค่อยๆเล่าให้ฟัง ชีวิตผมประสบการณ์การขับรถ High Performance แบบนี้ยังน้อยมากๆ ที่เคยลองมาก็มีแค่ VW Golf GTi แล้วก็ A250 AMG ครับ คือ VW Golf GTi นี่ให้อารมณ์นุ่มหนึบ ตามสไตล์รถเยอรมันครับ ค่อนข้างผู้ดี ส่วน A250 AMG นี่น่าจะไม่เหมือน Benz ที่ผมเคยนั่งมาเลยซักคันนะ ช่วงล่างเท่าที่ผมรู้สึกคือแข็งเกินรถ แข็งแบบดิบๆเถื่อนๆไปเลย รายละเอียดถนนเข้ามาถึงตัวผมเต็มๆ การซับแรงมีน้อยมาก แต่ STi คันนี้ ผมให้มันอยู่ระหว่าง GTi กับ A250 โดยที่เอนเอียงไปทาง A250 เยอะหน่อยครับ ในความเร็วต่ำๆนี่ รายละเอียดถนนมาหมดเหมือนกัน โดยเฉพาะทางลาดยางที่เป็นหลุมๆ ถ้าลงๆไปนี่รู้เลยครับมีกี่หลุม แต่ถ้าขึ้นหลังเต่ามันกลับซับแรงได้ดีแฮะ ขึ้นนิ่มลงนิ่ม ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจ ส่วนความเร็วสูงๆหรือการเล่นโค้งต้องยกให้เค้าไปเลยครับถึงแม้ผิวต่อถนนจะยังส่งแรงขึ้นมาถึงห้องโดยสารเยอะพอสมควรพร้อมเสียงลมก็ตาม ก่อนอื่นขอเกริ่นก่อนว่า บ้านผมอยู่ในอำเภอที่ต้องขับผ่านภูเขาช่วงนึง ทางโค้งโหดๆทั้งนั้น และเจ้า STi นี่เป็นรถที่ทำความเร็วในโค้งกลับบ้านผมได้ดีที่สุดและนิ่งที่สุดเท่าที่ผมเคยขับมา การเข้าโค้ง หนึบและชัวร์มาก อาการเหวี่ยงผมแทบหาไม่เจอ จะอธิบายยังไงดี เอาเป็นว่า มันเป็นการเข้าโค้งที่ไม่รู้สึกว่าเข้าโค้งครับ โค้งมุมแคบๆแรงเหวี่ยงที่ผมสัมผัสได้เหมือนมันเข้าโค้งมุมกว้าง มันน้อยกว่าปกติลงไปเยอะ ต้องยกความดีความชอบให้กับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและระบบ Active Torque Vectoring ของเค้าโดยเลย จนบัดนี้ผมเอง ก็ยังไม่สามารถหา Limit  คันนี้ได้ เพราะมันสูงจริงๆ และใจผมไม่กล้าที่จะไปตรงนั้นมากกว่าอีกทั้งสถานที่ไม่เอื้ออำนวยด้วย ตัวผมเองอยากจะเอาคันนี้ลองไปลง Curcuit ซักที่ดู อยากรู้เหมือนกันว่า Limit รถมันประมาณไหน สมราคาที่โรงงานฟูจิคุยไว้หรือไม่

ต่อไปเรื่องของพวงมาลัย เหมือนที่ผมกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ว่าผมเคยลองทั้งสองรุ่นแล้ว โดย WRX เป็นพวงมาลัยไฟฟ้า ส่วน STi ยังคงเป็นพวงมาลัยไฮโดรลิคเดิมอยู่ น้ำหนักช่วงความเร็วต่ำจะหนักซักหน่อยครับ แต่เมื่อความเร็วสูงน้ำหนักจะกำลังดี สามารถมุด ลัดเลาะได้อย่างคล่องแคล่ว มันตอบสนองเราได้อย่างแม่นยำจริงๆ ระยะฟรีพวงมาลัยมีอยู่เล็กน้อยครับกำลังดี



เรื่องของเบรค ก็ทำหน้าที่ของมันได้ดีมากเหมือนกัน มีช่วงนึงผมไปรับรถ กลับมาจากกรุงเทพ ก่อนถึงบ้าน เจอสุนัขตัวนึงปาดหน้าในระยะกระชั้นมาก มากจริงๆครับ คือผมทำใจแล้วว่า “เอาวะ… รถป้ายแดงกู เจิมหมาแมร่งวันนี้ล่ะ” ผมกระทืบเบรคเต็มตีน เสียงเบรค Super ABS ทำงาน จับพวงมาลัยนิ่งๆ อีกมือบีบแตรไล่มันไป แทบในอึดใจ รถผมหยุดสนิท… นิ่งต่อหน้าสุนัขตัวนั้นเลยครับ ไม่ชน รอด… โอ้ ประทับใจเบรค Brembo ก็ตรงนี้ล่ะ ไม่งั้นถ้าเป็น Vios ที่ผมขับมานี่ไม่แน่ อาจจะซัดไปแล้วก็ได้ครับ

การทดลองอัตราสิ้นเปลือง

การทดสอบอัตราสิ้นเปลืองตรงนี้ผมเองก็ไม่สามารถทำได้ตามมาตรฐานของ Headlightmag เพราะถนนมันไม่เอื้ออำนวยอีกตามเคย ที่บ้านผมไม่มีทางด่วนโล่งๆพอที่จะวิ่ง 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ตลอด เจอสิบล้อมั่ง คนขับรถช้าแช่ขวา ด้านซ้ายติดสิบล้ออีกทีมั่ง ผมก็เลยตัดสินใจไม่ได้ทำแบบซีเรียสนะครับ ก่อนอื่นขออนุญาต เอาบททดสอบเดิมของรุ่นที่แล้วที่พี่จิมมี่ทำไว้ เช่นเคย เหตุผลก็เช่นเดียวกับอัตราเร่งครับ

ของเดิม : 11.44 กิโลเมตร/ลิตร

คราวนี้ผมเล่าให้ฟังบ้าง ขอเป็นอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงที่ดีที่สุด เท่าที่เคยทำได้แล้วกันนะครับ รถระดับนี้ ผมว่าคนคิดจะซื้อส่วนใหญ่น่าจะทำใจแล้ว ว่ายังไง ให้ตาย ก็น่าจะซด (ผมก็ทำใจก่อนซื้อนะ) ยิ่งเป็นเครื่องเก่าเทคโนโลยีโบราณแบบนี้ด้วย น่าจะซื้อขนมกินได้เลย แต่นั่นมันก็มีอะไรให้ผมเซอร์ไพรส์นะ หลายครั้งแล้ว ผมขับรถจากจังหวัดอุดรธานี กลับที่อำเภอที่ผมอยู่ ห่างไป 100 กิโลเมตร เป็นทางสองเลนล้วนๆ เต็มไปด้วยรถสิบล้อ รถอ้อย รถบรรทุก นู่นนี่นั่นสารพัด ทำความเร็วได้ค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่ 80 ถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็มี ต้องกระทืบแซงรถสารพัดนั่นก็เยอะ เบรคๆ เร่งๆ บางช่วงขึ้นเขา ก็ขับเร็วไม่ได้ เอาเป็นว่าไปบ้านผม Cruise Control ไม่ได้ใช้หรอกครับ 5555+ กลับไปถึงบ้าน ก็เจอภาพนี้


ถามว่าไอ้นี่ตรงไหน ผมว่ามันก็น่าจะเชื่อได้ประมาณนึงครับ อย่างที่บอกว่า บ้านผมห่างจากอุดร 100 กิโลเมตร ใช้น้ำมันไป 7.5 ลิตร ผมดูขีดน้ำมันคำนวณตามนั้นก็ใกล้เคียงเลย ถังน้ำมัน 60 ลิตร มีทั้งหมด 12 ขีดเล็ก ก็ขีดละ 5 ลิตร วิ่งเสร็จผมดูมันก็ลดไปประมาณขีดกว่าๆ ประกอบกับจากจอ ก็น่าจะใกล้เคียง บวกลบคูณหารมาก็ 13.33 กิโลเมตร/ลิตร !!!!!!

อีกรอบนึงก็ผมขับรถไปโคราช(วันนี้ล่ะครับ) ผมเติมน้ำมันที่อุดร ถึงโคราชระยะทาง 302 กิโลเมตรพอดี วิ่ง 110 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไปตลอด มีเลยๆไปถึง 130 กิโลเมตร/ชั่วโมงบ้าง ถึงบ้านเปิดจอดู (คราวนี้ลืมถ่ายรูปครับ T.T) ได้ 8.2L/100 Km บวกลบคูณหาร ก็ประมาณ 12.19 กิโลเมตร/ลิตร ผมถือว่าไม่เลวเลยสำหรับรถขนาดนี้ วิ่งได้ขนาดนี้ สมรรถนะขนาดนี้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 12, 2014, 23:53:43 โดย zapdos191 »
-------- Toyota Vios 2003 --------
-------- Subaru WRX STi 2015 --------
-------- Honda Jazz GK5 --------
-------- BMW G20 330i --------
-------- Subaru Impreza WRX STi 2008 (GRF) --------
-------- Subaru Forester XT (SJG) MC --------

ออฟไลน์ zapdos191

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 655
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2014, 23:45:01 »
บทสรุป



ก็จากรีวิวฉบับนี้ได้เดินทางมาจนถึงบทสุดท้ายแล้ว ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณพี่จิมมี่ครับ ที่อนุญาตให้ผมได้เขียนรีวิวฉบับนี้โดยอ้างอิงลักษณะการเขียนแบบของพี่ เป็นความตั้งใจของผมอยู่แล้วที่อยากลองเขียนอะไรแบบนี้ พอเขียนจบพบได้ว่า มันเหนื่อยเหมือนกันแฮะ!!! ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เรารัก เราชอบก็เหอะ ดังนั้นถึงคนที่อ่านถึงตรงนี้นะครับ สงสารพี่จิมมี่บ้างเถอะครับ อย่าได้เร่งเร้ารีวิวบททดสอบจากพี่จิมมี่บ่อยๆเลย ฉบับนึงเขียนให้ได้แบบนี้ไม่ได้ใช้เวลาน้อยๆ ให้พี่จิมมี่ได้เขียนอย่างสบายใจและผมเชื่อว่า เราน่าจะได้อ่านรีวิวที่มีคุณภาพอย่างแน่นอนครับ ส่วนใครที่ใจร้อนแนะนำไปที่ศูนย์เลยครับ เพราะผมก็ทำแบบนั้น เห็นเองสัมผัสเองดีกว่า 555+

สำหรับรถคันนี้เองจริงๆมันก็มีข้อดีข้อเสียอยู่หลายๆอย่างเลย ถ้าจะให้เขียนร่ายก็คงยาวครับ ผมขออนุญาตแยกเป็นข้อๆ ให้อ่านกันได้ง่ายๆเลยนะครับ

ข้อดี
1.แรงดี - แรงน่ะแรงไม่ต้องคิดเลย ถ้าจะวัดกันจริงๆในตลาดเมืองไทย รถราคาขนาดนี้ ได้แรงม้าขนาดนี้ แรงบิดขนาดนี้ อัตราเร่งแบบนี้ หายากครับ ถามว่าสะใจผมไหม เหลือเฟือครับ เรี่ยวแรงมันเพียงพอต่อการใช้งานทุกประเภทบนถนนไม่ว่าตีนคุณจะขนาดไหนก็ตาม
2.เกาะถนนโคตรๆ - เรื่องนี้คงเป็นปกติสุขของ Subaru มาช้านานแล้วด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะของเค้าและช่วงล่างที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ด้วยตัวผมเองขับก็รู้สึกว่ามันเกาะมากจนตอนนี้ยังหา Limit รถไม่เจอจริงๆครับ
3.ขับง่ายกว่าที่คิด - ตอนแรกผมค่อนข้างคิดยากและเป็นกังวลว่าผมจะขับ STi ไหวไหม บางคนบอกว่าคลัชค่อนข้างแข็ง แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว มันง่ายกว่าที่คิดมากๆครับ แม้แรกๆผมจะไม่ค่อยชินกับคลัช ปล่อยทีไรจะพาดับเอาอยู่เรื่อยก็ตาม ตอนนี้ชินแล้ว มันขับสนุกและสบายมาก การขับทางไกลเป็นอะไรที่สบายมากๆครับ ผมขับรถจากกรุงเทพ-โคราช ไม่มีอาการเหนื่อยล้าใดๆทั้งสิ้นครับ
4.Option ต่างๆที่ให้มา เยอะขึ้นในขณะที่ราคากลับถูกลงกว่ารุ่นเดิม - อันนี้น่าจะเป็นอะไรที่ดึงดูดคนมากขึ้นนะครับ จากรุ่นที่แล้วราคา 4 ล้านทอนนิดๆหน่อยๆ แต่ Option ไม่ค่อยได้อะไร ภายในก็แสนจะธรรมดา ถ้าเป็นผมเอง ผมอาจจะคิดหนัก อาจจะหลุดจากตัวเลือกไปเลยซะด้วยซ้ำ แต่รุ่นนี้กลับมาขายในราคา 3.45 ล้านบาท ถูกกว่ารุ่นเดิมเกือบๆ 5 แสนบาท ในขณะที่ได้ของเยอะขึ้น ภายในหรูกว่าเดิม ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถือว่าสมราคาก็ตาม แต่ Subaru เองก็ไม่ได้ทิ้งรายละเอียดตรงนี้ไปเสียหมด ผมถือว่าราคาขนาดนี้กับรถแบบนี้ คุ้มค่ามากกว่าเดิมมากๆครับ
5.เบาะหลังนั่งสบายกว่าเดิม - จากที่เคยบอกด้านบนครับว่าฐานล้อกว้างกว่าเดิม 1 นิ้ว ได้ Legroom เพิ่มขึ้น 2 นิ้ว ผมเคยนั่งเปรียบเทียบกับ Impreza หน้าแมวแล้ว ตัวนี้นั่งสบายกว่าครับ ช่วงขาเหลือๆ นั่งทางไกลสบายๆครับ
6.การรับประกันดูดีสูสีกับค่ายอื่นๆ - ตรงนี้คือเค้าให้ประกัน 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร มีรถช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 3 ปีแรก ตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าค่ายอื่นๆได้แบบนี้ประมาณนี้ไหม แต่คิดว่าน่าจะเหมือนกัน ที่ให้เป็นข้อดีเพราะว่าก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเห็นแคมเปญนี้ซะที แต่ถ้ายังมีอยู่ก็เป็นอันตกไป

เราทราบข้อดีกันไปแล้ว แล้วข้อเสียล่ะ มีอะไรบ้าง เท่าที่ผมคิดออก มีประมาณนี้
1.ช่วงล่างแข็งไปนิดนึง - อันนี้ผมยกให้ข้อแรกเลยนะ คือ ตอนแรกผมทำใจแล้วล่ะ ว่ารถแบบนี้ ช่วงล่างน่าจะไม่ธรรมดาแน่ๆ และมันก็ไม่ธรรมดาจริงๆครับ คือมันแข็งกว่าที่ผมคาดไว้ไปนิดนึง การซับแรงกระแทกในความเร็วต่ำๆนี่แทบจะฆ่ากันได้เลยทีเดียว คือมันแข็งน้อยกว่า A250 AMG นิดนึงจริงๆ 555+ แต่ที่ความเร็วสูงขึ้น มันดูโอเคขึ้นครับ Firm ขึ้น แต่ถ้าข้อนี้แลกกับการเกาะถนนอันประเสริฐสุดนี่ก็ ผมจะพยายามปรับตัวให้ชินดีกว่า 555+ ข้อนี้ต้องไปลองเองครับว่าชอบไม่ชอบ
2.เครื่องได้เทคโนโลยีเดิม - ตรงนี้หลายคนรวมไปถึงฝรั่งด้วย บ่นว่าอยากได้เครื่องใหม่ ผมเองก็คาดหวังตั้งแต่มันยังไม่ได้ออกมาโชว์ตัว ตอบจากใจจริงก็ตรงๆว่าผิดหวังครับ แต่ๆๆ ในอีกด้านหนึ่งก็สามารถมองได้ว่า มันเป็นเทคโนโลยีที่เสถียรแล้ว คนใช้กันมาเยอะมาก อะไหล่มหาศาล ของแต่งไม่ต้องไปนับ ช่างรู้จัก จูนเนอร์รู้จัก และไอ้เทคโนโลยีเดิมนี่ล่ะ เวลาซ่อม มันน่าจะพอคุยกันรู้เรื่อง และเครื่องเองก็ผ่านการพิสูจน์มาพอสมควรแล้วว่า แข็งแรง และทนทานพอสมควร ข้อเสียนี้เองก็มองได้สองมุมครับ
3.กินน้ำมัน - อันนี้ก็น่าจะเป็นผลจากข้อเสียข้อที่ 2 ซึ่งเป็นข้อเสียสำหรับหลายๆคน เพราะระดับประมาณ 10 กิโลเมตร/ลิตรนิดๆ หลายคนได้ยินแล้วส่ายหน้าแน่ๆ ในขณะที่ข้อมูลที่ผมมี WRX ธรรมดาเครื่องใหม่นั้น สามารถทำได้ถึง 14 กิโลเมตร/ลิตร ได้เลย แต่สถิติที่ดีที่สุดของผมตอนนี้ที่ทำได้ดีที่สุดกับ STi ก็คือ 13.3 กิโลเมตร/ลิตร ได้มาแบบฟลุคๆ นั่นก็แสดงว่า ถ้าขับแบบโหมดสันติภาพ ในยามสงบ ก็น่าจะได้เห็นตัวเลขที่พอใจชื้นได้บ้างครับ
4.ภายในดูหลอกๆ - ไอ้ที่บอกว่ามันหลอกๆนี้ก็คือพลาสติกลายเคฟล่าร์นั่นแหละ คือมันดูปุ๊บรู้เลย ว่านี่มันพลาสติกแน่ๆ คือผมมองปุ๊บแล้วรู้สึกเลยว่า ทำเป็นอะไรด้านๆสีธรรมดา อาจจะดูดีกว่าอีกนะ ไม่งั้นก็บุหนังเทียมตะเข็บแดงมาเลยก็อาจจะดูดีกว่าด้วยซ้ำ 555+
5.เครื่องเสียง - อันนี้แล้วแต่คนนะ คือผมไม่ได้สนใจเครื่องเสียงอยู่แล้ว เพราะส่วนใหญ่ปิดวิทยุขับรถ ฟังเสียงท่อไอเสียและลมจะดีกว่า แต่ที่รู้สึกว่ามันไม่โอเคก็เพราะว่า มันไม่มีจอนี่ล่ะครับ คือจอมันเป็น Dot Matrix อยู่เหมือนวิทยุโบราณๆ คุณภาพเสียงก็ไม่ค่อยดี ถ้ามีจอมารวมในชุดเครื่องเสียงจะดีมาก ส่วนจอ Multifunction ก็เป็นมาตรวัดบูสท์เทอร์โบไป บอกข้อมูลอื่นๆไปก็น่าจะดีกว่า

ข้อเสียก็คงประมาณนี้ แต่อย่างที่ผมบอกครับ ข้อเสียทั้งหมดนี้ ผมสามารถมองข้ามมันไปทั้งหมดได้ ผมก็เลยได้มันมาอยู่ด้วย กว่าจะผ่านมาถึง Subaru บอกตามตรงว่าต้องผ่านปากนกปากกามาเยอะมาก และด่านที่สำคัญที่สุดก็คือภรรยา ส่วนใหญ่ที่ผมเจอคือ สามีอยากได้ แต่ภรรยาไม่เอาด้วย นั่นก็จบตั้งแต่ประตูยังไม่เปิดเลยครับ

สุดท้ายนี้ผมก็ต้องขอขอบคุณพื้นที่เวป HLM ที่ให้ผมได้เขียนรีวิวอะไรยาวๆแบบนี้ เป็นอีก 1 ความสุขจริงๆครับ ที่ได้เขียนรีวิวรถที่ตัวเองชอบ ให้คนอื่นได้ทราบบ้าง หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รีวิวนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านต่อไปครับ

***รีวิวนี้ ขอยกลิขสิทธิให้กับเวป www.headlightmag.com แต่เพียงผู้เดียว ห้ามผู้ใดนำส่วนใดส่วนหนึ่งก็ตามไปเผยแพร่ในที่สาธารณะอื่นๆโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของกระทู้***




สวัสดีครับ

Update พ้นรันอิน 1,000 กิโลเมตร

วันนี้ผมได้แวะไปศูนย์ที่โคราชเพื่อเปลี่ยนน้ำมันเครื่องระยะ 1,000 กิโลเมตรแรก ก่อนหน้านเคยขับผ่าน เห็น XV จอดด้านหน้าแค่คันเดียวเลย แอบส่องไปข้างหลังเห็นลิฟท์ยกอยู่ คิดว่าน่าจะพอเปลี่ยนน้ำมันเครื่องได้ วันนี้ได้ใช้บริการแล้ว ปรากฏว่า เค้าบริการดีนะครับ เซลล์ความรู้+ข้อมูลแน่นปั๊ก เลยได้คุยกันอะไรหลายๆอย่าง ที่นี่เค้าบอกช่างทำได้หมด ตั้งแต่เช็คระยะยันซ่อม เป็นช่างที่ไปอบรมจากเสรีไทยอีกรอบ ดูท่าทางช่างเค้าโอเคเลยครับ ละเอียดดี ใส่ใจในทุกรายละเอียด ถามอะไรก็ตอบได้หมดทุกข้อ ไม่ต้องวิ่งลงกรุงเทพก็สบายใจแล้วล่ะครับ 55555+ ขอนแก่นเองก็เคยโทรไปถาม แต่ก่อนขายอย่างเดียว ตอนนี้เทพื้นปูนด้านหลัง ลงอุปกรณ์แล้ว รู้สึกอุ่นใจขึ้นครับ อย่างน้อยก็มีศูนย์ที่ไม่ไกลเรามากนัก อนาคตอาจจะมีการขยายสาขาต่อด้วยซ้ำเพราะจะมี Forester ที่ผลิตมาเลย์ (เซลล์แอบกระซิบว่ามีโอกาสผลิตไทยซะด้วยครับ เนื่องจาก Subaru เค้าสนใจประเทศไทยเยอะเหมือนกัน)ลงมาตีตลาดอีก XV ราคาก็ต้องลงไปกว่านี้ Forester เองราคาก็จะถูกกว่านี้เยอะ ก็คงต้องดูต่อไปครับ

Update 10,000 กิโลเมตร (ไมล์จริง 8100 กิโลเมตร)

วันนี้ผมได้มีโอกาสไปลองใช้ศูนย์บริการอีกที่ในภาคอีสานนั่นก็คือ ขอนแก่น ครับ สถานที่ตั้งอยู่หลังโรงพยาบาลกรุงเทพขอนแก่นครับ บนนถนนข้างๆม.ขอนแก่น จริงๆก่อนหน้านี้ศูนย์ขอนแก่นยังไม่มีลิฟท์ยกรถครับ เพิ่งเทพื้นและลงลิฟท์ได้ไม่นาน ก็ได้โอกาสใช้บริการบ้าง ก่อนหน้านี้ดูแล้วว่างๆ ว่างมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ว่างจนน่ากลัว 5555+ แรกที่ได้เข้าไปก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีครับ คิวว่างได้เปลี่ยนเลยโดยไม่ต้องรอ ผมเข้าไปประมาณ 11.30น. โทรเข้าไปก่อนถามว่าทันพักเที่ยงไหม ก็ได้รับคำตอบว่า เข้ามาได้เลย เดี๋ยวทำให้ก่อนไม่ต้องรอครับ

สาเหตุที่ผมต้องเปลี่ยนน้ำมันระยะ 8000 กว่ากิโลเมตรเพราะมีคนเตือนผมครับว่า Motul H-Tech 100 5W-30 ที่ศูนย์ใช้คุณภาพ อาจจะไม่เหมาะกับรถ Turbo แบบผม เพราะขนาด XV วิ่ง 160 ยาวๆ Oil Temp ยังแอบขึ้นเลย ถ้ายิ่งรถผมเครื่องเทอร์โบความร้อนมหาศาลถ้าได้เวลาซัดเต็มๆ อาจจะมีผลเสียได้ ผมเลยตัดสินใจเปลี่ยนครับ และพบว่า น้ำมันเครื่องดังกล่าวตอนเปลี่ยน ค่อนข้างเหลวเป๋วเป็นน้ำ สีดูไม่จืดเลยทีเดียว และผมสังเกตุว่า หลัง 5-6 พันกิโลเมตรมา รอบเดินเบา เครื่องแอบสั่นนิดหน่อย ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ เลยอยากจะฝากเตือนเพื่อนๆที่ใช้รถรุ่นเดียวกับผมนะครับ หรือใคร XV ตีนหนักๆก็ให้ระวังไว้ด้วย แต่ถ้าขับปกติ ชิวๆสิวๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ จากปัญหาแบบนี้ ผมเลยเจรจากับศูนย์ขอให้ศูนย์สั่งน้ำมันเครื่องที่ดีกว่านี้มาให้ แต่เค้าไม่สามารถทำได้ครับ ก็เลยขอเจรจาว่าจะเอาน้ำมันไปเอง ยี่ห้อ Motul เหมือนกันนี่แหละ แต่รุ่นดีกว่า เค้าก็ OK ครับ อนุญาติ ผมก็หิ้ว Motul 8100 Eco-Nergy 5W-30 ไป หลังเปลี่ยนทุกอย่างกลับมาเป็นปกติครับ เครื่องนิ่งเรียบ อัตราเร่งลื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตรงนี้ผมก็ต้องขอบคุณทางศูนย์ Subaru ขอนแก่นมา ณ ที่นี้ด้วยครับที่ให้บริการผมอย่างดี ช่างเค้าก็ความรู้ดีครับจากที่คุย ในระยะไมล์นี้ ผมก็ได้เดินเช็คใต้ท้องรถ ช่วงล่าง ทุกอย่างยังคงปกติครับ ถึงแม้ถนนบ้านผมจะเป็นหลุมในระดับที่พระจันทร์ต้องเรียกพ่อก็ตาม โช้คยังไม่รั่ว บุชยางยังโอเคครับ (มีจารบีทะลักนิดหน่อย)

ค่าเสียหายในรอบนี้
-น้ำมันเครื่อง 5 ลิตร 3000 บาท ยังเหลืออีกประมาณ 700cc ครับ เพราะเติมไป 4.3 ลิตรตาม SPEC
-กรองน้ำมันเครื่อง (อันนี้เซลล์แถมมาให้ตั้งแต่ออกรถเพิ่งเอามาใช้)
-น้ำมันเฟืองท้าย  150  บาท
-ค่าแรงยังฟรี ---> สรุปผมจ่ายศูนย์ขอนแก่นแค่ 150 บาท เพราะน้ำมันเครื่อง กรอง ผมเอาไปเอง เหอะๆๆๆๆๆ

ระหว่างที่เปลี่ยนก็ได้คุยกับช่างที่ทำการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องให้ผมนะ เค้าก็บอกว่า ขอนแก่นเองก็มีลูกค้าพอสมควร ตอนนี้ยอดน่าจะ  100+  คันแล้ว และในเร็วๆนี้จะพัฒนาศูนย์ให้เป็นศูนย์บริการเต็มรูปแบบ คือทั้งซ่อม และเช็คตามที่ควรจะเป็นครับ รถก็ออกได้เรื่อยๆ ผมเองก็อุ่นใจได้บ้างนิดนึงว่า ศูนย์ไม่น่าจากเราไปเร็วกว่าที่ควรจะเป็นนะ 5555+

Update 20,000 กิโลเมตร
คือจริงๆผมได้เข้ารับการบริการจากสองศูนย์นะครับในรอบนี้ เนื่องจากว่า ผมไปอ่านเจอบทความของเวป subaru เองเลยเมื่อปี 2008 เค้าบอกว่า ถ้าเป็นรถเทอร์โบ ขับไม่โหดมากแนะนำเปลี่ยนที่ 8,000 กิโลเมตร (ในคู่มือ 1 หมื่นนั่นคือ ต้องขับแบบสุภาพและเรียบร้อยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆจริงๆครับ) ถ้าโหดๆหน่อยก็ 5-6 พันกิโลเมตรครับ ผมเลยได้เข้าไปเปลี่ยนน้ำมันที่ศูนย์โคราชปักธงชัยด้วย ตรงนั้นเป็นศูนย์ตันจงครับ คือ มีรถ 10 ล้อรถบรรทุกอื่นๆด้วย การบริการดีเยี่ยมครับ พนักงานทุกคนดีจริงๆ ผมติดต่อผ่านเซลล์อีกคนไป ขนาดผมไม่ใช่ลูกค้าเค้า เค้าก็ดูแลผมดีมากๆครับ พอใจมาก

แต่อีกครั้งคือ 2 หมื่นโล ผมมาเปลี่ยนที่ขอนแก่นเช่นเดิมครับ พนักงานรอบแล้วที่เจอกันอยู่กันครบตั้งแต่หัวหน้าช่างยันช่างที่เปลี่ยนน้ำมันให้ผม 5555+ แต่ปัญหาที่ผมพบเจอมากๆคือ นโยบายของ MIT ครับที่ห้ามหิ้วน้ำมันเครื่องไปเปลี่ยนเอง แต่โอเคเค้าหาให้ได้ครับ และรอบนี้หาให้ได้จริงๆ แต่ขายแพงกว่าข้างนอก ซึ่งผมว่ามันไม่แฟร์ น้ำมัน Motul 300V ขายลิตรละ 1177 บาท (คือรับมาจากข้างนอก แล้ว +vat ไปอีก 7%) ซึ่งผมว่ามันไม่โอเคเท่าไหร่นะ แต่ก็เอาเถอะครับ เข้าใจว่าเพื่อความอยู่รอด ก็หยวนๆกันไป

จะว่า MIT ไม่ดีซะหมดก็ไม่ใช่ซะทีเดียวครับ ในระยะนี้ ผมเกิดอุบัติเหตุด้วยครับ คือ หินกระเด็นใส่กระจกหูช้างด้านซ้ายแตก - -a ตอนที่แตกนี่ใจผมลงไปอยู่ตาตุ่มเลยครับ คิดไว้แล้วว่ายังไงคงได้เห็น 2 เดือนแหงๆ แต่ผิดคาดครับ MIT บ้านเรา stock ไว้ด้วย และเหลือเป็นอันสุดท้ายด้วย ใช้เวลาเบิกไม่เกินสัปดาห์เปลี่ยนใหม่ งานจบครับ ผมคิดว่าถ้า MIT จะ stock อะไหล่ไว้หลายๆตัวเพื่อความพร้อมของรถที่มากขึ้นจะเป็นอะไรที่แก้สถานการณ์ของชื่อเสียงศูนย์ได้ค่อนข้างดีเลยนะครับ อันนี้ต้องขอชม

ส่วนปัญหากับตัวรถ ไม่พบอะไรผิดปกติครับ วิ่งดี ฉิวๆ  ;D ;D

Update 30,000 กิโลเมตร
กลับมาอีกครั้งสำหรับการ Update ระยะ 30,000 กิโลเมตรนะครับ

สำหรับในรอบระยะนี้ ผมได้มีการปรับเปลี่ยน Part สำคัญของรถครับ นั่นก็คือ "โช้คอัพ" ครับ สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนก็เพราะว่า "มันเด้ง" ครับ คือแข็งผมพอรับได้นะ แต่เด้งๆขับทางไกลยอมรับว่ามีล้าๆบ้างครับ ถนนที่ผมขับประจำนี่หลุมไม่เท่าไหร่ แต่ Bump นี่มีมหาศาลเลย หนักสุดที่เคยเจอคือ ผมตูดลอยออกจากเบาะ และหัวแทบกระแทกเพดาน (แต่นั่นคือ Bump ใหญ่มากนะครับ และมาค่อนข้างเร็ว) ภรรยานั่งข้างๆก็เริ่มบ่น ผมก็เริ่มใจคอไม่ค่อยดี เลยตัดสินใจเปลี่ยนครับ

หลังจากที่ศึกษาข้อมูลมหาศาล แทบจะทำ server ของ Google พังไปซักตัวเลย ก็ได้คำตอบมาว่า เป็น Ohlins Road&Track DFV ครับ หน้าตาโช้คเป็นแบบนี้

Cr. www.part-box.com

เรื่องของโช้ค เดี๋ยวผมจะ Review แยกอีกทีนะครับ ขออนุญาตเอาที่เกี่ยวกับการใช้งานก่อน

ระยะ 30,000 นี้ การใช้งานไม่มีปัญหาอะไรครับ มีแต่สลับล้อตอนประมาณ 2 หมื่นกว่าโล หลังสลับก็รู้สึกว่ามันร่อนๆอยู่ ยาง Dunlop Sport MAXX RT หลังๆมาก็เริ่มเอาถนนเปียกไม่อยู่แล้ว รีดน้ำไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ แต่ถนนแห้งยังคงความนิ่งและเกาะหนึบหนับอยู่ครับ ปัญหาอื่นๆที่หนักๆก็ยังไม่พบเจออะไรนะครับ ยังใช้งานตามปกติ เล็กๆน้อยก็ หลังจากที่ผมเปลี่ยนโช้คแล้ว แรงสะเทือนบางประเภทเช่น รอยต่อถนน สันถนนคมๆ มันเข้าห้องโดยสารมากขึ้น มีเสียงก๊อกแก๊กจากฝาลำโพงด้านหน้าซ้ายนิดหน่อยครับ

และในระยะนี้เอง ผมได้ลองของการเคลมอะไหล่ Subaru บ้านเราอีกแล้วครับ 5555+ รอบนี้หนักหน่อย กระจกบานหน้าเลยครับ ผมขับรถแล้วโดนหินดีดใส่ จริงๆรอยมันเล็กครับ เล็กนิดเดียว แต่โชคร้ายตรงที่โดนแล้วรอยกระจกมันวิ่ง ปรึกษาร้านกระจกแล้วเค้าบอก เปลี่ยนสถานเดียว ตอนแรกผมคิดในใจแล้วครับ "รอ 3 เดือนแน่นอน" ปรากฏเช็คกับศูนย์เสรีไทย พบว่า "มีของ" ทันทีครับ โอยผมน้ำตาจะไหล... รอบนี้รอบที่สองแล้วที่ผมเคลมของแล้วไม่ต้องรออะไหล่ ไม่รู้โชคดีหรือยังไง เพราะกระจกบานหน้าตัวนี้ เป็นตัวสุดท้ายแล้วครับ ผมได้มีโอกาสคุยกับช่างคนนึงที่ศูนย์ขอนแก่น เค้าบอกว่า ตอนนี้เค้าเปลี่ยนวิธีการสั่งอะไหล่ใหม่ครับ จากเดือนละครั้ง เป็นสัปดาห์ละครั้ง สั่งในที่นี้หมายถึงสั่งจากญี่ปุ่นนะครับ เพราะฉะนั้นอะไหล่จะมาเร็วขึ้น เค้าบอกว่า อย่างมากสุดก็ 45 วันต้องเห็นของแล้ว ไม่รู้จริงเท็จยังไง ผมก็ไม่อยากลองล่ะครับ 55555+

ส่วนอัพเดทเรื่องศูนย์ ผมได้ยินข่าวแว่วๆว่า อีสานบนอีกสองจังหวัดอาจจะมีการเปิดศูนย์เพิ่ม ซึ่งยังไงก็ต้องดูกันต่อไปครับ ผมเองก็ลุ้นเหมือนกัน ว่าไอ้จังหวัดที่ผมอยู่จะเปิดไหม เพราะเคยเปิดมารอบนึงและเจ๊งไปรอบนึงแล้ว 5555+ ถ้าเปิดก็ดีครับ ผมสดุดีให้เลย จะได้ไม่ต้องขับรถข้ามจังหวัดเพื่อเช็คระยะอีกต่อไป

จะมาอัพเดทรอบหน้า 40,000 กิโลเมตรครับผม  8) 8) 8)

Update 40,000 กิโลเมตร
สวัสดีอีกครั้งในรอบ 40,000 กิโลเมตรครับผม รอบนี้ก็เข้าศูนย์ เช็คใหญ่กว่าทุกรอบครับ คือเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เกียร์ พวงมาลัยพาวเวอร์ แล้วก็น้ำยาหม้อน้ำครับ ใช้เวลานานพอสมควรอยู่เหมือนกัน

ปัญหาที่พบเจอในรอบนี้ ก็เป็นอะไรเล็กๆน้อยๆครับ คือ เสา A ทั้งสองข้างเริ่มดัง เวลาเจอถนนไม่เรียบครับ ไม่รู้เป็นเพราะเปลี่ยนโช้คใหม่ แล้วมันแข็งกว่าเดิมไหม มันเลยสะเทือนมาถึงตรงนี้ ยังไม่ได้แก้ครับ 5555+ ส่วนอื่นๆยังโอเคหมดทุกอย่างครับ ไม่มีอาการผิดปกติอะไร ยาง Dunlop ครบ 40,000 โลแล้ว ทางแห้งยังแสดงสมรรถนะได้อย่างดีเยี่ยมไม่ต่างจากยางใหม่เลยครับ ถือว่าเป็น Dunlop ในแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนนะ 5555+ แต่ก็จะเปลี่ยนแล้วครับ เสียงดังมาก ไม่ไหว 5555+

แต่ที่ผมอึ้งคือ ไอ้โช้ค Ohlins DFV ที่ผมเพิ่งใส่ไปตอน 20,000 โล หัวบอลจ๊อยท์ด้านหน้าขวาหลวมครับ หลวมน่าเกลียด และเวลาขับบนถนนไม่เรียบจะมีเสียงดังก๊อกแก๊กๆตลอดครับ ถนนที่ผมขับยอมรับว่ามันไม่ค่อยดีนะเอาจริงๆ หลุมบ่อเยอะ บัมพ์นี่เจอประจำ ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นเพราะถนนไหม อายุหัวบอลผมเลยสั้นไปเลย ใครใช้รุ่นนี้อยู่ก็ระมัดระวังเรื่องการใช้งานนิดนึงนะครับ อายุสั้นกว่าที่ผมคิดเยอะเลย

ส่วน update เรื่องศูนย์ที่จังหวัดอุดรธานี ยังคงเงียบครับ 5555+ ยังไม่มีวี่แววแต่อย่างใด ผมก็ยังคงใช้บริการที่ศูนย์ขอนแก่นเหมือนเดิมครับ

และพบกันใหม่ในการอัพเดทรอบหน้าครับ  :D :D

Update 50,000 กิโลเมตร
มาอัพเดทกันครับกับระยะ  50,000 กิโลเมตร มาครึ่งแสนแล้ว  ถึงตรงนี้ รถก็ยังวิ่งได้ตามปกติครับ ผมถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆ  5  พันกิโลใช้เกรดดีๆหน่อยทุกครั้งครับ น้ำมันเกียร์ พาวเวอร์ หม้อน้ำถ่ายตามระยะเบ็ดเสร็จเรียบร้อย  ในส่วนเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อน ไฟฟ้า ทุกอย่างเป็นปกติหมดครับ ไม่มีปัญหาอะไร  แบตเตอรี่นี่ก็เกือบๆจะสามปีแล้ว ไฟเริ่มอ่อน  แต่จริงๆยังสตาร์ทแชะเดียวติดครับ ไม่มีปัญหาอะไร ส่วน Body part  ก็เสา A สองเสาดังแก้กๆเหมือนเดิมครับ ไม่รำคาญเท่าไหร่ ปล่อยไป  5555+ ถ้าพูดถึงส่วนที่ดีมันก็ดีหมดครับ อัพเดทส่วนที่เสียดีกว่า

ส่วนที่เสียก็คือ "ลูกปินล้อครับ" จริงเสียระยะ  4 หมื่นกว่า ถามว่าผมแปลกใจไหม ก็ไม่ครับ ช่วงล่างแข็งขนาดนั้น หลุมก็มีตกบ้าง ตกแต่ละทีมันก็หนักอยู่ครับ ดังหน้าขวาซึ่งเป็นข้างที่ผ่านศึกหนักที่สุด ก็เข้าเคลมไปครับ ณ วันที่ผมกำลังพิมพ์นี้แจ้งไปเดือนกว่าแล้ว ยังไม่รู้ชะตาว่าจะได้เคลมหรือไม่ อนุมัติไหมยังไม่ทราบครับ ระบบการเคลมของตันจงมาประสบพบเจอก็เข้าใจชาว  XV เลยครับ เคลมทีน้ำตาแทบไหล 555+ แต่ผมทราบข่าวลับๆมาจากหลังบ้านว่า นโยบายการเคลมจะดีขึ้นกว่าเดิมครับ ส่วนภาคปฎิบัตินั้นก็ลุ้นกันต่อไป ในระยะ 5 หมื่นก็มีเท่านี้ครับที่มีปัญหา

จริงๆจะอัพเดทอีกอย่างคือ "รถซึ่ง" กับ "เด็กทารก" จะไปด้วยกันได้ไหม คำตอบคือ "ได้" ครับ ผมก็พิสูจน์มาแล้ว ลูกชายคลอดมาแล้วครับ เอาใส่ car seat กระเช้านั่งกลับบ้านหลับทั้งทาง ระยะทาง 100 กิโลสบายๆครับ ถึงบ้านตื่นนอนกินนมแล้วก็นอนต่อ เพียงแต่ต้องขับช้าๆลงหน่อยครับ เบาๆมือไม่ได้บินทุกบัมพ์เหมือนแต่ก่อนเป็นอันโอเคครับ

จบการอัพเดท 50,000 กิโลเพียงเท่านี้ รอพบกันต่อไปรอบหน้าครับ  8) 8)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 25, 2017, 20:11:50 โดย zapdos191 »
-------- Toyota Vios 2003 --------
-------- Subaru WRX STi 2015 --------
-------- Honda Jazz GK5 --------
-------- BMW G20 330i --------
-------- Subaru Impreza WRX STi 2008 (GRF) --------
-------- Subaru Forester XT (SJG) MC --------

ออฟไลน์ frame@kk

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,163
    • อีเมล์
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2014, 23:54:29 »
โหย สวยมากๆ เป็นรถที่ตอนเด็กๆเอาไว้คุยข่มกับเพื่อน Evo กะ STi  555
ราวตากผ้าในตำนานจริงๆ ผมก็ชอบนะใหญ่ๆแบบนี้
รีวิวเขียนมาดีมากเลยครับ ข้อมูลเยอะมาก สุดยอดเลยครับ
 
เหตุการที่พี่ไปถามศูนย์ขอนแก่นแล้วไม่รู้จักรถรุ่นอื่นนี่ผมก็เคยเจอ กะจะไปลองถามๆดู ถามข้อมูลไรไปไม่รู้จัก  ;D ;D

ออฟไลน์ iceice99

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 233
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 00:00:23 »
รู้สึกถ้าได้ขับ แล้วโคตรหล่อเลย 555   อยากเป็นเจ้าของมากๆ

ออฟไลน์ Blackforlife

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 418
  • FAST IS GOOD
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 00:01:28 »
ขอบคุณมากครับ 1 ในรถในฝัน

ป.ล. ตะกร้าเข้ากับรถมากครับ
N/A  

ออฟไลน์ RockTheMonk

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 357
  • What Happened, Happened...
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 00:44:10 »
หล่อ ดุดัน แบบที่ผมไม่กล้าคิดจะดูดตูด ;D

..สาระล้วนๆ ขอบคุณสำหรับรีวิวแบบทางการครับ (ครั้งหน้าใส่มุกใส่พลอยบ้างก็ดีครับ น่าจะอ่านจะเพลินกว่านี้)

ออฟไลน์ JIRATH

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,782
    • อีเมล์
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 00:46:50 »
รีวิวเขียนได้ละเอียดดีจริงๆครับ นั่งอ่านซะเพลินเลย รถสวยมากๆ
2008 Mazda CX-9 (SOLD)
2008 BMW X5 3.0si E70 (SOLD)
2010 Volkswagen CC R-Line (SOLD)
2014 Subaru BRZ Limited (SOLD)
2016 Subaru STi (SOLD)
2016 Honda Accord Sport
2016 BMW 328d F31 Xdrive
2015 Lexus CT200h F-Sport
2006 BMW 330i E90 6M/T

ออฟไลน์ nuttgd8

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 86
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 00:52:30 »
ซื้อแล้วจบ ครบเครื่องสุดในตลาดและ

ขอบคุณสำหรับ semi full review นะครับ ^^

ปล. ผ้าปูท้ายกับตะกร้า เข้ากับรถมากกกกกกก

ออฟไลน์ iceice99

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 233
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 01:11:31 »
เออแต่ ราคาเท่าไรเหรอครับ คันนี้

ออฟไลน์ Northbridge

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 751
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 06:44:04 »
ไม่ทันไร รีวิวขึ้นเว็บละ รอบนี้อ่านิย่างละเอียดละนะครับ อ่านเป็นเสียงพี่เวลาพูดเลย //ขำ 5555

* Northbridge อ่านแล้วหยอดปุกต่อไป ฮื่อๆๆ

ออฟไลน์ nudragon

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,871
  • MT Mania!!
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 08:05:05 »
รถคันนึงที่ผมชอบเลย  ;)

ออฟไลน์ KyOcHiR0

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 196
    • อีเมล์
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 08:26:15 »
อ่านยังไม่จบ ลงชื่อไว้ก่อน จะกลับมาอ่านหลังสอบเสจนะค้าบบบ อิอิ ขอบคุณมากๆคับ ;D
HeLLo!!

ออฟไลน์ sirisak_ac118

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,579
    • อีเมล์
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 08:52:09 »
รถสวยมากกก ขอบคุณสำหรับReview นะครับ :D

ออฟไลน์ udis

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,653
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 08:58:28 »
สวยมากครับ อิจฉาจริงๆครับ ขอบคุณครับ

ออฟไลน์ boy_pilok

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 65
    • อีเมล์
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 09:17:26 »
ขอบคุณมากครับ รีวิวได้เยี่ยมเลย รถในฝันผมเลย ซีดาน  ขับสี่ เทอ์โบ เกียร์ mt  แหม่  ฟินสุดๆ

ออฟไลน์ V221

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 6,118
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 09:36:01 »
รีวิวดีมากครับ ขอบคุณที่เอารถสวยๆแรงๆดุๆมาให้ชมกันนะครับ แจ่มมากครับ

ออฟไลน์ Pan Paitoonpong

  • Moderator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 6,457
  • Long live M/T
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 09:51:35 »
สารภาพว่าหมอ zapdos ส่งรีวิวให้ผมช่วยตรวจนานแล้ว
แต่ยังไม่ว่างตรวจให้นานมากแล้ว หมอเลยชิงลงก่อน เขียนได้แบบนี้ไม่ต้องตรวจแล้วหมอ อีกนิดเดียวก็เขียนเรื่องรถๆลงคอลัมน์ได้แล้ว

เรื่องเวลาวิ่งเรื่องอัตราเร่ง ถ้าหมออยากรู้บอกผมได้นะเดี๋ยวบินไปขับให้ เอากล้องยึดกับวงบนพวงมาลัยถ่ายก็ได้

ตัวนี้ถ้าจำไม่ผิด ไม่ต้องลากเรดไลน์ทุกเกียร์ ลากแค่ 1 เรดไลน์พอ เกียร์หนึ่งสับ 6,500 ก็สวยแล้ว
- Nissan Tiida บ้านๆ/NX Coupe/AE111/190E1.8

ออฟไลน์ mothsan

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,544
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 10:10:33 »
รถสวย รีวิวละเอียดดีครับ รถที่อยากได้ แต่มีเงินคงไม่กล้าซื้ออ่ะ
STI ป้ายแดง เป็นรถของคนที่มี STI และ ชอบจริงๆ เท่านั้นที่ซื้อครับ ผมชอบในแนวทางของเจ้าของกระทู้ครับ เป็นแนวทางที่ผมต้องการแต่ขอประหยัดน้ำมันนิดนิง
รบกวนสอบถามเรื่องความแรง มันรู้สึกเป็นยังไง เมื่อเทียบกับ GTI และ A250 นะครับ

ออฟไลน์ Elextons

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 180
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 12:46:54 »
ถ่ายรูปสวย รายละเอียดดี ทั้งทางเทคนิควิศวกรรมและทางอารมณ์


ที่สำคัญ บรรยายได้โคดสนุกเลยครับ ชอบมาก  ;D

2007 Honda Civic FD 1.8E AT/AS
2014 BMW F30 320i

ออฟไลน์ Highway Star

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,731
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 14:03:04 »
ขอบคุณครับเขียนดีมาก stiตัวใหม่นี่รถในดวงใจผมเลยนะ

ออฟไลน์ S6

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 958
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 14:16:26 »
รถสวย รีวิวละเอียดดีครับ รถที่อยากได้ แต่มีเงินคงไม่กล้าซื้ออ่ะ
STI ป้ายแดง เป็นรถของคนที่มี STI และ ชอบจริงๆ เท่านั้นที่ซื้อครับ ผมชอบในแนวทางของเจ้าของกระทู้ครับ เป็นแนวทางที่ผมต้องการแต่ขอประหยัดน้ำมันนิดนิง
รบกวนสอบถามเรื่องความแรง มันรู้สึกเป็นยังไง เมื่อเทียบกับ GTI และ A250 นะครับ

รู้สึกยังไง Gti ก็แรงแต่ไม่มันส์เท่าครับ เข้าโค้งหนัก Gti Under มากกว่าชัดเจน สรุปขาย Gti ออกเก็บ Sti ไว้

พี่มี step ต่อไปหรือยัง หรือลองเปลี่ยน Turbo 2835 บูสท์ช้ากว่าหน่อย แต่ เกียร์ 4-5-6 สนุกกว่า Turbo เดิมมากแบบกลับมาขับ Turbo เดิมไม่ได้เลย โดยไม่ต้องยุ่งกับระบบอื่นๆ นอกจากจูนกล่องเดิม
ลองเอารถไปเล่น Circuit ดูครับ จะรักมันมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัวนัก ประสิทธิภาพที่แท้จริงยังรอให้พี่ค้นหาอยู่อีกมาก
เป็นรถที่คุ้มราคาๆมากๆคันนึง ลองดูกันที่ 10 ปี ราคาตกน้อยกว่ารถรุ่นอื่นๆ
เสียดายคันเร่งไฟฟ้าผมลองแล้วอารมณ์มันต่างกับคันเร่งสาย แต่ก็สนุกไปอีกแบบ ยังดีที่พวงมาลัยยังแบบเดิมอยู่

ออฟไลน์ Shimura

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 287
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 14:51:59 »
ถ่ายรูปสวยมากเลยครับ ข้อมูลแน่น อ่านง่าย เยี่ยมเลยครับ
2007**Estima#ACR50
2013**Vellfire#ANH20
2014**Harrier#ZSU60
2014**BMW320DMsport#F30
2018**MercedesBenzE300#C238

ออฟไลน์ zapdos191

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 655
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 17:28:38 »
รถสวย รีวิวละเอียดดีครับ รถที่อยากได้ แต่มีเงินคงไม่กล้าซื้ออ่ะ
STI ป้ายแดง เป็นรถของคนที่มี STI และ ชอบจริงๆ เท่านั้นที่ซื้อครับ ผมชอบในแนวทางของเจ้าของกระทู้ครับ เป็นแนวทางที่ผมต้องการแต่ขอประหยัดน้ำมันนิดนิง
รบกวนสอบถามเรื่องความแรง มันรู้สึกเป็นยังไง เมื่อเทียบกับ GTI และ A250 นะครับ

เอาทีละอันนะครับ A250 AMG เก็บไว้เลย ไม่รู้นะ ผมเจอรถเกียร์มันแปลกๆ เหยียดมิดตีนแทบจะทะลุ Chassis แล้ว เกียร์ 1 เปลี่ยนรอบ 4500 เกียร์ 2 มันเลยห้อย ทำแบบนี้ 2-3 รอบเกรงใจเซลล์ได้ผลแบบเดิม ผมเลยไม่ค่อยปลื้มครับ เก็บ A250 ลงไปก่อน
Golf GTi MK VI นี่ Ok เลยครับ อัตราเร่งจี๊ดจ๊าดดีครับ ออกตัวล้อฟรีนิดๆ เหมือนขับม้าแข่งระดับโลกที่โคตรเชื่อง คุมง่าย จับง่าย ใครๆก็ขับได้ GTi ดีกว่า A250 นะครับผมว่า

แต่ด้วยทั้งสองตัวมันเป็น Flat Torque อย่างที่ผมบอก พอมันดึงปุ๊บแล้วเรารู้ละว่า เออ "มึงจะดึงกรูแค่นี้นะ" มันไม่ตื่นเต้นแล้ว แต่ STi มันค่อนข้างดื้อครับ คือยิ่งเหยียบ แรงบิดมันยิ่งมา พอแรงบิดเริ่มออก รถมันก็จะเริ่มดื้อนิดๆพองาม ให้เราได้แก้มันบ้าง คล้ายๆขี่ม้าพยศครับ แต่ทั้งสองตัวอัตราเร่งเทียบไม่ได้กับคันนี้เลยนะครับ วัดเกมส์ 0-100 นี่ห่างกันเป็นทุ่ง

สารภาพว่าหมอ zapdos ส่งรีวิวให้ผมช่วยตรวจนานแล้ว
แต่ยังไม่ว่างตรวจให้นานมากแล้ว หมอเลยชิงลงก่อน เขียนได้แบบนี้ไม่ต้องตรวจแล้วหมอ อีกนิดเดียวก็เขียนเรื่องรถๆลงคอลัมน์ได้แล้ว

เรื่องเวลาวิ่งเรื่องอัตราเร่ง ถ้าหมออยากรู้บอกผมได้นะเดี๋ยวบินไปขับให้ เอากล้องยึดกับวงบนพวงมาลัยถ่ายก็ได้

ตัวนี้ถ้าจำไม่ผิด ไม่ต้องลากเรดไลน์ทุกเกียร์ ลากแค่ 1 เรดไลน์พอ เกียร์หนึ่งสับ 6,500 ก็สวยแล้ว
ขอบคุณมากครับพี่ วันนี้ลองแล้ว ได้เกียร์ 1 เกียร์เดียว ถนนไม่อำนวย  ;D เผ็ดมันส์มาก แต่หลัง 5 พันปลายๆเริ่มเหี่ยว อยากมีบุญได้ลอง EJ207 ดูจริงๆ อิอิ

แล้วก็ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ รีวิวนี้บอกเลยเขียนอยู่ 3-4 วัน ปั่นทุกวัน 5555+ หวังว่าคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ
-------- Toyota Vios 2003 --------
-------- Subaru WRX STi 2015 --------
-------- Honda Jazz GK5 --------
-------- BMW G20 330i --------
-------- Subaru Impreza WRX STi 2008 (GRF) --------
-------- Subaru Forester XT (SJG) MC --------

ออฟไลน์ sukhontha

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4,083
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 19:01:28 »
ขอบคุณสำหรับรีวิวครับ.....ชอบ  แต่ขอเก็บไว้ในใจ....

ออฟไลน์ wonder

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 105
Re: : : (Semi)Full Review : : Subaru WRX STi 2015 ไอ้เสือหน้าโหดหัวใจเดิม
« ตอบกลับ #29 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2014, 19:04:44 »
อยากทราบว่ามันมีเฉพาะเกียร์ธรรมดาเหรอครับ หรือมีเกียร์Autoด้วย