ผู้เขียน หัวข้อ: มีแต่คนบอกว่าคันหน้าไม่เอาไฮบริด มีใครคิดว่าคันหน้าต้องไฮบริดบ้างครับ  (อ่าน 23252 ครั้ง)

ออฟไลน์ chon1722

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 9
    • อีเมล์
ใช้ camry hb 2012  prius mc 2012
ใช้งานประทับใจทั้งสองคัน
ประหยัดน้ำมันมากๆ เข้าศูนย์ก็ราคารับได้
ใช้มาถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่มีอะไรในระบบ ไฮบริต เสีย หรือ รวน

คันต่อไปยังไงก็ไฮบริตแน่นอน ไม่ของพี่โต ก็ ของ Lexus

ออฟไลน์ Newhang

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4,363
เรื่องอัตราสิ้นเปลืองที่คนหยิบยก 110ไปเกทับกันที่โน่นที่นี่ ผมบอกอยู่หลายครั้งแล้วว่ามันล้มเหลว ไม่ใช่ข้อสรุปในการบอกได้เลยว่ามันประหยัดจริงๆ เพราะมันก็คือ110นิ่งๆค่าเดียวนั่นเอง
และมันก็เป็นไปตามที่ จขกท บอกมา
มันจะมีรถหลายๆคันแหวกแนวออกมา เช่น all new dmax  fiesta อะไรแบบนี้

ส่วนตัวผมไม่เคยใช้รถ hybrid แค่คิดว่าปัญหามันอยู่ที่ค่าบำรุง กับค่ารถที่แพงเหลือเกิน มันจะคุ้มกับค่าน้ำมันรึเปล่า

ออฟไลน์ gorilla

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,334
รถเมียผม Prius ครับ  ถ้าถามว่าคันหน้าอยากได้อีกมั้ย  ผมว่า "ไม่" ครับ (ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เช่น รุ่นที่อยากได้มีแต่ไฮบริด)

ประหยัดจริงครับ 20โล/ลิตร   แต่บ้านผมใช้รถน้อย หมื่นโลนิดๆ/ปี  ไม่ซีเรียสค่าน้ำมัน

รถใหม่ๆเงียบจริงครับ  พอเก่าหน่อยก็ดังขึ้น  ก็ยังถือว่าเงียบกว่าเครื่องสันดาบเยอะครับ

เกียร์ CVT  สมูท  แต่ไร้อารมณ์ขับขี่อย่างรุ่นแรง   

ออฟไลน์ ืnuc001

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 205
Hybrid คงไม่เอาครับ คันหน้าต้องเป็นไฟฟ้าเพรียวๆเท่านั้น  :-*

ออฟไลน์ JIRATH

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,783
    • อีเมล์
เพิ่งได้ใช้ Hybrid คันแรก และเป็นคันแรกของบ้านด้วย ติดใจมากครับ Lexus CT200h

โจทย์ผมคือขับไปทำงานไปกลับ 80 โลได้ แล้วมีวิ่งออกนอกลู่นอกทางด้วยบางทีเพื่อหาลูกค้า แล้วส่วนใหญ่อยู่ในรถติดตลอด

ค่าเฉลี่ยออกมาราวๆ 19 โลลิตร และเป็นรถที่ขับสบาย


แต่เรื่องของดูแลรักษานี่ต้องดูกันระยะยาวครับ กะจะเก็บคันนี้ไว้ยาวๆหน่อย ไม่รู้จะเปลี่ยนใจซะก่อนรึเปล่า
2008 Mazda CX-9 (SOLD)
2008 BMW X5 3.0si E70 (SOLD)
2010 Volkswagen CC R-Line (SOLD)
2014 Subaru BRZ Limited (SOLD)
2016 Subaru STi (SOLD)
2016 Honda Accord Sport
2016 BMW 328d F31 Xdrive
2015 Lexus CT200h F-Sport
2006 BMW 330i E90 6M/T

ออฟไลน์ NavaneS

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 579
    • อีเมล์
อยากได้ไฮบริดครับ.. อยากได้พวกรุ่นเล็กๆใส่มอเตอร์ไว้รับส่งลูกระยะใกล้ๆ คงลืมค่าน้ำมันแถมไม่สร้างมลพิษอีกด้วย
อยากร่วมด้วยช่วยกันไม่ทำลายสภาวะแวดล้อม ถ้ารถไฮบริดตอบโจทย์ตรงนี้ ผมเอาครับ :-*
Peugeot505
BMW 318i
Honda Accord G6
Toyota Wish
Honda City
Honda Accord G9
BMW 528i M Sport
KIA Grand Carnival

ออฟไลน์ madboy

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,691
    • อีเมล์
ถ้ามีโอกาศและจังหวะเหมาะ ก็คงจัดมาต่อครับ

แต่แอบอยากได้ note e-power  ;D

ออฟไลน์ lexus

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,753
CHR hybrid น่าใช้มาก
อยากจะลองอยู่เหมือนกัน

ออฟไลน์ Boyja

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 499
ส่วนตัว Hybrid คงไม่ละครับ เรื่องประหยัดยอดเยี่ยม รับไม่ได้เรื่องราคาขายต่อ กับอะไหล่ที่ราคาโหดมากครับ

ออฟไลน์ ttcl

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 742
ยินดีด้วยที่มีความสุขในการใช้รถ camry hybrid นะครับ พอจะเข้าใจฟีลลิ่งอยู่ เนื่องจาก

(ขอแชร์ข้อมูล ประสบการณ์ มุมบอง ในบางเรื่อง)
ที่บ้านมีพรีอุส minor change 2012 อยู่คันนึง ซื้อมือสองมาจากเจ้าของโดยตรง สภาพดีมาก ตอนซื้อยังอยู่ใน warranty 3 ปี ของ toyota อีกต่างหาก แถมได้ราคาที่ถูก ไม่ได้แพงไปกว่า eco car ป้ายแดงเท่าไหร่ (ผลราคาตกจากการที่ในไทยไม่นิยม hybrid)

ตอนนี้ที่บ้านใช้พรีอุสคันนี้มา 2 ปีกว่าแล้ว
ข้อดี ข้อเสีย ก็เหมือนที่ทุกๆคนทราบ
ข้อดี คือ ประหยัดน้ำมัน กับเงียบ
ข้อเสีย คือ ราคาตก (อันนี้เจอแล้วตอนซื้อมา) กับ ที่ยังไม่เจอ แต่ได้ศึกษาข้อมูลในเว็บของคนใช้พรีอุสในไทย คือ อะไหล่บางชิ้นแพงและรอนาน

ยกตัวอย่างอะไหล่บางอย่างที่ได้ศึกษาข้อมูลจากในเว็บพรีอุส ที่คนนำไปซ่อมศูนย์ แล้วเอามาแชร์กัน (ผมค้นข้อมูลตอนจะซื้อมาเมื่อ 2 ปีกว่าแล้ว ไม่แน่ใจว่าปัจจุบัน ราคาเปลี่ยนไปบ้างหรือยัง)
- แบตไฮบริด ประมาณ 86,250 บาท
- มอเตอร์คอพวงมาลัย ประมาณ 30,300 บาท
- Inverter ราคาประมาณ 81,400 บาท
- กล่อง ECU ราคาประมาณ 33,250 บาท
- คอมเพรสเซอร์แอร์ประมาณ 45,000 บาท
- ปั๊มเบรคไฟฟ้าประมาณประมาณ 63,500 บาท
- ไฟหน้า led คู่ละ 44,000 บาท

พรีอุสนี่ขายออกใช้ได้ในตลาดโลกนะครับ gen1 gen2 ไม่เข้าไทย แต่ก็มีเสียงเรียกร้องให้นำเข้าไทย , พอ gen3 ก็มีขายในไทย แล้วก็ขายไม่ดี (ผลพิสูจน์ว่าบางทีมีแต่เสียงเรียกร้อง แต่พอเอามาขายจริงอาจขายไม่ออกก็ได้นะครับ 555), gen4 ปัจจุบัน ยังมีต่อในตลาดโลกแต่เลิกขายในไทย

ผมมองประเด็นที่พรีอุสขายดีในระดับหนึ่งในตลาดโลก แต่เจ๊งที่ไทยอย่างนี้ครับ
ด้วยบริบทหลายๆอย่าง ที่ต่างกัน เช่น ราคาค่าซ่อมเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ย, อีกประเด็นคือ ระยะเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนรถของแต่ละประเทศ

ประเด็นเรื่องราคาค่าซ่อมกับรายได้เฉลี่ย ลองดูราคาอะไหล่ที่ผมยกมาข้างบน แทบทุกรายการ เกินรายได้เฉลี่ยประชาชาติต่อคนต่อเดือนของไทยครับ ถ้าต้องซ่อมในราคาข้างต้น เมื่อเทียบกับเงินเดือน ก็มากเอาการอยู่ , จำนวนคนที่จะจ่ายค่าซ่อมในระดับนั้นได้ จึงน้อยกว่าในต่างประเทศ  ผลก็คือ จำนวนลูกค้าเป้าหมายที่จะซื้อมีน้อยลงนั่นเอง

แต่ในประเทศที่พรีอุสขายดีเช่นอเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือน เกินกว่าค่าอะไหล่พรีอุสครับ จำนวนคนที่จะซื้อพรีอุสได้(ซ่อมได้โดยไม่เดือดร้อน)จึงมากกว่า พรีอุสจึงขายดีในประเทศเหล่านั้น

แล้วในไทยมีมั๊ย คนที่จะจ่ายค่าซ่อมระดับ 40,000-80,000 ได้ ในหลายๆอะไหล่ (ไม่ได้จ่ายทุกครั้งที่ซ่อม แต่คนกลัวว่าเมื่อถึงเวลาก็ต้องจ่าย ของที่บ้านผมเอง ผ่านมาสองปีกว่า ยังไม่ต้องจ่าย)
คำตอบคือ มีคนที่จะจ่ายระดับนั้นได้ครับ ก็คือคนที่รายได้เยอะกว่าราคาอะไหล่พอสมควร ซึ่งคนรายได้ระดับนั้น ก็ซื้อ benz bmw ได้ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งว่าทำไม benz hybrid กับ bmw hybrid จึงขายได้ แต่ prius hybrid ซึ่งถูกกว่ากลับขายไม่ได้ ประเด็นอยู่ที่รายได้ของลูกค้าเป้าหมายเทียบกับค่าซ่อมนั่นเอง

สรุปว่า ค่าอะไหล่พรีอุส มันเกิน c segment โดยทั่วไปในไทยครับ แล้วเมื่อไปเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนของไทย เลยยิ่งแพง,  ลูกค้าเป้าหมายที่จะซื้อได้ก็เลยกลายเป็นไปอยู่ในระดับที่ซื้อรถยุโรปได้

อีกประเด็นคือ ระยะเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนรถครับ ในประเทศที่พรีอุสขายดี จะเป็นประเทศที่มีระยะเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนรถเร็วกว่าไทย (บางประเทศถ้าใช้รถเกิน 5 ปี เสียภาษีมากขึ้นอีก) เพราะฉะนั้น ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ใช้ เริ่มจากการเป็นรถใหม่ อะไหล่ก็ยังไม่ค่อยเสียครับ ถึงเสียก็อยู่ใน warranty

ตอบคำถามว่า คันหน้าจะต้อง hybrid หรือไม่
คันพรีอุสนี่พ่อผมใช้ ท่านชอบมาก คันต่อไป อาจไม่ถึงกับว่าต้องเป็น hybrid แต่คงไม่รังเกียจที่จะเป็น hybrid ครับ
เหตุผลที่ท่านชอบ ก็ตรงที่ประหยัดน้ำมัน เพราะขับในเมือง รถติดๆหยุดๆ ตลอด จ่ายค่าน้ำมันแค่ 1 ใน 3 ของคันเดิม
อีกเหตุผลก็คือ ที่เกิดทุกครั้งเวลารถติดๆ คือ รถเงียบ นิ่ง เพราะเครื่องยนต์ดับการทำงาน จอดเฉยๆไม่สั่นจากรอบเดินเบา แต่แอร์ยังเย็น คอมเพรสเซอร์แอร์ยังทำงาน (อันนี้เป็นความสุนทรีย์ส่วนตัว เป็นความสุขส่วนตัวซึ่งเทียบเป็นตัวเงินไม่ได้ครับ)

ปล. เวลาผมเอาคันนี้ออกไปขับ พฤติกรรมการขับก็จะวางแผนมากขึ้น เช่น อย่างหน้าจอมันจะมีบอกระดับการเบรคโดยใช้แค่ระบบไฟฟ้า ผ้าเบรคยังไม่จับจานเบรค ถ้ากดแรง ผ้าเบรคถึงจะจับจาน(คาดว่า camry ก็น่าจะมีเช่นกัน) พอเห็นข้างหน้ารถติด ก็จะค่อยๆชลอรถ ไม่เบรคแรงจนผ้าเบรคจับ เพื่อเอาพลังงานในการหยุดรถแปรเป็นพลังงานไฟฟ้าให้หมด ไม่เสียพลังงานไปกับการเสียดสีของผ้าและจาน (แต่ถ้าต้องเบรคจนผ้าเบรคจับ ผมก็เบรคนะครับ เดี๋ยวชน :) )

ออฟไลน์ Dark Overlord

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4,808
  • Hail to the darkside
ถ้ามีโอกาศและจังหวะเหมาะ ก็คงจัดมาต่อครับ

แต่แอบอยากได้ note e-power  ;D

ผมก็เพิ่งเข้าใจว่าทำไม Note e-power ถึงได้พลิกยอดขาย
ในญี่ปุ่นได้โดดเด่นมาก

ปล รถหน้าไม่สวย บางทีของแต่งก็ช่วยให้สวยได้

ออฟไลน์ Dark Overlord

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4,808
  • Hail to the darkside
ยินดีด้วยที่มีความสุขในการใช้รถ camry hybrid นะครับ พอจะเข้าใจฟีลลิ่งอยู่ เนื่องจาก

(ขอแชร์ข้อมูล ประสบการณ์ มุมบอง ในบางเรื่อง)
ที่บ้านมีพรีอุส minor change 2012 อยู่คันนึง ซื้อมือสองมาจากเจ้าของโดยตรง สภาพดีมาก ตอนซื้อยังอยู่ใน warranty 3 ปี ของ toyota อีกต่างหาก แถมได้ราคาที่ถูก ไม่ได้แพงไปกว่า eco car ป้ายแดงเท่าไหร่ (ผลราคาตกจากการที่ในไทยไม่นิยม hybrid)

ตอนนี้ที่บ้านใช้พรีอุสคันนี้มา 2 ปีกว่าแล้ว
ข้อดี ข้อเสีย ก็เหมือนที่ทุกๆคนทราบ
ข้อดี คือ ประหยัดน้ำมัน กับเงียบ
ข้อเสีย คือ ราคาตก (อันนี้เจอแล้วตอนซื้อมา) กับ ที่ยังไม่เจอ แต่ได้ศึกษาข้อมูลในเว็บของคนใช้พรีอุสในไทย คือ อะไหล่บางชิ้นแพงและรอนาน

ยกตัวอย่างอะไหล่บางอย่างที่ได้ศึกษาข้อมูลจากในเว็บพรีอุส ที่คนนำไปซ่อมศูนย์ แล้วเอามาแชร์กัน (ผมค้นข้อมูลตอนจะซื้อมาเมื่อ 2 ปีกว่าแล้ว ไม่แน่ใจว่าปัจจุบัน ราคาเปลี่ยนไปบ้างหรือยัง)
- แบตไฮบริด ประมาณ 86,250 บาท
- มอเตอร์คอพวงมาลัย ประมาณ 30,300 บาท
- Inverter ราคาประมาณ 81,400 บาท
- กล่อง ECU ราคาประมาณ 33,250 บาท
- คอมเพรสเซอร์แอร์ประมาณ 45,000 บาท
- ปั๊มเบรคไฟฟ้าประมาณประมาณ 63,500 บาท
- ไฟหน้า led คู่ละ 44,000 บาท

พรีอุสนี่ขายออกใช้ได้ในตลาดโลกนะครับ gen1 gen2 ไม่เข้าไทย แต่ก็มีเสียงเรียกร้องให้นำเข้าไทย , พอ gen3 ก็มีขายในไทย แล้วก็ขายไม่ดี (ผลพิสูจน์ว่าบางทีมีแต่เสียงเรียกร้อง แต่พอเอามาขายจริงอาจขายไม่ออกก็ได้นะครับ 555), gen4 ปัจจุบัน ยังมีต่อในตลาดโลกแต่เลิกขายในไทย

ผมมองประเด็นที่พรีอุสขายดีในระดับหนึ่งในตลาดโลก แต่เจ๊งที่ไทยอย่างนี้ครับ
ด้วยบริบทหลายๆอย่าง ที่ต่างกัน เช่น ราคาค่าซ่อมเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ย, อีกประเด็นคือ ระยะเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนรถของแต่ละประเทศ

ประเด็นเรื่องราคาค่าซ่อมกับรายได้เฉลี่ย ลองดูราคาอะไหล่ที่ผมยกมาข้างบน แทบทุกรายการ เกินรายได้เฉลี่ยประชาชาติต่อคนต่อเดือนของไทยครับ ถ้าต้องซ่อมในราคาข้างต้น เมื่อเทียบกับเงินเดือน ก็มากเอาการอยู่ , จำนวนคนที่จะจ่ายค่าซ่อมในระดับนั้นได้ จึงน้อยกว่าในต่างประเทศ  ผลก็คือ จำนวนลูกค้าเป้าหมายที่จะซื้อมีน้อยลงนั่นเอง

แต่ในประเทศที่พรีอุสขายดีเช่นอเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือน เกินกว่าค่าอะไหล่พรีอุสครับ จำนวนคนที่จะซื้อพรีอุสได้(ซ่อมได้โดยไม่เดือดร้อน)จึงมากกว่า พรีอุสจึงขายดีในประเทศเหล่านั้น

แล้วในไทยมีมั๊ย คนที่จะจ่ายค่าซ่อมระดับ 40,000-80,000 ได้ ในหลายๆอะไหล่ (ไม่ได้จ่ายทุกครั้งที่ซ่อม แต่คนกลัวว่าเมื่อถึงเวลาก็ต้องจ่าย ของที่บ้านผมเอง ผ่านมาสองปีกว่า ยังไม่ต้องจ่าย)
คำตอบคือ มีคนที่จะจ่ายระดับนั้นได้ครับ ก็คือคนที่รายได้เยอะกว่าราคาอะไหล่พอสมควร ซึ่งคนรายได้ระดับนั้น ก็ซื้อ benz bmw ได้ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งว่าทำไม benz hybrid กับ bmw hybrid จึงขายได้ แต่ prius hybrid ซึ่งถูกกว่ากลับขายไม่ได้ ประเด็นอยู่ที่รายได้ของลูกค้าเป้าหมายเทียบกับค่าซ่อมนั่นเอง

สรุปว่า ค่าอะไหล่พรีอุส มันเกิน c segment โดยทั่วไปในไทยครับ แล้วเมื่อไปเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนของไทย เลยยิ่งแพง,  ลูกค้าเป้าหมายที่จะซื้อได้ก็เลยกลายเป็นไปอยู่ในระดับที่ซื้อรถยุโรปได้

อีกประเด็นคือ ระยะเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนรถครับ ในประเทศที่พรีอุสขายดี จะเป็นประเทศที่มีระยะเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนรถเร็วกว่าไทย (บางประเทศถ้าใช้รถเกิน 5 ปี เสียภาษีมากขึ้นอีก) เพราะฉะนั้น ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ใช้ เริ่มจากการเป็นรถใหม่ อะไหล่ก็ยังไม่ค่อยเสียครับ ถึงเสียก็อยู่ใน warranty

ตอบคำถามว่า คันหน้าจะต้อง hybrid หรือไม่
คันพรีอุสนี่พ่อผมใช้ ท่านชอบมาก คันต่อไป อาจไม่ถึงกับว่าต้องเป็น hybrid แต่คงไม่รังเกียจที่จะเป็น hybrid ครับ
เหตุผลที่ท่านชอบ ก็ตรงที่ประหยัดน้ำมัน เพราะขับในเมือง รถติดๆหยุดๆ ตลอด จ่ายค่าน้ำมันแค่ 1 ใน 3 ของคันเดิม
อีกเหตุผลก็คือ ที่เกิดทุกครั้งเวลารถติดๆ คือ รถเงียบ นิ่ง เพราะเครื่องยนต์ดับการทำงาน จอดเฉยๆไม่สั่นจากรอบเดินเบา แต่แอร์ยังเย็น คอมเพรสเซอร์แอร์ยังทำงาน (อันนี้เป็นความสุนทรีย์ส่วนตัว เป็นความสุขส่วนตัวซึ่งเทียบเป็นตัวเงินไม่ได้ครับ)

ปล. เวลาผมเอาคันนี้ออกไปขับ พฤติกรรมการขับก็จะวางแผนมากขึ้น เช่น อย่างหน้าจอมันจะมีบอกระดับการเบรคโดยใช้แค่ระบบไฟฟ้า ผ้าเบรคยังไม่จับจานเบรค ถ้ากดแรง ผ้าเบรคถึงจะจับจาน(คาดว่า camry ก็น่าจะมีเช่นกัน) พอเห็นข้างหน้ารถติด ก็จะค่อยๆชลอรถ ไม่เบรคแรงจนผ้าเบรคจับ เพื่อเอาพลังงานในการหยุดรถแปรเป็นพลังงานไฟฟ้าให้หมด ไม่เสียพลังงานไปกับการเสียดสีของผ้าและจาน (แต่ถ้าต้องเบรคจนผ้าเบรคจับ ผมก็เบรคนะครับ เดี๋ยวชน :) )

เห็นด้วยเลยครับ ถ้าราคาอะไหล่จะกดลงให้ถูกกว่านี้ครึ่งนึงได้ก็จะดีมาก
Toyota ควรเข้าใจตรงนี้แล้วแก้ไขเรื่องราคาอะไหล่ เพราะเป็นปัญหา
โดยตรงต่อผู้ใช้ในไทย

และก็เห็นด้วยเรื่องอารมณ์สุนทรีย์ครับ

ถ้าแก้เรื่องราคาอะไหล่ได้ อาจจะโดยการผลิตในประเทศไม่ต้องนำเข้า
กับแชร์ชิ้นส่วนให้ได้เยอะๆ ผมว่า hybrid ใช้แล้วสบายใจดี


ออฟไลน์ artimo

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 69
ปัจจุบันผมก็ใช้รถ ไฮบริด คันต่อไปก็ยังตั้งใจจะเอา ปลั๊กอินไฮบริด ก็ยังมีลังเลนิดหน่อย
ไม่ถึงกับปิดประตูตายแบบไม่ใช้รถไฮบริดอีก (ยอมรับในข้อดีของมันมากกว่า) อันนี้หมายถึง
เฉพาะไฮบริดของโตโยต้านะ ถ้าของฝั่งยุโรปโดยเฉพาะตราดาวที่ชื่อเสียงกระฉ่อน คงไม่กล้า
เข้าไปยุ่งเกี่ยวแน่
ที่เป็นห่วงคือ ราคาขายต่อที่ร่วงยังกับเศษเหล็ก ที่เป็นแบบนี้เพราะคนไทยส่วนใหญ่ใช้รถกัน
ยาวๆ เป็น10ปี กับค่าบำรุงรักษาที่แพงกว่ารถสันดาบทั่วๆไป ทำให้คนไทยฝังหัวกันเลยว่า
ไม่เอารถไฮบริด ก็ต้องรอเวลาให้อะไรๆ มันเข้าที่ลงตัวเหมาะสมกว่านี้.

ออฟไลน์ Dark Overlord

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4,808
  • Hail to the darkside
ปัจจุบันผมก็ใช้รถ ไฮบริด คันต่อไปก็ยังตั้งใจจะเอา ปลั๊กอินไฮบริด ก็ยังมีลังเลนิดหน่อย
ไม่ถึงกับปิดประตูตายแบบไม่ใช้รถไฮบริดอีก (ยอมรับในข้อดีของมันมากกว่า) อันนี้หมายถึง
เฉพาะไฮบริดของโตโยต้านะ ถ้าของฝั่งยุโรปโดยเฉพาะตราดาวที่ชื่อเสียงกระฉ่อน คงไม่กล้า
เข้าไปยุ่งเกี่ยวแน่
ที่เป็นห่วงคือ ราคาขายต่อที่ร่วงยังกับเศษเหล็ก ที่เป็นแบบนี้เพราะคนไทยส่วนใหญ่ใช้รถกัน
ยาวๆ เป็น10ปี กับค่าบำรุงรักษาที่แพงกว่ารถสันดาบทั่วๆไป ทำให้คนไทยฝังหัวกันเลยว่า
ไม่เอารถไฮบริด ก็ต้องรอเวลาให้อะไรๆ มันเข้าที่ลงตัวเหมาะสมกว่านี้.

ผมยอรับว่าลืมข้อดีของ hybrid ไปเกือบหมด ไม่เหมือนตอนแรก
ที่ hybrid เริ่มเข้ามาขาย ตอนนั้นได้รับข้อมูลข้อดีมากมาย กลัวแต่น้ำท่วม
ค่ายรถก็ทำให้เราเข้าใจว่าเรื่องน้ำท่วมไม่มีปัญหาได้สำเร็จ
แต่หลังจากนั้น ความเข้าใจก็เริ่มรางเลือนไป ยิ่งดูอันดับในตาราง
ก็ไม่รู้สึกว่ามันประหยัดไปกว่ารุ่นปกติเท่าไหร่ คำนวนดูแล้วไม่คุ้มเลย
บวกกับข่าวอะไหล่แพงโคตร ราคาขายต่อตก เป็นแบบนี้มาหลายปีจนทำให้เลิกสนใจ
hybrid ไปเลย แบบว่ามองไม่เห็นข้อดี
แต่พอมาใช้จริง ก็เริ่มนึกถึงข้อดีของมันที่เราหลงลืมไป มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่าง
ยิ่งนึกถึงสมัย 6-7 ปีโน้น ที่ผมไปขับ Prius อยู่ที่ญี่ปุ่น 3 วัน ขึ้นเขาลงห้วยอยู่แถบ
ภาคกลาง เขาเยอะมาก ช่องดูดตังเพียบ แต่น้ำมันแทบไม่ลด
ขนาดมีประสบการณ์มาก่อน แต่เจอข่าวลบๆ ทุกวันๆ เลยมอง hybrid ว่าไม่มีดีเลย
เป็นเรื่องตลกของตัวผมครับ

ออฟไลน์ MUK

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 3,001
ผมก็อยากได้นะครับไฮบริด
แต่อยากให้มีไฟฟ้าล้วนๆ เลยครับ :)

ออฟไลน์ Nonlamer

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4,148
ผมรอข้ามไปรถไฟฟ้าเลยครับ คงไม่เอาไฮบริด ข้อดีของมันไม่ตรงกับที่ผมต้องการในการใช้งานเลยครับ ระหว่างนี้ถ้ามี Downsizing เทอร์โบมาคั่นก็จะดีไม่น้อยครับ

ออฟไลน์ Nikle_pk

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,606
ยินดีด้วยที่มีความสุขในการใช้รถ camry hybrid นะครับ พอจะเข้าใจฟีลลิ่งอยู่ เนื่องจาก

(ขอแชร์ข้อมูล ประสบการณ์ มุมบอง ในบางเรื่อง)
ที่บ้านมีพรีอุส minor change 2012 อยู่คันนึง ซื้อมือสองมาจากเจ้าของโดยตรง สภาพดีมาก ตอนซื้อยังอยู่ใน warranty 3 ปี ของ toyota อีกต่างหาก แถมได้ราคาที่ถูก ไม่ได้แพงไปกว่า eco car ป้ายแดงเท่าไหร่ (ผลราคาตกจากการที่ในไทยไม่นิยม hybrid)

ตอนนี้ที่บ้านใช้พรีอุสคันนี้มา 2 ปีกว่าแล้ว
ข้อดี ข้อเสีย ก็เหมือนที่ทุกๆคนทราบ
ข้อดี คือ ประหยัดน้ำมัน กับเงียบ
ข้อเสีย คือ ราคาตก (อันนี้เจอแล้วตอนซื้อมา) กับ ที่ยังไม่เจอ แต่ได้ศึกษาข้อมูลในเว็บของคนใช้พรีอุสในไทย คือ อะไหล่บางชิ้นแพงและรอนาน

ยกตัวอย่างอะไหล่บางอย่างที่ได้ศึกษาข้อมูลจากในเว็บพรีอุส ที่คนนำไปซ่อมศูนย์ แล้วเอามาแชร์กัน (ผมค้นข้อมูลตอนจะซื้อมาเมื่อ 2 ปีกว่าแล้ว ไม่แน่ใจว่าปัจจุบัน ราคาเปลี่ยนไปบ้างหรือยัง)
- แบตไฮบริด ประมาณ 86,250 บาท
- มอเตอร์คอพวงมาลัย ประมาณ 30,300 บาท
- Inverter ราคาประมาณ 81,400 บาท
- กล่อง ECU ราคาประมาณ 33,250 บาท
- คอมเพรสเซอร์แอร์ประมาณ 45,000 บาท
- ปั๊มเบรคไฟฟ้าประมาณประมาณ 63,500 บาท
- ไฟหน้า led คู่ละ 44,000 บาท

พรีอุสนี่ขายออกใช้ได้ในตลาดโลกนะครับ gen1 gen2 ไม่เข้าไทย แต่ก็มีเสียงเรียกร้องให้นำเข้าไทย , พอ gen3 ก็มีขายในไทย แล้วก็ขายไม่ดี (ผลพิสูจน์ว่าบางทีมีแต่เสียงเรียกร้อง แต่พอเอามาขายจริงอาจขายไม่ออกก็ได้นะครับ 555), gen4 ปัจจุบัน ยังมีต่อในตลาดโลกแต่เลิกขายในไทย

ผมมองประเด็นที่พรีอุสขายดีในระดับหนึ่งในตลาดโลก แต่เจ๊งที่ไทยอย่างนี้ครับ
ด้วยบริบทหลายๆอย่าง ที่ต่างกัน เช่น ราคาค่าซ่อมเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ย, อีกประเด็นคือ ระยะเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนรถของแต่ละประเทศ

ประเด็นเรื่องราคาค่าซ่อมกับรายได้เฉลี่ย ลองดูราคาอะไหล่ที่ผมยกมาข้างบน แทบทุกรายการ เกินรายได้เฉลี่ยประชาชาติต่อคนต่อเดือนของไทยครับ ถ้าต้องซ่อมในราคาข้างต้น เมื่อเทียบกับเงินเดือน ก็มากเอาการอยู่ , จำนวนคนที่จะจ่ายค่าซ่อมในระดับนั้นได้ จึงน้อยกว่าในต่างประเทศ  ผลก็คือ จำนวนลูกค้าเป้าหมายที่จะซื้อมีน้อยลงนั่นเอง

แต่ในประเทศที่พรีอุสขายดีเช่นอเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือน เกินกว่าค่าอะไหล่พรีอุสครับ จำนวนคนที่จะซื้อพรีอุสได้(ซ่อมได้โดยไม่เดือดร้อน)จึงมากกว่า พรีอุสจึงขายดีในประเทศเหล่านั้น

แล้วในไทยมีมั๊ย คนที่จะจ่ายค่าซ่อมระดับ 40,000-80,000 ได้ ในหลายๆอะไหล่ (ไม่ได้จ่ายทุกครั้งที่ซ่อม แต่คนกลัวว่าเมื่อถึงเวลาก็ต้องจ่าย ของที่บ้านผมเอง ผ่านมาสองปีกว่า ยังไม่ต้องจ่าย)
คำตอบคือ มีคนที่จะจ่ายระดับนั้นได้ครับ ก็คือคนที่รายได้เยอะกว่าราคาอะไหล่พอสมควร ซึ่งคนรายได้ระดับนั้น ก็ซื้อ benz bmw ได้ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งว่าทำไม benz hybrid กับ bmw hybrid จึงขายได้ แต่ prius hybrid ซึ่งถูกกว่ากลับขายไม่ได้ ประเด็นอยู่ที่รายได้ของลูกค้าเป้าหมายเทียบกับค่าซ่อมนั่นเอง

สรุปว่า ค่าอะไหล่พรีอุส มันเกิน c segment โดยทั่วไปในไทยครับ แล้วเมื่อไปเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนของไทย เลยยิ่งแพง,  ลูกค้าเป้าหมายที่จะซื้อได้ก็เลยกลายเป็นไปอยู่ในระดับที่ซื้อรถยุโรปได้

อีกประเด็นคือ ระยะเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนรถครับ ในประเทศที่พรีอุสขายดี จะเป็นประเทศที่มีระยะเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนรถเร็วกว่าไทย (บางประเทศถ้าใช้รถเกิน 5 ปี เสียภาษีมากขึ้นอีก) เพราะฉะนั้น ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ใช้ เริ่มจากการเป็นรถใหม่ อะไหล่ก็ยังไม่ค่อยเสียครับ ถึงเสียก็อยู่ใน warranty

ตอบคำถามว่า คันหน้าจะต้อง hybrid หรือไม่
คันพรีอุสนี่พ่อผมใช้ ท่านชอบมาก คันต่อไป อาจไม่ถึงกับว่าต้องเป็น hybrid แต่คงไม่รังเกียจที่จะเป็น hybrid ครับ
เหตุผลที่ท่านชอบ ก็ตรงที่ประหยัดน้ำมัน เพราะขับในเมือง รถติดๆหยุดๆ ตลอด จ่ายค่าน้ำมันแค่ 1 ใน 3 ของคันเดิม
อีกเหตุผลก็คือ ที่เกิดทุกครั้งเวลารถติดๆ คือ รถเงียบ นิ่ง เพราะเครื่องยนต์ดับการทำงาน จอดเฉยๆไม่สั่นจากรอบเดินเบา แต่แอร์ยังเย็น คอมเพรสเซอร์แอร์ยังทำงาน (อันนี้เป็นความสุนทรีย์ส่วนตัว เป็นความสุขส่วนตัวซึ่งเทียบเป็นตัวเงินไม่ได้ครับ)

ปล. เวลาผมเอาคันนี้ออกไปขับ พฤติกรรมการขับก็จะวางแผนมากขึ้น เช่น อย่างหน้าจอมันจะมีบอกระดับการเบรคโดยใช้แค่ระบบไฟฟ้า ผ้าเบรคยังไม่จับจานเบรค ถ้ากดแรง ผ้าเบรคถึงจะจับจาน(คาดว่า camry ก็น่าจะมีเช่นกัน) พอเห็นข้างหน้ารถติด ก็จะค่อยๆชลอรถ ไม่เบรคแรงจนผ้าเบรคจับ เพื่อเอาพลังงานในการหยุดรถแปรเป็นพลังงานไฟฟ้าให้หมด ไม่เสียพลังงานไปกับการเสียดสีของผ้าและจาน (แต่ถ้าต้องเบรคจนผ้าเบรคจับ ผมก็เบรคนะครับ เดี๋ยวชน :) )
ขออนุญาตสอบถามครับ
หากในกรณีเดียวกัน
ต่างกันตรงที่คันนี้ซื้อเป็นมือ 1 มาราคาเต็ม
เทียบกับราคาสมมุติถ้าต้องขายในเวลานี้
กับความประหยัดและความสุนทรีย์ที่ได้รับ
ยังจะมีความคิดเห็นแบบนี้อยู่ไหมครับ
(ที่ถามเพราะผมดันไปซื้อมือ 1 เลยมีทัศนคติ
ลบกับราคาขายต่อและค่าดูแลจนไม่เอา Hybrid อีกแล้ว)

ใจผมเริ่มรู้สึกว่า หากใครคิดจะลอง Hybrid
ควรจะเริ่มต้นด้วยมือ 2 จะได้เห็นความคุ้มค่า
มากกว่า ซื้อป้ายแดงน่ะครับ
My Review !!! New Vellfire 2.5ZG Edition !!!
http://community.headlightmag.com/index.php?topic=44242.0

ออฟไลน์ ttcl

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 742
ยินดีด้วยที่มีความสุขในการใช้รถ camry hybrid นะครับ พอจะเข้าใจฟีลลิ่งอยู่ เนื่องจาก

(ขอแชร์ข้อมูล ประสบการณ์ มุมบอง ในบางเรื่อง)
ที่บ้านมีพรีอุส minor change 2012 อยู่คันนึง ซื้อมือสองมาจากเจ้าของโดยตรง สภาพดีมาก ตอนซื้อยังอยู่ใน warranty 3 ปี ของ toyota อีกต่างหาก แถมได้ราคาที่ถูก ไม่ได้แพงไปกว่า eco car ป้ายแดงเท่าไหร่ (ผลราคาตกจากการที่ในไทยไม่นิยม hybrid)

ตอนนี้ที่บ้านใช้พรีอุสคันนี้มา 2 ปีกว่าแล้ว
ข้อดี ข้อเสีย ก็เหมือนที่ทุกๆคนทราบ
ข้อดี คือ ประหยัดน้ำมัน กับเงียบ
ข้อเสีย คือ ราคาตก (อันนี้เจอแล้วตอนซื้อมา) กับ ที่ยังไม่เจอ แต่ได้ศึกษาข้อมูลในเว็บของคนใช้พรีอุสในไทย คือ อะไหล่บางชิ้นแพงและรอนาน

ยกตัวอย่างอะไหล่บางอย่างที่ได้ศึกษาข้อมูลจากในเว็บพรีอุส ที่คนนำไปซ่อมศูนย์ แล้วเอามาแชร์กัน (ผมค้นข้อมูลตอนจะซื้อมาเมื่อ 2 ปีกว่าแล้ว ไม่แน่ใจว่าปัจจุบัน ราคาเปลี่ยนไปบ้างหรือยัง)
- แบตไฮบริด ประมาณ 86,250 บาท
- มอเตอร์คอพวงมาลัย ประมาณ 30,300 บาท
- Inverter ราคาประมาณ 81,400 บาท
- กล่อง ECU ราคาประมาณ 33,250 บาท
- คอมเพรสเซอร์แอร์ประมาณ 45,000 บาท
- ปั๊มเบรคไฟฟ้าประมาณประมาณ 63,500 บาท
- ไฟหน้า led คู่ละ 44,000 บาท

พรีอุสนี่ขายออกใช้ได้ในตลาดโลกนะครับ gen1 gen2 ไม่เข้าไทย แต่ก็มีเสียงเรียกร้องให้นำเข้าไทย , พอ gen3 ก็มีขายในไทย แล้วก็ขายไม่ดี (ผลพิสูจน์ว่าบางทีมีแต่เสียงเรียกร้อง แต่พอเอามาขายจริงอาจขายไม่ออกก็ได้นะครับ 555), gen4 ปัจจุบัน ยังมีต่อในตลาดโลกแต่เลิกขายในไทย

ผมมองประเด็นที่พรีอุสขายดีในระดับหนึ่งในตลาดโลก แต่เจ๊งที่ไทยอย่างนี้ครับ
ด้วยบริบทหลายๆอย่าง ที่ต่างกัน เช่น ราคาค่าซ่อมเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ย, อีกประเด็นคือ ระยะเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนรถของแต่ละประเทศ

ประเด็นเรื่องราคาค่าซ่อมกับรายได้เฉลี่ย ลองดูราคาอะไหล่ที่ผมยกมาข้างบน แทบทุกรายการ เกินรายได้เฉลี่ยประชาชาติต่อคนต่อเดือนของไทยครับ ถ้าต้องซ่อมในราคาข้างต้น เมื่อเทียบกับเงินเดือน ก็มากเอาการอยู่ , จำนวนคนที่จะจ่ายค่าซ่อมในระดับนั้นได้ จึงน้อยกว่าในต่างประเทศ  ผลก็คือ จำนวนลูกค้าเป้าหมายที่จะซื้อมีน้อยลงนั่นเอง

แต่ในประเทศที่พรีอุสขายดีเช่นอเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือน เกินกว่าค่าอะไหล่พรีอุสครับ จำนวนคนที่จะซื้อพรีอุสได้(ซ่อมได้โดยไม่เดือดร้อน)จึงมากกว่า พรีอุสจึงขายดีในประเทศเหล่านั้น

แล้วในไทยมีมั๊ย คนที่จะจ่ายค่าซ่อมระดับ 40,000-80,000 ได้ ในหลายๆอะไหล่ (ไม่ได้จ่ายทุกครั้งที่ซ่อม แต่คนกลัวว่าเมื่อถึงเวลาก็ต้องจ่าย ของที่บ้านผมเอง ผ่านมาสองปีกว่า ยังไม่ต้องจ่าย)
คำตอบคือ มีคนที่จะจ่ายระดับนั้นได้ครับ ก็คือคนที่รายได้เยอะกว่าราคาอะไหล่พอสมควร ซึ่งคนรายได้ระดับนั้น ก็ซื้อ benz bmw ได้ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งว่าทำไม benz hybrid กับ bmw hybrid จึงขายได้ แต่ prius hybrid ซึ่งถูกกว่ากลับขายไม่ได้ ประเด็นอยู่ที่รายได้ของลูกค้าเป้าหมายเทียบกับค่าซ่อมนั่นเอง

สรุปว่า ค่าอะไหล่พรีอุส มันเกิน c segment โดยทั่วไปในไทยครับ แล้วเมื่อไปเทียบกับรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนของไทย เลยยิ่งแพง,  ลูกค้าเป้าหมายที่จะซื้อได้ก็เลยกลายเป็นไปอยู่ในระดับที่ซื้อรถยุโรปได้

อีกประเด็นคือ ระยะเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนรถครับ ในประเทศที่พรีอุสขายดี จะเป็นประเทศที่มีระยะเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนรถเร็วกว่าไทย (บางประเทศถ้าใช้รถเกิน 5 ปี เสียภาษีมากขึ้นอีก) เพราะฉะนั้น ภายในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ใช้ เริ่มจากการเป็นรถใหม่ อะไหล่ก็ยังไม่ค่อยเสียครับ ถึงเสียก็อยู่ใน warranty

ตอบคำถามว่า คันหน้าจะต้อง hybrid หรือไม่
คันพรีอุสนี่พ่อผมใช้ ท่านชอบมาก คันต่อไป อาจไม่ถึงกับว่าต้องเป็น hybrid แต่คงไม่รังเกียจที่จะเป็น hybrid ครับ
เหตุผลที่ท่านชอบ ก็ตรงที่ประหยัดน้ำมัน เพราะขับในเมือง รถติดๆหยุดๆ ตลอด จ่ายค่าน้ำมันแค่ 1 ใน 3 ของคันเดิม
อีกเหตุผลก็คือ ที่เกิดทุกครั้งเวลารถติดๆ คือ รถเงียบ นิ่ง เพราะเครื่องยนต์ดับการทำงาน จอดเฉยๆไม่สั่นจากรอบเดินเบา แต่แอร์ยังเย็น คอมเพรสเซอร์แอร์ยังทำงาน (อันนี้เป็นความสุนทรีย์ส่วนตัว เป็นความสุขส่วนตัวซึ่งเทียบเป็นตัวเงินไม่ได้ครับ)

ปล. เวลาผมเอาคันนี้ออกไปขับ พฤติกรรมการขับก็จะวางแผนมากขึ้น เช่น อย่างหน้าจอมันจะมีบอกระดับการเบรคโดยใช้แค่ระบบไฟฟ้า ผ้าเบรคยังไม่จับจานเบรค ถ้ากดแรง ผ้าเบรคถึงจะจับจาน(คาดว่า camry ก็น่าจะมีเช่นกัน) พอเห็นข้างหน้ารถติด ก็จะค่อยๆชลอรถ ไม่เบรคแรงจนผ้าเบรคจับ เพื่อเอาพลังงานในการหยุดรถแปรเป็นพลังงานไฟฟ้าให้หมด ไม่เสียพลังงานไปกับการเสียดสีของผ้าและจาน (แต่ถ้าต้องเบรคจนผ้าเบรคจับ ผมก็เบรคนะครับ เดี๋ยวชน :) )
ขออนุญาตสอบถามครับ
หากในกรณีเดียวกัน
ต่างกันตรงที่คันนี้ซื้อเป็นมือ 1 มาราคาเต็ม
เทียบกับราคาสมมุติถ้าต้องขายในเวลานี้
กับความประหยัดและความสุนทรีย์ที่ได้รับ
ยังจะมีความคิดเห็นแบบนี้อยู่ไหมครับ
(ที่ถามเพราะผมดันไปซื้อมือ 1 เลยมีทัศนคติ
ลบกับราคาขายต่อและค่าดูแลจนไม่เอา Hybrid อีกแล้ว)

ใจผมเริ่มรู้สึกว่า หากใครคิดจะลอง Hybrid
ควรจะเริ่มต้นด้วยมือ 2 จะได้เห็นความคุ้มค่า
มากกว่า ซื้อป้ายแดงน่ะครับ

ขออนุญาตตอบคุณ Nikle_pk อย่างนี้ครับ
รายละเอียดอาจเยอะหน่อย และทางบ้านผมอาจไม่เหมือนกรณีทั่วๆไป

ตอนที่พ่อผมจะขอให้ซื้อรถพรีอุส (ผมออกเงินซื้อ) ผมเป็นคนแรกในบ้านที่ค้านเลยครับ เพราะตอนแรกผมมองที่ตัวเงินอย่างเดียว ผมมองว่าด้านตัวเงินอย่างเดียว บ้านผมไม่ได้ใช้รถเยอะถึงขนาดที่จะคุ้มได้ครับ บ้านผม คันที่ใช้บ่อยๆเฉลี่ยปีละแค่ 9,000 กม

และตอนนี้ พอได้รถมาแล้ว ผมบันทึกการกินน้ำมันดู ต่อปีใช้รถพรีอุส 15,223.23 กม (นี่ขนาดใช้เยอะขึ้นเพราะประหยัดน้ำมันแล้ว) ค่าน้ำมันประหยัดจากคันเดิมปีละ 42,368.94 บาท
ใช้ไปอีก 10 ปีก็ประหยัดค่าน้ำมันได้ 4 แสนกว่าบาท ยังไม่เท่าค่ารถที่ไปซื้อมาเลยครับ (แถมคันเดิมก็ไม่ได้ขายซะด้วย)

แต่ปรากฎว่าพ่อผมท่านมีความสุขที่ได้ใช้พรีอุสคันนี้ ทุกครั้งที่เครื่องดับแต่แอร์ยังเย็น ท่านมีความสุข ตรงนี้ผมมองว่ามันตีเป็นตัวเงินไม่ได้น่ะครับ (คันเดิมเครื่อง V8 รอบเดินเบายังได้ยินเสียง)
ถ้าตามหลักจิตวิยา ก็คือ การที่มีความสุขได้บ่อยๆในทุกๆวัน รถติดๆนี่เครื่องดับวันนึงหลายสิบครั้ง เป็นความสุขที่พบเจอได้ถี่ๆ

ส่วนตัวผมเอง ผมชอบเครื่องสันดาปภายในปกตินี่ล่ะครับ ตอนที่ตอบคุณ Dark Overlord ข้างบน ผมเลยใช้คำว่าพ่อผมชอบ และอธิบายเหตุผลที่ท่านชอบ ถ้าคันหน้าท่านขอให้ซื้อรถไฮบริดให้อีก ผมก็จะซื้อให้ มือหนึ่งก็ซื้อให้ครับ เพราะผมมองว่าความสุขมีค่ามากกว่าตัวเงิน

ผมมองว่าความสุขของคน บางทีไม่เหมือนกันน่ะครับ ผมมีความสุขกับเครื่องสันดาปภายในเพียวๆ พ่อผมท่านมีความสุขกับความเงียบและความประหยัดของเครื่องไฮบริด

สรุปว่า ถ้ามองเฉพาะตัวเงิน ค่าน้ำมัน ค่าซ่อม สำหรับบ้านผม ที่ใช้รถเฉลี่ยแค่ปีละประมาณ 15,000 กม ไม่คุ้มครับ ต่อให้เป็นมือสองก็ไม่คุ้ม ยิ่งมือหนึ่งยิ่งไม่คุ้มใหญ่
(แต่ถ้าใช้รถเยอะๆ มันน่าจะมีตัวเลขในระดับไหนว่ากี่ กม ต่อปี ถึงจะคุ้ม ทาง taxi นครชัย ที่เอารถพรีอุสมาวิ่งอาจจะคำนวณไว้)
แต่พ่อผมท่านมีความสุขทุกครั้งที่ได้ใช้ อันนี้มีค่ามากกว่าตัวเงินครับ
แต่สำหรับบ้านที่จะใช้ไฮบริดเพื่อหวังประหยัด ผมว่าต้องใช้รถในระยะทางที่เยอะมากๆเลยครับ ถึงจะทดแทนค่าอะไหล่และราคาที่ตกเกินปกติได้

ที่บอกข้างต้นว่า ทางบ้านผมอาจไม่เหมือนกรณีทั่วๆไป เพราะ คนอื่นโดยทั่วๆไป อาจจะขยับขึ้น คือ ซื้อรถ เปลี่ยนรถที่ราคาสูงขึ้น
ส่วนของพ่อผมนี่ท่านขยับจากคันใหญ่รถยุโรป ที่ใช้มา 10 กว่าปี มาหาพรีอุสน่ะครับ รถคันเดิมที่ใช้นี่ค่าอะไหล่ก็แพงเหมือนกัน ราคาก็ตกไม่แพ้พรีอุส เลยไม่ค่อยมีประเด็นกังวลเรื่องราคาตกหรือค่าซ่อม คือ ท่านใช้คันไหนมีความสุข ผมก็ซื้อคันนั้นให้ครับ

ปล. ตอนนี้รถที่ผมใช้เอง เป็นเครื่องแบบรุ่นเก่า เทคโนโลยีไม่ทันสมัย และก็กินน้ำมันครับ ผมมีคันหนึ่งที่อยากได้ เทคโนโลยีเก่าลงไปอีก ไม่มีหม้อน้ำ เป็นระบายความร้อนด้วยอากาศ  ;)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 29, 2017, 10:02:22 โดย ttcl »

ออฟไลน์ ttcl

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 742
ปัจจุบันผมก็ใช้รถ ไฮบริด คันต่อไปก็ยังตั้งใจจะเอา ปลั๊กอินไฮบริด ก็ยังมีลังเลนิดหน่อย
ไม่ถึงกับปิดประตูตายแบบไม่ใช้รถไฮบริดอีก (ยอมรับในข้อดีของมันมากกว่า) อันนี้หมายถึง
เฉพาะไฮบริดของโตโยต้านะ ถ้าของฝั่งยุโรปโดยเฉพาะตราดาวที่ชื่อเสียงกระฉ่อน คงไม่กล้า
เข้าไปยุ่งเกี่ยวแน่
ที่เป็นห่วงคือ ราคาขายต่อที่ร่วงยังกับเศษเหล็ก ที่เป็นแบบนี้เพราะคนไทยส่วนใหญ่ใช้รถกัน
ยาวๆ เป็น10ปี กับค่าบำรุงรักษาที่แพงกว่ารถสันดาบทั่วๆไป ทำให้คนไทยฝังหัวกันเลยว่า
ไม่เอารถไฮบริด ก็ต้องรอเวลาให้อะไรๆ มันเข้าที่ลงตัวเหมาะสมกว่านี้.

ผมยอรับว่าลืมข้อดีของ hybrid ไปเกือบหมด ไม่เหมือนตอนแรก
ที่ hybrid เริ่มเข้ามาขาย ตอนนั้นได้รับข้อมูลข้อดีมากมาย กลัวแต่น้ำท่วม
ค่ายรถก็ทำให้เราเข้าใจว่าเรื่องน้ำท่วมไม่มีปัญหาได้สำเร็จ
แต่หลังจากนั้น ความเข้าใจก็เริ่มรางเลือนไป ยิ่งดูอันดับในตาราง
ก็ไม่รู้สึกว่ามันประหยัดไปกว่ารุ่นปกติเท่าไหร่ คำนวนดูแล้วไม่คุ้มเลย
บวกกับข่าวอะไหล่แพงโคตร ราคาขายต่อตก เป็นแบบนี้มาหลายปีจนทำให้เลิกสนใจ
hybrid ไปเลย แบบว่ามองไม่เห็นข้อดี
แต่พอมาใช้จริง ก็เริ่มนึกถึงข้อดีของมันที่เราหลงลืมไป มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่าง
ยิ่งนึกถึงสมัย 6-7 ปีโน้น ที่ผมไปขับ Prius อยู่ที่ญี่ปุ่น 3 วัน ขึ้นเขาลงห้วยอยู่แถบ
ภาคกลาง เขาเยอะมาก ช่องดูดตังเพียบ แต่น้ำมันแทบไม่ลด
ขนาดมีประสบการณ์มาก่อน แต่เจอข่าวลบๆ ทุกวันๆ เลยมอง hybrid ว่าไม่มีดีเลย
เป็นเรื่องตลกของตัวผมครับ

เป็นอย่างที่คุณ Dark Overlord บอกไว้ในต้นกระทู้เลยครับ ว่าขึ้นกับสภาวะการจราจรที่ใช้

รถที่บ้านผม ผมทำตารางการกินน้ำมันของทุกคันเองในทุกช่วงความเร็วลง excel
ของทางเว็บเป็นการขับความเร็ว 110 คงที่ ( ซึ่งบางคันพอเจอรถติดหนักๆ อัตราการกินน้ำมันด้อยลงไปเยอะ )
รถที่บ้านผม ส่วนใหญ่ขับติดๆในเมือง ความเร็วเฉลี่ยจากหน้าจอแทบทุกคัน อยู่ที่ประมาณ 18 กม/ชม ครับ (ห่างไกลจากมาตรฐานการทดลองของเว็บมาก)

ผมลองยกตัวอย่างที่บันทึกไว้มาให้ดู (ตอนวัดที่มีความเร็วเฉลี่ยเยอะๆได้ ก็วัดเอาตอนขับออกต่างจังหวัด) ปรับค่าความเพี้ยนการกินน้ำมันจาก on board computer แล้ว

ที่ความเร็วเฉลี่ย 18 กม/ชม (ส่วนใหญ่ที่บ้านขับในสภาวะนี้)
พรีอุส 15.36 กม/ลิตร, คันเดิม 4.73 กม/ลิตร (พรีอุสกินน้ำมัน 30.78%  ของคันเดิม)

ที่ความเร็วเฉลี่ย 30 กม/ชม
พรีอุส 16.98 กม/ลิตร, คันเดิม 6.47 กม/ลิตร (พรีอุสกินน้ำมัน 38.07% ของคันเดิม)

ที่ความเร็วเฉลี่ย 60 กม/ชม
พรีอุส 17.60 กม/ลิตร, คันเดิม 9.05 กม/ลิตร (พรีอุสกินน้ำมัน 51.43% ของคันเดิม)

ที่ความเร็วเฉลี่ย 80 กม/ชม
พรีอุส 18.26 กม/ลิตร, คันเดิม 10.22 กม/ลิตร (พรีอุสกินน้ำมัน 55.96% ของคันเดิม)

เห็นได้ว่า ยิ่งความเร็วเฉลี่ยยิ่งต่ำลง พรีอุสยิ่งประหยัดมากขึ้นเมื่อเทียบกับคันเดิม

หมายเหตุ
พรีอุส เจ้าของเดิมไปเปลี่ยนใส่ล้อขอบ 17 (เดิม15) เปลี่ยนยางเป็นหน้ากว้าง 215 (เดิม 195) เลยกินน้ำมันมากกว่าพรีอุสทั่วๆไป
รถคันเดิม อายุ 20 กว่าปี เทคโนโลยีสมัย 20 กว่าปีที่แล้ว เลยกินน้ำมันเช่นกัน

ออฟไลน์ XaNaX

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 396
    • อีเมล์
เรื่องประหยัดน้ำมันของคัมรี่ไฮบริดนี่ พูดไปใครก็ไม่เชื่อแต่จากที่ผู้ใช้ในนี้หลายๆท่านก็รู้สึกจะประหยัดน้ำมันกัน3-4เท่ากันเหมือนกันนะ

สมัยก่อนใช้2.4Q ค่าน้ำมันตกอาทิตย์ละพันกว่าบาท 

ตอนนี้ใช้camry HV2016 ใช้จากบ้านไปทำงานกลางกรุง ตอนนี้เติมน้ำมันเดือนละครั้ง ประหยัดสุดๆ

อีกเรื่องก็คือช่วงล่างนุ่มถูกใจ คันต่อไปถ้ายังออฟชั่นจัดเต็มและราคาไม่แรงเหมือนเดิมและถ้าไม่โดดไปเล่นยุโรปซะก่อนก็น่าจะคัมรี่ไฮบริดเหมือนเดิมนี่แหละ

ออฟไลน์ SZG

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 114
    • อีเมล์
เลือกรถที่อยากได้ดีกว่าครับ จะได้ไม่ต้องมานั่งมองคนอื่นขับ

สมมุติว่าเป็น Hybrid ญี่ปุ่น รถอายุเกิน 5 ปี ก็คงผ่อนหมดแล้ว สมมุติว่าต้องซ่อมซัก 2 แสน ก็ไม่เห็นจะน่าหนักใจ เพราะถูกกว่าตอนผ่อนรถตกปีละ 3 แสน+ อยู่แล้ว

ยิ่งถ้าเราซื้อรถที่ราคาเหมะสมกับรายได้ ตอนนี้ก็น่าจะรายได้ต่อเดือนอย่างน้อย 1.5 แสน อีก 5 ปี ก็คงเกิน 2 แสนแล้วมั้งครับ ไม่มีอะไรน่าห่วงกับเงินบำรุงรักษา เผลอๆจะได้เปลี่ยนก่อนเสียเงินซ่อมซะอีก

ออฟไลน์ OXYGEN2

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,062
    • เครื่องปั่น
    • อีเมล์
คันต่อไปผมขอไฟฟ้าล้วนครับ อีก 10 ปีคงมีขายในไทยแล้ว
2013 - Subaru Legacy 2.5GT
2016 - Subaru Forester 2.0i-P
2017 - Mercedes-Benz C300 Cabriolet
2017 - Volvo S90 D4
2019 - Toyota Alphard 2.5SC

My website~ :) ;) :D 8)

ออฟไลน์ Terng

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,651
ผมส่วนตัวไม่ได้แอนตี้ Hybrid นะครับ
แต่ที่คันหน้า "คง" ยังไม่ใช่ไฮบริด น่าจะมาจาก 2 ข้อหลัก
1. ราคาแบตเตอรี่ ที่"ได้ยิน"มาว่ายังสูงอยู่
2. ไม่มี Engine Break (อันนี้อ่านตามรีวิวมา ไม่เคยลองเอง) เป็นคนเดินทางขึ้นลงเขาบ่อยครับ ถ้าไม่มีนี่หวิวๆเลย

พรีอุสแบตลูกละประมาณ 74000 ถ้าถามมาแล้วจำไม่ผิดนะครับ (ญาติมีเปลี่ยนไปคันนึง ในประกัน) ส่วน Engine Break ใช้เกียร์ B ครับ ผมขับขึ้นลงอ่างขางด้วยพรีอุสมาแล้ว สบายมากๆ แถมตอนลงนี่ แบตเต็มขีดทุกเม็ดเลย (ปกติมันจะชาร์จไม่เต็ม จะเหลือไว้ 1-2 เม็ด)

เหมือนเคยได้ยินในรายการวิทยุของพี่จิมมี่นะครับว่ารถ Hybrid วิ่งลงเขาแล้วเก็บแบตจนเต็มไปเรื่อยๆจะไม่ค่อยดี
ไม่ชัวร์ว่าจำผิดหรือเปล่านะครับ ยังไงถ้ามีโอกาศขับขึ้นเขาคราวหน้าลองศึกษาดูก่อนนะครับ เด่วจะเสียเอา  :-X

ใช่ครับ ถ้าให้มันล้นปรี่บ่อยๆไม่ค่อยดีถ้าจำไม่ผิดเพราะว่าเหมือนกระแสโหลดจะมากเกินครับ จะไปลดทอนปริมาณประจุที่เก็บได้ลงไป คล้ายๆกรณีมือถือที่เสียบชาร์จให้มันเต็มค้างไว้บ่อยๆนานๆ แต่กรณีที่ผมต้องใช้ B ลงเขาเพราะไปอ่างขางครับ ทางค่อนข้างชัน ถ้าไม่ใช้ B ช่วยเวลาเรายกเท้าจากเบรคปั๊บ มันจะไหลเร็วเกินไปครับ ก็เลยใช้ B ช่วยดูดอีกแรง แต่ถ้าเป็นทางขึ้นลงเขาลูกอื่น ขับแบบธรรมดาได้เลยครับ รถไฮบริด แค่ยกเท้าจากคันเร่งหรือเบรค มันก็จะปั่นไฟกลับแล้ว จะหน่วงกว่ารถปกตินิดหน่อย การใส่ B ก็เพื่อช่วยเพิ่มแรงหน่วงตรงนั้นให้มากขึ้นครับ ดังนั้นการเอาขึ้นเขาลงเขา อย่างเขาใหญ่ ไม่ใช่ปัญหาเลยครับ ขับได้ตามปกติเหมือนในเมือง (แต่ถ้าพวกรถเบนซิน อาจจะต้องมีเชนจ์เกียร์ต่ำบ้างตอนลงเขาบางจุด)

ถ้าใช้เกียร์ B เป็น บริหารจำนวนไฟฟ้าในแบตดีๆ จะสามารถขับเร็วมากๆแล้วยังประหยัดมากๆได้อยู่ครับ เทคนิคที่ผมใช้คือ จะค่อยๆไล่ความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ พอลอยลำแล้วก็จะแตะส่งเบาๆ เครื่อง+มอเตอร์จะทำงานนิดหน่อยเพื่อประคองกำลัง จังหวะที่ต้องชะลอ เช่นจะขึ้นสะพาน หรือมีรถไกลๆเราเริ่มเบรค ผมก็จะเปลี่ยนลง B เอาไฟกลับเข้าแบต พอถึงช่วงเราจะกลับมาเร่งใหม่ ก็แตะส่งเบาๆ ให้มอเตอร์ค่อยๆทำงานส่งความเร็วกลับไปที่เดิม แล้วเลี้ยงไว้ครับ ขับแบบนี้ทางไกลผมทำได้ประมาณ 18-20 โลลิตร โดยใช้ความเร็วช่วงลอยลำประมาณ 120-130 นิดหน่อย
=====================
รถที่ใช้เป็นประจำ
2009 Toyota Corolla Altis 1.6G
2011 Toyota Prius TRD
2015 Ford Ranger T6 XLT Open Cab 2.2 MT
2018 Toyota CHR HV Mid
=====================

ออฟไลน์ 6162002

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5,087
ผมส่วนตัวไม่ได้แอนตี้ Hybrid นะครับ
แต่ที่คันหน้า "คง" ยังไม่ใช่ไฮบริด น่าจะมาจาก 2 ข้อหลัก
1. ราคาแบตเตอรี่ ที่"ได้ยิน"มาว่ายังสูงอยู่
2. ไม่มี Engine Break (อันนี้อ่านตามรีวิวมา ไม่เคยลองเอง) เป็นคนเดินทางขึ้นลงเขาบ่อยครับ ถ้าไม่มีนี่หวิวๆเลย

พรีอุสแบตลูกละประมาณ 74000 ถ้าถามมาแล้วจำไม่ผิดนะครับ (ญาติมีเปลี่ยนไปคันนึง ในประกัน) ส่วน Engine Break ใช้เกียร์ B ครับ ผมขับขึ้นลงอ่างขางด้วยพรีอุสมาแล้ว สบายมากๆ แถมตอนลงนี่ แบตเต็มขีดทุกเม็ดเลย (ปกติมันจะชาร์จไม่เต็ม จะเหลือไว้ 1-2 เม็ด)

เหมือนเคยได้ยินในรายการวิทยุของพี่จิมมี่นะครับว่ารถ Hybrid วิ่งลงเขาแล้วเก็บแบตจนเต็มไปเรื่อยๆจะไม่ค่อยดี
ไม่ชัวร์ว่าจำผิดหรือเปล่านะครับ ยังไงถ้ามีโอกาศขับขึ้นเขาคราวหน้าลองศึกษาดูก่อนนะครับ เด่วจะเสียเอา  :-X

ใช่ครับ ถ้าให้มันล้นปรี่บ่อยๆไม่ค่อยดีถ้าจำไม่ผิดเพราะว่าเหมือนกระแสโหลดจะมากเกินครับ จะไปลดทอนปริมาณประจุที่เก็บได้ลงไป คล้ายๆกรณีมือถือที่เสียบชาร์จให้มันเต็มค้างไว้บ่อยๆนานๆ แต่กรณีที่ผมต้องใช้ B ลงเขาเพราะไปอ่างขางครับ ทางค่อนข้างชัน ถ้าไม่ใช้ B ช่วยเวลาเรายกเท้าจากเบรคปั๊บ มันจะไหลเร็วเกินไปครับ ก็เลยใช้ B ช่วยดูดอีกแรง แต่ถ้าเป็นทางขึ้นลงเขาลูกอื่น ขับแบบธรรมดาได้เลยครับ รถไฮบริด แค่ยกเท้าจากคันเร่งหรือเบรค มันก็จะปั่นไฟกลับแล้ว จะหน่วงกว่ารถปกตินิดหน่อย การใส่ B ก็เพื่อช่วยเพิ่มแรงหน่วงตรงนั้นให้มากขึ้นครับ ดังนั้นการเอาขึ้นเขาลงเขา อย่างเขาใหญ่ ไม่ใช่ปัญหาเลยครับ ขับได้ตามปกติเหมือนในเมือง (แต่ถ้าพวกรถเบนซิน อาจจะต้องมีเชนจ์เกียร์ต่ำบ้างตอนลงเขาบางจุด)

ถ้าใช้เกียร์ B เป็น บริหารจำนวนไฟฟ้าในแบตดีๆ จะสามารถขับเร็วมากๆแล้วยังประหยัดมากๆได้อยู่ครับ เทคนิคที่ผมใช้คือ จะค่อยๆไล่ความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ พอลอยลำแล้วก็จะแตะส่งเบาๆ เครื่อง+มอเตอร์จะทำงานนิดหน่อยเพื่อประคองกำลัง จังหวะที่ต้องชะลอ เช่นจะขึ้นสะพาน หรือมีรถไกลๆเราเริ่มเบรค ผมก็จะเปลี่ยนลง B เอาไฟกลับเข้าแบต พอถึงช่วงเราจะกลับมาเร่งใหม่ ก็แตะส่งเบาๆ ให้มอเตอร์ค่อยๆทำงานส่งความเร็วกลับไปที่เดิม แล้วเลี้ยงไว้ครับ ขับแบบนี้ทางไกลผมทำได้ประมาณ 18-20 โลลิตร โดยใช้ความเร็วช่วงลอยลำประมาณ 120-130 นิดหน่อย

แบตเตอร์รี่ เฉพาะแค่มือถือ ตั้งแต่ปี 2000กลางๆ ก็มีระบบตัดไฟเมื่อแบตเต็มหมดแล้วครับ  มือถือ โน้ตบุ๊ค ปัจจุบัน พอแบตเต็มมันก็เลิกชาร์จหมดแล้ว กระแสจะถูก by pass ไปเลย (จับดูก็รู้ครับ ถ้ากระแสเข้าตลอด มันต้องร้อน) โน้ตบุ๊คยิ่งดูง่าย ถ้าแบตอยู่ประมาณ 96-99% เสียบปลั๊กไป มันไม่ชาร์จด้วยซ้ำ (95ลงมา ถึงชาร์จ)

เพราะงั้นไม่ต้องไปกลัวมัน โอเวอร์โหลดหรอกครับ  ถ้ารถมันออกแบบแย่ขนาดนั้น  มันโอเวอร์โหลดตั้งแต่ เวลาขับรถแล้วไดชาร์จ ชาร์จเข้าแบตแล้ว  (อย่าลืมว่า กระแสที่ปั่นตอนลงเขา  สู้ตอนที่เร่งเครื่องไม่ได้ด้วยซ้ำ)

แบตมันเสื่อมเพราะความร้อนครับ   (อยู่ในที่ร้อน  หรือการชาร์จก็ทำให้ร้อน)

และพวกความรู้ที่ "เขาว่ากัน" โดยส่วนใหญ่  "มั่ว" ครับ  (รู้ครึ่งๆกลางๆ หรือบางทีก็ใช้ความรู้สึกตอบเอา)


แต่ส่วนตัวผม ถ้าไฮบริดราคาโอเค ผมก็เอานะครับ (อย่างเช่น X-Trail รุ่นปกติ กับไฮบริด ไม่ต่างกันมาก  แบบนี้ผมว่าน่าสนครับ)

ออฟไลน์ SM.

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 21,745
ผมไม่ได้ anti นะ แต่ผมห่วงเรื่อง คชจ ถ้าเกิดต้องซ่อมแซมอะไรขึ้นมา ฉะนั้นเลยเลือกที่จะเลี่ยงครับ

ออฟไลน์ O_o"

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 8,821
รอเทคโนโลยี​แบตเตอรี่​ และมอเตอร์​ไฟฟ้า
 พัฒนา​ไปกว่านี้อีกหน่อยครับ เช่นขนาดที่ลดลง ความจุมากขึ้น ใช้โหมด ขับด้วยไฟฟ้าล้วนๆได้ไกลขึ้น ลดการใช้เครื่องยนต์​ให้น้อยลง ซึ่งคิดว่าคงอีกไม่นานนี้

ออฟไลน์ Dark Overlord

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 4,808
  • Hail to the darkside
ผมไม่ได้ anti นะ แต่ผมห่วงเรื่อง คชจ ถ้าเกิดต้องซ่อมแซมอะไรขึ้นมา ฉะนั้นเลยเลือกที่จะเลี่ยงครับ

เห็นด้วยครับ การเลือก Hybrid ดูเหมือนความเสี่ยงที่ต้องระแวง
มีทั้งดีและไม่ดีจริงๆ

ออฟไลน์ Terng

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,651
แบตเตอร์รี่ เฉพาะแค่มือถือ ตั้งแต่ปี 2000กลางๆ ก็มีระบบตัดไฟเมื่อแบตเต็มหมดแล้วครับ  มือถือ โน้ตบุ๊ค ปัจจุบัน พอแบตเต็มมันก็เลิกชาร์จหมดแล้ว กระแสจะถูก by pass ไปเลย (จับดูก็รู้ครับ ถ้ากระแสเข้าตลอด มันต้องร้อน) โน้ตบุ๊คยิ่งดูง่าย ถ้าแบตอยู่ประมาณ 96-99% เสียบปลั๊กไป มันไม่ชาร์จด้วยซ้ำ (95ลงมา ถึงชาร์จ)

เพราะงั้นไม่ต้องไปกลัวมัน โอเวอร์โหลดหรอกครับ  ถ้ารถมันออกแบบแย่ขนาดนั้น  มันโอเวอร์โหลดตั้งแต่ เวลาขับรถแล้วไดชาร์จ ชาร์จเข้าแบตแล้ว  (อย่าลืมว่า กระแสที่ปั่นตอนลงเขา  สู้ตอนที่เร่งเครื่องไม่ได้ด้วยซ้ำ)

แบตมันเสื่อมเพราะความร้อนครับ   (อยู่ในที่ร้อน  หรือการชาร์จก็ทำให้ร้อน)

และพวกความรู้ที่ "เขาว่ากัน" โดยส่วนใหญ่  "มั่ว" ครับ  (รู้ครึ่งๆกลางๆ หรือบางทีก็ใช้ความรู้สึกตอบเอา)


แต่ส่วนตัวผม ถ้าไฮบริดราคาโอเค ผมก็เอานะครับ (อย่างเช่น X-Trail รุ่นปกติ กับไฮบริด ไม่ต่างกันมาก  แบบนี้ผมว่าน่าสนครับ)

ออ ถ้าเป็นแบบนี้ก็ดีเลยครับ ผมเองก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่ที่แน่ๆคือ พรีอุสมันจะไม่ชาร์จเต็มทั้งก้อนเสมอครับ อย่างเช่นสมมติถ้ามี 100 % มันจะชาร์ตไปแค่ 8-90 %ก็จะหยุดแล้วจ่ายไฟมาขับใช้ลงมาจนเหลือ 20-30 % แล้วเริ่มชาร์จใหม่ วนไปแบบนี้ครับเวลาขับบนพื้นราบนะ เคยลองเล่นแบบ ขับมาจนมันเกือบๆ 80  % แล้ว แล้วลองเบรคแรงๆ ดูดเข้าแบตให้หมด ก็รู้สึกว่าจะได้อย่างมากก็แค่ 90%ครับ ไม่เต็มดี แล้วรถจะหมดความเร็วก่อน เหมือนออกแบบไว้แล้วว่า ขับแบบปกติ ยังไงก็ชาร์จไม่เกินนี้แน่

แต่ที่เคยเจอว่ามันชาร์ตเต็มก็มีกรณีเดียวครับ คือขึ้นดอยอ่างขางแล้วตอนขาลงน่ะครับ ใส่ B ช่วยชะลอไม่ให้หลุดโค้ง แล้วกดเบรคปล่อยๆเบรคๆ ลงมาจนจะถึงตีนเขา แบตเต็มปรี่ทั้ง 10 เม็ดเลยครับ น่าจะเพราะมันเปลี่ยนพลังงานจลย์มาเป็นประจุไฟฟ้าได้มากกว่าการขับบนพื้นราบ เลยทำให้ชาร์จได้เต็ม แต่ส่วนมันตัดหรือเปล่าผมไม่รู้เหมือนกัน ดูไม่เป็น แต่ถ้าอย่างที่คุณบอก เดาว่าน่าจะตัดครับ
=====================
รถที่ใช้เป็นประจำ
2009 Toyota Corolla Altis 1.6G
2011 Toyota Prius TRD
2015 Ford Ranger T6 XLT Open Cab 2.2 MT
2018 Toyota CHR HV Mid
=====================

ออฟไลน์ madboy

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2,691
    • อีเมล์
ถ้ามีโอกาศและจังหวะเหมาะ ก็คงจัดมาต่อครับ

แต่แอบอยากได้ note e-power  ;D

ผมก็เพิ่งเข้าใจว่าทำไม Note e-power ถึงได้พลิกยอดขาย
ในญี่ปุ่นได้โดดเด่นมาก

ปล รถหน้าไม่สวย บางทีของแต่งก็ช่วยให้สวยได้

Nismo ช่วยได้ฮ๊ะ  ;D

ออฟไลน์ TCP

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 587
กระทู้นี้ ต้องเซฟ