ผู้เขียน หัวข้อ: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT  (อ่าน 95969 ครั้ง)

ออฟไลน์ the kit

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,118
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #60 เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2020, 12:51:37 »
เดือนที่แล้วได้ “ย้อนวันวาน” ในเรื่องชีวิตส่วนตัว
เดือนนี้ขอย้อนวันวานในเรื่องรถ ตั้งแต่ ม.2 ขึ้นมา โดย “คัดเฉพาะ” ที่ผมประทับใจ

สมัยก่อนผมชอบแต่งรถมากกกกกก  และผมเชื่อว่าหลายคนในที่นี้ ต้องเคยเปลี่ยนท่อ, เปลี่ยนล้อ, แต่งเครื่อง และอื่นๆ อาจจะเพื่อความสวยงาม หรือเพื่อความแรง ก็ตามแต่.. :)

จาก "ปสก.ตรง" เมื่อครั้งยัง "ละอ่อน"
ที่ไหน “เขาว่า” แรง เขาว่าดี ผมก็ "เฮ" ไปกับเขาด้วย
ไอ้ "เขาว่า" มันมาในหลายรูปแบบ เช่น หนังสือรถ, เพื่อน, เพื่อนของเพื่อน, ลอยมาตามลม หรือแม้แต่ "สูตรผีบอก" ก็ตาม
รถที่ผมประทับใจ จากจำนวน “สิบกว่าคัน” ที่เป็นเจ้าของและรวมถึงใช้อยู่ตอนนี้
 
ตอนนั้น สมัยนั้น รถคันแรกที่ได้มาเลย คือ
Subaru 1800 GFT-5 Coupe คันนี้เป็นรถส่วนตัวของผม เป็นรถคันแรกเลยที่ผมได้มา เป็นรถใหม่ป้ายแดงต่อจาก “คุณพ่อ”
ซึ่งพ่อผมได้ใช้ไปแล้ว สองหมื่นกว่าโล
ยังเด็กอยู่เลย ใบขับขี่ก็ไม่มี แต่ขับ "Coupe" 2 ประตูแล้วนะ... 8)

รถแรง ขับมัน ภายในล้ำกว่าเพื่อนร่วมรุ่นในยุคนั้นเลยนะ ในยุคนั้น ในรถ Class เดียวกันหรือใหญ่กว่าหน่อย ผมยังไม่เคยเจอคันไหน มาสวนคันนี้ได้เลยนะ!!
การขับในตอนนั้น น่าจะอารมณ์เดียวกับ "กระบะบ้าพลัง" ในตอนนี้
ยังเด็กมาก ยังไม่รู้ว่าอะไร คือ "อันตราย"
ยางติดรถ ขอบ13" ทนความเร็วได้เท่าไรก็ไม่รู้  เรือนไมล์สูงสุด 180 ตามกฎหมายญี่ปุ่น เพราะคันนี้ "Made in Japan" แท้ๆ
แต่ลากสุด 4 ส่ง 5 ก็ "ร้อยแปด" แล้วนะ 
คันนี้วิ่งได้ทะลุไมล์  วิ่งจริงๆ
อ่อ คันนี้ เกียร์เดินหน้า 5 Speed ถือว่าเป็น "ตัวจี๊ด" และทันสมัยของยุคนั้นๆ เลยนะ!!

ข้อเสีย ของคันนี้ คือ  ล้อแต่งหายากกว่าใครเขาเพื่อน เพราะ “รูพิศดาร” มัน 4รู 120 หรือไงนี่แหละ  แต่ถึงมีเปลี่ยน ก็ใช่ว่าจะมีตังค์เปลี่ยนนะ!!
คันนี้เดิมๆ ทั้งคัน ยกเว้นเครื่องเสียง กว่าจะเก็บ “ค่าขนม” ใส่ได้ ก็นานพอดู
Front Pioneer รุ่นเล็ก + 6X9 ของ Pioneer อีก 1 คู่ จบ
ท่อเดิมมันเงียบ แต่เสียง “Boxer” มันเร้าใจมาก แต่ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า มัน คือ ลักษณะของเสียงเครื่อง  นึกแต่ว่ามันสะดุด 
แต่เร่ง “ติดตีน” ชะมัด  ตอนนั้นผมอยากให้ท่อมันดังอีกหน่อย แต่ตังค์ก็ไม่มี บังเอิญไปเล่นที่ร้าน “คนเคยเป็นเพื่อน” ที่เป็นร้านท่อไอเสีย
และ “เหลือบ” ไปเห็น  ปลายท่อของรถบัสที่เขาทิ้ง มันเหลืออยู่  เลยให้ช่างที่ร้านมัน “แปลง” ใส่ให้

ก่อนใส่ มีแต่คนห้าม ว่า "มันใหญ่ไป" เดี๋ยวมันจะตลก เดี๋ยวมันจะทุเรศ เดี๋ยวมันจะเสียรถนะ เพราะปลายท่อเดิมติดรถ น่าจะแค่ 1 ½” แค่นั้น
 แต่ปลายท่อรถบัส น่าจะ 3” ไม่ขาด แต่อาจจะเกินนิดหน่อย!!
แต่ผมจะใส่!! ทำไปผมจะใส่!!
พอใส่เสร็จ “ส่ายหัว” กันเป็นแถว  แต่ผมชอบ!!!

เสียงมันแตกและห้าวมากกว่าเดิมเยอะ แต่ในเก๋งยังเงียบเหมือนเดิม
ก็แหง๋ล่ะ มันเปลี่ยนแค่ปลายท่อนี่หน่า!!
ใส่แล้ว รถไม่ได้วิ่งมากกว่าเดิม แต่ใจรู้สึกเองว่า “มันเจ๋ง”
ไม่รู้ว่า HKS แอบมาเห็นรถผมแล้ว นำเอาไปเป็นต้นแบบ Super Drager หรือเปล่านะ!!!

คันที่สอง คือ Isuzu มังกรทอง 90HP ปี1990 หรือ 91 โดยประมาณ คันนี้แต่งเยอะมากกกกกก
ล้อติดรถมาเป็น ยางหนาขอบ 14 ยางบรรทุก ก็อย่างว่ามันเป็นรถกระบะ มันก็ต้องเป็นแบบนั้น
คันนี้ออกจากศูนย์ปุ๊ป ก็วิ่งไปหาร้านแม็กร้านยางทันที
เลือกลายเอง หกก้านยี่ห้ออะไรจำไม่ได้ ขอบ15x8.5 Offลึกๆ ยาง 205/50-15 Pirelli P7 มันก็จะดึงแก้มยางป่องๆ แบบโดนัท
ต้องเติมลมยางแข็งๆ ไม่งั้นเดี๋ยวมัน "ซึม" ปัจจุบันนี้ เขาเรียกว่า "Flush Style" ใช่หรือเปล่า ไม่แน่ใจ
ล้อยื่นออกนอกตัวถังประมาณ 2” เห็นจะได้ จับโหลดทันที!! ด้านหน้า 4” หลัง 6” ในวันแรกและครั้งแรก
กลับถึงบ้าน โดน “สวด” ยับ  แถม "คนรถ" ที่ๆ บ้านให้ไปออกรถด้วยก็โดนไม่เหลือ!!!

จากนั้นมาคันนี้ก็ค่อยๆ “สาละวันเตี้ยลง”
เตี้ยจนมันเตี้ยไม่ได้ แต่ด้วย “ใจเกินร้อย”
มันเลยต้อง “เว้าแชสซีย์” ตัดเข้าไปครึ่งของความหนาแชสซีย์เลย แล้ว “ดาม” เพิ่ม ให้แข็งแรง
โหลดจนไม่รู้เลยว่า กดไปกี่นิ้ว!! รู้แต่เพียงว่า หูแหนบห่างจากพื้นแค่กล่องฟิลม์แนวนอน

เตี้ยขนาดที่ว่า ตกหลุมนิดหน่อย หัวเพลาหลังมากระแทกกับพื้นกระบะหลังเลยทีเดียว!!
วิธีแก้ เสียงดัง "แคร้ง" ที่มันกระแทก  รองเท้าแตะสีเหลือง ต้อง "สีเหลือง" ด้วยนะ มันแนวดี
ถอดหูออก แล้วทากาวยางปิดบนหัวเพลาซะ แค่นี้ก็เงียบ!!
แต่ถึงยังไงมันก็กระแทกจนพื้นกระบะมัน "ดุ้ง" ขึ้นมาอยู่ดีนะ  8)
มีครั้งนึง "ยางรั่ว" จะเอายางอะไหล่จากท้ายกระบะออกมาเปลี่ยน
เออ...  เอายางลงได้  แต่ดึงออกจากด้านท้ายไม่ได้ เพราะมันเตี้ยไป  ;D ;D ;D ;D
สมัยนั้นยังไม่มี “ถุง” นะ   สดอย่างเดียว  จะมีทันสมัยหน่อยก็ “Hydrolic” แต่แพงเหลือเกิน...

ล้อคันนี้ เปลี่ยนไปมาหลายแบบหลายแนว เกิน 10 ชุด!!
ชุดสุดท้าย ก่อนขายคันนี้ไปเป็น Lorinser RSK II แท้ + Yokohama AVS 215/45-17
โคตรแพงในสมัยนั้น
สมัยนั้นภายใน เขานิยม “ครีม” เขาว่าหรูแบบ “เบนซ์”
แต่ผมนั่งรถเพื่อนแล้วรู้สึกว่ามัน “สะท้อนแดดแล้วแยงตา” เลยไม่เอา
พวงมาลัย Benetton 4 สี หัวเกียร์ “ลูกสนุ๊ก”  กระจกมองหลังยาวเต็มกระจกหน้า 5 ช่องหรือ 7 ช่องนี่แหละ
ถ้าไฟหน้าคันหลังสูงหน่อย  รถเราสว่าง แ_งทั้งคัน!!
เครื่องเสียงพอควร Front Alpine 7611 คู่หน้า MB Quart 6” แยกชิ้น + Sub Boston 10” 1คู่
Amp อะไรจำไม่ได้ 2 ตัว  ส่วน CD changer ไม่ได้ใส่ เพราะ “โคตรแพง” และทนสะเทือนไม่ค่อยได้

อ่านหนังสือรถมา อยากแรงต้อง "ยัดหอย"
เรื่องร้านก็ "เดา" เอา จากหน้าโฆษณา เลือกที่มันไม่ไกล จากบ้านที่กรุงเทพนัก เพราะ "กลัวหลง" 
จิ้มเลย เอาร้านนี้แหละ!!!

ความแรงของเครื่องเดิม จับยัด Turbo Nissan Z18 boost แค่ 7psi + แต่งปั้มช่วย
เกจ์วัดบูสถ์ดีๆ ที่ร้านมีขาย แต่ผม "งบหมด"
ก็เลยต้อง "ดัดแปลง" เอาเกจ์วัดลมของถังแก๊สเชื่อม เลือกเอาแบบที่ "PSI" น้อยสุดมาใช้
ถ้าจำไม่ผิด มัน 30 หรือ 50 psi นี่แหละ
แต่รถผม บูสถ์สูงสุดแค่ 7psi มันเลย "กระดิก" นิดๆ ให้จิตใจกระชุ่มกระชวย ก็ดีใจแล้ว

ตอนติด Turbo ทางร้านถามว่าใส่ “พักกลาง” ด้วยไหม?
ด้วยความที่กลัวมันดังมาก เลยขอพักกลาง+ท่อออกท้าย
พอติดตั้งเสร็จ เอาออกมาลองวิ่ง รู้สึกได้ว่ามันวิ่งดีกว่าเดิม  แต่เงียบไป ไม่ถูกใจวัยรุ่น เลยต้องแก้ใหม่

แต่ร้านบอกว่า ถ้าจะเดินท่อใหม่ต้องคิดเงินเพิ่ม!!
เลยถามกลับว่า มีแบบไหนที่ไม่ต้องจ่ายเพิ่มไหม? ตังค์หมดแล้ว!!
ร้านบอกว่า ตัดตั้งแต่พักกลางทิ้งเลย ไม่มีค่าใช้จ่าย!!  เอาไหม??
เอาซิ จัดไป อย่า! ไปรอ  ตอนนั้นไม่สนแล้วว่ามันจะดังอะไร ยังไง
ขอให้มันดังอีก จะถูกใจมาก!!

สมใจอยาก!! แค่ start “เสียงหอย” ก็ร้อง "ครวญคราง" เร่งเบาๆ แ_ง ดังยังกับรถ GMC ทหาร
แต่ยอมรับเลยวิ่งมาก  วิ่งมากๆ  ลืมบอกไปว่า ราคา Turbo ทั้งชุดรวมติดตั้ง รวมท่อ 10,000 บาทถ้วน ในสมัยนั้น

ขนาดท่อไอเสีย 2 1/2” เหล็กล้วน ตัดสั้นแล้ว ออกหน้าเพลา กดลงพื้น
เวลาวิ่งทางฝุ่น ยังกับ “ยานอวกาศ” Landing พื้นโลก!!

คันนี้ "ต้องตา" แมวมองจากหนังสือรถเลยได้ "ฉายรูป" ลงเล่มกับเขาด้วยเหมือนกัน..


คันที่สาม ที่ประทับใจในตอนนั้น
ช่วงนี้หาเงินเองได้แล้ว และ “บ้าแต่งรถ” มากกกกกกก
Honda Civic ตาโต 1.6 VTEC เกียร์ธรรมดา
คันนี้ก็เช่นกัน ออกจากศูนย์เสร็จ ก็วิ่งหาร้านแม็ก
เริ่มต้นด้วย ALPINA "ก็อป" เลยจ้า 205/40-17 "โยโกะ ทาคาโน่" 510
ด้วย “ประสบการณ์” โหลดมากพอควร แต่กำลังด้าน “ทุนทรัพย์” ยังไม่มากพอ
เลยนำช็อคอัพเดิม นำมาทำเป็นสตรัทปรับเกลียว โดยให้ “คนเคยเป็นเพื่อน” ที่เป็นลูกร้านท่อไอเสีย
ช่วยทำให้ โดยที่ผมเป็น “คนคุมงาน”
ช็อคอัพ “ไม่มีการตัด” มาอัดน้ำมันใหม่โดยเด็ดขาด เพราะ “ลองโง่” มาแล้ว
ที่ไหนว่าแน่ ลองมาหมด ไม่ทนซักราย
สปริงก็เช่นกัน ไม่มีการตัด แล้วมาขดใหม่โดยเด็ดขาด แข็งและไม่ทน  ค่า K เสียไปตั้งแต่โดนความร้อนแล้ว
ช็อคอัพของรุ่นนี้ดี ผมสามารถเลื่อนถาดมาได้ต่ำมาก จึงสามารถทำให้รถเตี้ย แต่ยังคงนิ่ม
ต้องขอยืมสโลแกนของร้านโหลดประจำของผม “เตี้ย นิ่ม สวย”
 
ล้อคันนี้ก็เปลี่ยนไปมาเป็น สิบกว่าชุด เช่นกัน
ชุดสุดท้าย ก่อนขายไป คือ BBS RS ก็อป ขอบสองชั้น  ล้อหลังโหลดถึงขอบแม็ก  ด้านหน้าโหลดอมยางหน่อยๆ
ด้วยขอบมันลึก ทำให้ “ยัดไม่เข้า”  ถ้าใส่ก็โหลดไม่ได้
บ้าไม่บ้า คิดดู  ตัดขายึดปีกนกบนให้สั้น เชื่อมแล้วดามเพิ่ม เพื่อให้มัน “แบะ” เพื่อยัดล้อชุดนี้เข้าไปได้!!

เครื่องเสียงคันนี้ จัดเต็มมาก ชุดใหญ่พอควรเลย Front Pioneer รุ่นใหญ่ ตระกูล 8
ลำโพงหน้า-หลัง MB Quart 6 ½” ผ่าน Power Amp Denon
ซับ 12” JBL 1000GTi ขับด้วย Kenwood 1023
ปรุงแต่งรสด้วย Pre Zapco SXSL  กระหึ่มสุดติ่ง

สมัยนั้น อู่ทำฮอนด้าดังๆ มีเยอะนะ ไม่ว่าจะแถวลาดพร้าวร้อยกว่า หรือหลัง ABAC ราม
ผมเคยคิดจะ “ติดหอย” แต่รู้สึกว่า มัน “หลายอัฐ” มากไปหน่อย แถมยังต้องทำอีกเยอะพอควร มันจึงจะวิ่งได้ดีและวิ่งได้ทน
และผมยังต้องเดินทาง ไป-กลับ "บ้านนอก" ค่อนข้างบ่อย  ผมจึงล้มเลิกความคิดนี้ไป
ผมจึงให้ร้านดัง ย่านพัฒนาการ  ทำขัดลื่น ขัดพอร์ต เจียแคม สูตรของทางร้าน
ใส่ Header ของ Spoon ท่อใหม่ใหญ่กว่าเดิมอีกนิดๆ พร้อมพักปลาย HKS Super Drager
วิ่งขึ้น ลื่นขึ้น แต่รอบต้นๆ เหมือนแรงไม่ค่อยมี  แต่ถ้ารอบสูงแล้ว “จี๊ด” กว่าเดิมเยอะ
“TEC เปิด โลกเปลี่ยน”
Civic นี้ก็ "ต้องตา" แมวมองอีกคัน ได้ลงหนังสือแต่งรถชื่อดังในตอนนั้น และเขาขอให้ไปจอดโชว์ที่หน้าสถานบันเทิงแถวรัชดา
ให้ "หนึ่งเมา" สำหรับสี่คน แถมได้ "Black" มาอีกขวด!!

ช่วงที่อยู่ “กรุงเทพ”
ขับแต่รถยนต์ มันเบื่อ  จะซื้อมอไซค์ ที่บ้านก็ห้าม ถ้ารู้ “โดนด่า” แน่นอน
แต่มันอยากได้ ทำไง??  แอบซื้อซิคร้าบ
VFR400RR  NC30 เป็นรถมือสองจากญี่ปุ่น เป็นมือหนึ่งในไทย จำได้ว่า ซื้อมา “แปดหมื่น” พร้อมทะเบียน
เอามาไว้ขี่เล่นตอนค่ำคืน  คิดว่าตัวเองเป็น “อาหลาง”
คันนี้แต่งไปนิดหน่อย แค่เปลี่ยนปลายท่อเป็นของ Moriwaki Mark II
ขี่สนุก รอบจี๊ แต่ถ้าติดไฟแดงก็ “โคตรร้อน” และถ้าขี่นาน เมื่อยข้อมือ เมื่อยคอ ปวดหลังพอควร
ขนาดตอนนั้นยังหนุ่มๆ นะเนี่ย  ถ้าเป็นตอนนี้คงขี่ได้ ไม่กี่สิบโล ลงมาอาจจะเดินไม่ได้!!
 
คันสุดท้ายที่ประทับใจ
หาเงินได้ ช่องทางดี กำไรเยอะ
“ขุนแผนเยอรมัน” คือ คำตอบที่ดีที่สุด ในตอนนั้น
MB C220 Elegance สี Silver ประกอบนอก ป้ายแดง  สั่ง Option เอง
ตอนไปจอง ได้เจอกับ “นางเอกดัง” ที่เคยแสดง “รองต๊ะ แล่ปแปล๊บ”  เธอสวยจริงๆ 
ไอ้เราก็ “จะหรู” แล้ว
มี Rolex "สองกษัตริย์" Boysize ใส่,
เสื้อ Ralph Lauren POLO + Armani Jean + Salvatore Ferragamo Shoes แล้วนะ
เหลือแต่ MB ที่สั่งยังไม่มา  แต่สนใจจะนั่ง C220 กับผมไหมน้อ????

แต่พอเหลือบไปเห็น แฟนเธอที่เป็น “ญ ข้ามเพศ” ขับ W140 S500 Coupe เท่านั้น
“ความหวัง หมาน้อย” เป็นอัน จบข่าว!!  ;D ;D ;D

คันนี้ก็เช่นกัน ออกมาปุ๊ป วิ่งเข้าหาร้านแต่งปั๊ป
แต่ผิดกันกับคันอื่นตรงที่ ไม่ได้วิ่งเข้าร้านแม็กก่อน
แต่วิ่งเข้าร้านเครื่องเสียงก่อน เพราะ รถรุ่นนี้ไม่มี เครื่องเล่นมาให้จากโรงงาน!!  มีแต่ฝาดำๆ ปิดไว้ เพื่อลดภาษีนำเข้า!!
ไม่มีเครื่องเล่นมาให้ แต่มีลำโพงมาให้!! แปลกดีไหม?  ลำโพง "ตราดาว"

เจ้าของร้านเครื่องเสียงชื่อดัง ย่านรัชดานี่ ผมอุดหนุนเขา ตั้งแต่ร้านเขายังเป็น “สวนมะม่วง” อยู่เลยนะ
และก็เหลือเชื่อมาก เขาจำผมได้ทุกวันนี้ ขนาดไปเจอที่มอเตอร์โชว์ล่าสุดนี่ เขายังมาทักทายและ “คุยวันวาน” กันอยู่เลย

คนเราจะจำกันได้ดี มีอยู่ 2 เรื่องหลักๆ
ดีได้ใจ กับ ชั่วได้ใจ!!

คันนี้เริ่มเบาๆ แค่ใส่ Front เป็น Pioneer M850 กับ Amp ง่ายๆ หนึ่งตัว แต่ยังลำโพงเดิมติดรถอยู่ ตู้ CD ก็ยังไม่ใส่
เพราะยังเผื่อเอาเงินไปเปลี่ยนล้อใหม่ แทน “กระทะล้อ” ที่ปิดด้วยฝาครอบพลาสติกตราดาวจากเยอรมัน 
เจ้าของร้านเครื่องเสียงนี้ ก็เพิ่งออกรถมาเป็น C220 โฉมเดียวกันกับผม แต่ของแกเป็นรุ่น Sport แอร์หมุน เบาะผ้า
ส่วนของผม หนังแท้ตัวดีที่สุดเท่าที่มีให้เลือกในตาราง แอร์ดิจิตอล

มี “เบนซ์” ถ้าจะเปลี่ยนล้อ จะนึกถึงล้ออะไรเป็นลำดับแรก?
ใช่ ต้อง “AMG” เลือกเลย 5ก้านหนาๆ ชื่อรุ่นอะไรไม่แน่ใจ เอาแค่ ขอบ 17 หน้า-หลังต่างขนาด
เพราะ “กลัวกระด้าง” เสียเบนซ์
ยาง 225/45-17 หน้า และ 245/40-17 ในด้านหลัง + สปริงโหลด Eibach รุ่นที่เตี้ยลงมานิดหน่อย
ใช้ไปได้ไม่กี่เดือน รู้เลยมัน “ติ๋ม” มาก  เสียดายเงินที่เปลี่ยนมาก็เสียดาย แต่ต้องไปต่อ...

Carlsson ขอบ18 ก็มา ลายซี่ๆ น่าจะรุ่น 1/16 ยางมิชลิน 225/40-18 ตัว Top
โหลดเพิ่มด้วยสปริง Eibach รุ่นที่มันเตี้ยสุด เปลี่ยนยางรองสปริง ใส่แค่ “หนึ่งติ่ง” หน้า-หลัง + ช็อคอัพยอดนิยมในยุคนั้น
KONI เหลือง ตัวสั้น  ด้านหลังเกือบถึงขอบแม็ก ด้านหน้า “ปริ่ม” หัวยาง
จบไประยะหนึ่ง...

กลับมาเครื่องเสียงต่อ คราวนี้ “เล่นใหญ่”
ไปที่ร้านเดิม รถเจ้าของร้านตอนนี้ “มาครบ” แล้ว
ล้อ Lorinser RSK II + Aeropart รอบคันจาก AMG + สปริงโหลด Eibach ในด้านหน้า แต่ในด้านหลังสปริงเดิมติดรถ!!
คงคิดแล้วใช่ไหมว่า มันคง “ดูไม่ได้” ตลกแน่นอน ท้ายโด่ง
แต่เปล่าเลย ท้ายมันเตี้ย “สมส่วน” เพราะมันหนักเครื่องเสียง ที่จัดเต็ม รวมถึง รูปแบบการติดตั้งที่ใช้แผ่น Stainless มาขึ้นรูป

รถผมเองก็เปลี่ยนใหม่หมด
Front Clarion 9170 + CD Changer 12 แผ่น โมเพิ่มเพื่อดู “VCD”
จะดูได้ไงถ้าไม่มีจอ!!  ก็ใส่ Clarion TVX4151 จอสีแบบ Slide โคตรทันสมัยเลยกู ราคาถ้าจำไม่ผิด ณ ตอนนั้น 3-4 หมื่น!!
สำหรับ TV ตัวเดียวนะ
แม่เจ้า กูกล้าใส่ไปได้ไงว่ะเนี่ย!!!
ตอนนั้น Sony Kirara basso 29" ที่ห้อง ราคาอยู่ "หกหมื่น" แต่นี่แค่ 4" ยัง 3-4 หมื่น!!

หน้า-หลัง AURA 6 ½” ซับ 12” จาก AURA เช่นกัน ขับด้วย PowerAmp MMAT 3 ตัว
สายลำโพง+สายสัญญาณ+สายไฟ อย่างดี ทั้งหมดนี้ “หลายแสน”
แต่เสียงที่ได้ ผมชอบมากนะ เบสนุ้มลึก เสียงนักร้องลอย รายละเอียดดี ชุดนี้ไม่จำเป็นต้องมี “Pre-Amp” เลยนะ

เครื่องเสียงจบ แต่ล้อยังไม่จบ ยังไปต่อที่
Carlsson 1/6, MAE, Brabus Block IV  1ชิ้น, Block IV 3ชิ้น ทั้งหมดเป็น ขอบ 18
ชุดสุดท้าย ก่อนเลิกแต่ง Brabus Block III 3 ชิ้น หน้าตื้น-หลังลึก 225/40-18 กับ 265/35-18 ตามลำดับ
ความเตี้ยยัง “ลากดิน” คงเดิม 
หลายๆ คนในรุ่นผมที่อ่านอยู่นี่ อาจจะเคยเห็นคันนี้ ในที่จอด VIP ด้านหน้าทางเข้าของ Taurus, Narcissus หรือ Future เจ้าพระยามาบ้าง
เพราะ ผม "สถิตย์" แทบทุก ศุกร์ เสาร์!!
ส่วนแถว "เหม๋งจ๊าย" มีไปจอดเล่นบ้าง แค่คุยโทรศัพท์ แถวหน้าร้าน "ไม่ใช้มือ" ประมาณนั้น

คันนี้ไม่ได้แต่งเครื่อง ท่อไอเสียเปลี่ยนแค่ปลายท่อเป็นของ BRABUS กลมคู่ ไม่เฉียง
เพราะ รถมัน “อืดมาก” จะเอาไป “วิ่งไล่” กับใครเขาคงไม่ไหว
ตอนนั้นจริงๆ มันก็มี "ชุดเพิ่มความแรง" จากนอกตรงรุ่นขายนะ  แต่ราคาก็ "ตามดาว"
ส่วนในไทย ก็มีร้านรับ "ติดหอย" นะ ใช้ "หอยเล็ก" อัดแรงดันต่ำๆ จำไม่ผิด ไม่เกิน 5 psi แต่ราคาก็ไม่ได้ตาม "บูสถ์" นะ
"ดาวก็ยังคงเป็นดาว" อยู่เสมอ!!
และจริงๆ ที่ผมไม่เอา เพราะ คิดว่ายังไงมันก็แรงกว่านี้คงไม่เท่าไร และที่สำคัญ คือ กลัวว่ามัน "ไม่ทน"
 
ความ “จุกจิก” ก็ตามเรื่องตามราวรถยุโรป ผมใช้ไป “เกือบสามแสนโล” จึงยกให้น้องสาวไปดูแลต่อ..
ตอนนี้คันนี้ยังอยู่นะ เพียงแต่ยกขึ้นกลับสู่สภาพเดิมๆ ยกเว้นเครื่องเสียง ที่เปลี่ยนแปลงซ่อมแซม ตามเหมาะสม..

หลังจากรถที่ประทับใจที่ว่ามา
ผมก็แทบ "ไม่แต่งรถ” แล้ว อาจจะมีนิดๆ หน่อย
เปลี่ยนล้อ+ยาง, เครื่องเสียงอีกนิดหน่อย  ความแรงเครื่องยนต์แทบไม่แตะ
ยกเว้นคัน DMAX ที่ Remap ได้มารีวิวให้ฟังนี่แหละ
เป็นเพราะ มีครอบครัว เงินที่แต่งรถก็เริ่มจะเสียดาย

ศรีภริยาผม “ไม่เคย” ห้ามนะ  จะแต่งรถหรือทำอะไรก็ตาม
เพียงแต่เธอว่า เอาไปซื้อนาฬิกาหรืออะไรอย่างอื่น ที่มันเบื่อแล้วขายต่อ อาจจะขาดทุนนิดหน่อย หรืออาจจะกำไร น่าจะดีกว่า...

หลายๆ อย่าง ในมุมของเธอ มันทำให้เรามอง ทำให้เราได้คิดในอีกมุม
แต่งรถไปเยอะแค่ไหน เวลาขายต่อ ไม่เคยเห็นมันจะบวกรวมไปในตัวรถ แถม "โดนกด" มากกว่ารถ STD อีกต่างหาก
แต่ก็ไม่ได้ จะไปต่อว่า คนที่นิยม "แต่งรถ" นะ
มันเป็นไปตามช่วงอายุ มันเป็นไปตามวัย
ตอนนี้คิดอีกแบบ ต่อไปอาจจะคิดอีกแบบ ในเรื่องๆเดียวกัน ก็เป็นได้

คนที่ชอบแต่งรถ ก็จงแต่งต่อไป..
ผมมีคำคมและกำลังใจมามอบให้...
"ตราบใดที่อำเภอยังไม่ปิด  ผมก็ยังมีสิทธิ์แจ้งเกิดได้เสมอ..."  8)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 27, 2020, 09:51:19 โดย the kit »
"อยู่กับสิ่งที่มี.. ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน.. และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,118
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #61 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2020, 09:19:09 »
เรื่องเล่า เมื่อเดือนที่ผ่านมา..
มี "แฟนๆ" ชอบกันมากมาย..  In Box มาว่าอยากฟังเพิ่มอีก!!
เอาคันอื่น ในหลายๆ คันที่ผมมีมาเล่าเพิ่ม หรือเอาคันเก่าที่เล่าแล้ว มาขยายเพิ่มก็ได้... อยากฟัง
จากกระทู้รีวิว มันก็จะกลายเป็นกระทู้ "ประสบการณ์ทางบ้าน" ไป

แต่...
เอาก็เอา...เพราะคัน Dmax ไม่มีอะไรจะเล่าเพิ่ม..
แต่ถ้า "หมดมุก" เมื่อไร..  ขอห่างหายไม่เล่า ไม่เขียนต่อนะ...
หรือถ้า "มีมุก" เข้ามาเมื่อไร จะเข้ามาเล่าให้ฟัง แต่เมื่อไรนั้น ไม่แน่นอน....

เนื้อหาความเดิมจากเดือนที่แล้ว
Subaru 1800 GFT-5 Coupe คันนี้เป็นรถส่วนตัวคันแรกของผม ตอนยังเด็ก
แต่รถที่ผมหัดขับจริงๆ เป็นรถจากออสเตรเลีย "Valiant" เป็นเครื่องเบนซินหกสูบ น่าจะ “สามพันกว่า” ซีซี
คันใหญ่และยาวมาก ใหญ่กว่า "แคมรี่" แต่เล็กกว่า "S Class"

ตอน "หัดขับ" ต้องรองเบาะเพิ่ม เพราะยัง "ตัวเล็ก" อยู่
จะไม่เล็กได้ไง ตอนนั้นแค่ "สิบขวบ" ป.4 เอง
ตอนหัดขับ ในตอนแรกรู้สึก “ยากมาก”
คลัชท์ก็แข็ง พวงมาลัยก็หนัก รถคันนี้ไม่มีเพาเวอร์และเป็นรถคันใหญ่ มันก็จะประมาณนี้
แต่ก็ขับจนได้ แม้ขาจะไม่ถึงดี หัวก็ “พ้น” พวงมาลัยมานิดหน่อย
แต่ด้วย “ใจรัก” และชอบอะไรที่มันเกี่ยวกับรถมาก ไม่ว่าจะรถยนต์หรือ “มอ’ไซค์”
รถคันนี้ เพื่อนผม เรียกว่า “เจ้าคุณปู่”

จากขับรถเป็นได้ น่าจะ 4-5 เดือน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเข้ากรุงเทพโดยด่วน และที่บ้าน คนที่ขับรถเป็นก็ไม่อยู่
ผมเลยต้องขับรถตู้ Toyota Hiace เกียร์คอ พร้อมกับย่าและคนงานเข้ากรุงเทพ!!
ทั้งที่ไม่มีใบขับขี่หรืออะไรทั้งนั้น โดยย่าเป็นคนบอก “ขับได้ เชื่อย่าซิ”
"แม่เจ้า...."

ขับรถจาก "บ้านนอก" เข้า "กทม." ในสมัยนั้นไม่ง่ายและใช้เวลานานมาก เพราะยังเป็น "เลนสวน" ไม่ใช่ หกเลนแปดเลน เหมือนปัจจุบัน
ตั้งแต่วันนั้นจนถึงทุกวันนี้ ตั้งแต่ขับรถเป็นก็ใช้รถมาตลอด จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมน่าจะขับมา "กว่าสองล้านกิโลเมตร" ถึงขาดก็ไม่เยอะ หรืออาจจะเกินก็ไม่แน่

อุบัติเหตุเล็กน้อย เช่น ชนหมาตาย, เฉี่ยวนู่นนี่นั้น น่าจะเกินสิบครั้ง
อุบัติเหตุใหญ่ ตั้งแต่ขับมา เจอมาหนึ่งครั้ง ตอนใช้ Vigo DBC 4x4 Top เพราะ "หลับใน"
ขับอยู่ดีๆ "ภาพตัด" กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ลงข้างทาง แตะเบรคได้นิดหน่อยแล้วก็ไปบวกกับ "ต้นก้ามปู"
ความเร็วที่หน้าปัด “ค้าง” อยู่ที่ 70 กม./ชม. ในตอนชน
โชคยังดีที่ “ไม่ตาย” ไม่มีอะไรหัก ไม่มีอะไรบุบ ไม่เสียหล่อ แต่ก็โดน “เย็บ” ไป “สิบกว่าเข็ม”
ส่วนตัวรถไม่ต้องพูดถึง “GOA”

เรื่องราวตั้งแต่ “ซิ่งรถ” ขับเร็ว มุด ปาด และอื่นๆ ทำมาหมด ยกเว้นอย่างเดียวที่ไม่ชอบ..
เคยแต่คิด แต่ไม่ทำ คือ “วางมิด” คันอื่น..
ไม่ใช่ว่า “ดีเด่” อะไร แต่รู้สึกว่า มันเป็นการ “เล่นแรง” เกินไป  แค่ “กั๊ก” ก็พอ...

ช่วง “วัยละอ่อน” ถ้าอยู่หลังพวงมาลัย ถ้าได้ “แข่ง”
แม้จะเป็นการแข่งแบบไม่มีถ้วยหรือรางวัลใดๆ เป็นการขับแข่งที่ผิดกฎหมายบนถนนสาธารณะทั่วไป
ก็จะขับแบบไม่ยอมใคร แพ้ไม่ว่า รุ่นใหญ่กว่าแค่ไหนก็ไม่สน ขอให้ได้ลอง...

ยิ่งช่วงใช้ Isuzu มังกรทอง หลังจากติด “Turbo” มาเพิ่ม
เสียง “หวีด” กินลมจากใบ “Turbine” เรียกจิตวิญญาณ “ความห้าว” จะมากมาย
มีประทับใจสุดๆ จากคันนี้ “สองครั้ง”
ครั้งแรก จำได้ว่า บนถนนมิตรภาพ ช่วงหน้าฟาร์มโชคชัยเข้ากรุงเทพ เจอ Mitsu 3000GTO สี Silver
เขาได้แซงรถผมมา ความเร็วรถผม ตอนนั้นน่าจะประมาณ 140
ผมเห็น ผมก็อัดตาม..
คือ มันก็เหมือน แบบว่า อยากลอง รู้แล้วว่า “มันต่างกัน” แพ้ก็ไม่เป็นไร
เพียงแค่อยากรู้ว่า 3000GTO 280ps นี่มันแรงแค่ไหน…?  แต่เขาจะเล่นด้วยหรือเปล่า? นั้นก็อีกเรื่อง..
อัดตามไปจี้ ให้เขา “หงุดหงิด สะกิดใจ”
ได้ผลแหะ เขากดขึ้น ผมกดตาม
“ไล่ดูดตูด” ลดแรงลมปะทะ เหมือนเขาจะ “ยกรอ” หรือ “กล่องตัด” ที่ 180 ก็ไม่แน่ใจ
แต่ตอนนั้นผมว่า รถผมแรงถึง แรงยังเหลือ ผมแซงได้ ขึ้นซิครับ รออะไร
รถผมนำขึ้นไป ตอนนี้วิ่ง “ทะลุไมล์” 
ไมล์มังกรทองมีแค่ 180 และเกินจากนั้นนิดหน่อย จะเป็นตัว “Set Zero”
รถผม “ทะลุไมล์” ไปเยอะ แต่จะวิ่งสุดได้ที่เท่าไรไม่รู้ แต่รอบเครื่องตอนนั้น น่าจะมี “สี่พันห้า ถึงสี่พันเจ็ด”
ขึ้นได้และแซงได้!!  อย่า!! เพิ่งคิดว่า รถผมแรงกว่าเหรอ??
จริงๆ มันคงไม่ใช่ ผมเดาว่า น่าจะเป็น “กล่องตัด”

ผมแซงเขาไป เขาก็อัดตามมา แต่เหมือนเขาอัด แต่ไม่ยอมแซง เหมือนดูอาการหรือเพื่อ “กดดัน” ให้เรา “ลน” ไปเอง
เมื่อถึงโค้งค่ายเพชรรัตน์ ซึ่งเป็น “โค้งเอส”
แน่นอนกระบะ หน้าทอชั่นบาร์ หลังแหนบ รึจะไปสู้ “ขับสี่ Full time” ของ GTO ได้
แต่ด้วย “ลูกบ้า” ที่มากกว่า แม้ในโค้งที่ว่า ผมก็ยังใส่สุด
ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า Out-In-Out, First in First Out คืออะไร
รู้แต่เพียงว่า เข้าไปยังไงก็ได้ ที่ให้มันเหวี่ยงน้อย และสำคัญต้อง “อย่า หลุด!!!”
ยาง “โยโก” AVS 215/45-17 ทำหน้าที่มันได้อย่างดี โดยมี GTO ไล่บี้ตามมาอยู่ข้างหลัง
แม้จะเจอ “ควันดำ” จากปั้มสาย คอยสกัดอยู่บ้าง
ขับสี่ก็ขับสี่เถอะ เจอขับสองดัดแหนบ เว้าแชสสีย์ แต่ “ใจเกินร้อย” ก็ไม่ถอยหนีเหมือนกัน

ผมนำในโค้งไปแบบ “ม้วนเดียวจบ” แต่พอพ้นโค้งเป็นทางลาดตรงลงพระใหญ่ ผมก็เริ่มหนีห่าง
จากนั้นผมก็ยก อัดสุด อัดนานมาหลาย “สิบโล” แล้วกลัวมันพัง
ไม่กี่วิ  GTO ก็ตามมาเทียบแล้วเปิดกระจก...!!!
ปืน เหรอ.....!!???

เปล่า...  เขา “ยกโป้ง” ให้  แล้วขับขึ้นไป ผมเองก็ “ยกโป้ง” ให้เช่นกัน แต่เพิ่งรู้ตัวเองว่า “มือสั่น”
ตอนหลังได้เห็น Mitsu คันนี้อีกที ตอนลงหนังสือแต่งรถ ที่จำได้เพราะ ทะเบียน 6000 กทม. ใส่ล้อ AVS
รถคันนี้ได้แต่งที่ สำนักดังแถวพัฒนาการ เชื่อว่าหลายคนคงผ่านตา

อีกครั้งที่ประทับใจจากคันนี้ คือ น่าจะเวลา “เที่ยงคืนกว่าๆ”
กลับมาจากเที่ยวเห็นจะได้ บนถนน “วิภาวดีเซอร์กิต” เจอกับกระบะ “ไมตี้” สีชมพูโหลดเตี้ย มาไล่ดูดตูด
ตั้งแต่ช่วงออกดินแดง เราก็อัดซิ อย่า!! รอ
ไมตี้ไล่เราได้อย่างสบาย และแซงขึ้นไปด้วยเสียง “หวานๆ”
เจอแล้วกู!!  ว่าแต่ว่า 1G-GTE หรือ 7M-GTE กันแน่ (ตอนนั้น 1JZ-GTE ยังไม่เกิดนะ)
กดไล่ตามไปเลย ถ้า 1G ก็หนี 4JA1 Z18 ได้ไม่เยอะหรอก  แค่2000 เสียงหวานๆ
แต่นี่กดไล่ กดบี้ กระทืบแ_งสุด จนยางหน้าขวาจะระเบิดอยู่แล้ว ยังตามไม่ทัน
ตอนนี้รู้แล้วล่ะ ว่าเจอ “พี่ใหญ่” 7M แน่ๆ แต่ไม่คิดว่ามันจะแรงมากมาย และ “ลากยาว” ได้ขนาดนี้
ด้วยใจที่ไม่ยอมแพ้ ก็ “เฆี่ยน” เต็มที่  “เบิ้ลคลัทช์” ช่วย “ดีดรอบ” อัดต่อไป..
ไม่นานเท่าไร... เสียงความหายนะมาเยือน แต๊กๆๆๆ “เต็มตีน พังคาตีน”
กระเดื่องวาว์ลหัก!!  หายซ่าไปอีกหลายวัน!!

ส่วนคันอื่นๆ เช่น Civic ตาโต ก็ไม่มีอะไร “หวือหวา”
แม้จะแต่งเครื่องมาบ้างจากร้านดังแถวพัฒนาการ ร้านเดียวกับที่แต่ง Mitsu GTO นั้นแหละ
ที่เอารถไปแต่งร้านนี้เพราะอะไร…??
ผมชอบ ชื่อร้านและแบบ “Sticker” ของร้านเขา!!  แต่ฝีมือเขาก็ดีนะ เพียงแต่ “แพง” ไปหน่อย
คันนี้เคยเอาไปแข่ง “Bracket” รุ่น 16, 18วิ กับเขาเหมือนกัน ก็ได้ถ้วยมานิดหน่อย
แข่งแบบนี้ ต้องรู้จัก “กด-ยก-รอ” ใช้สมาธิสูงกว่ารุ่น Open
รุ่นนั้น ตังค์มาก แรงมาก ”แรงตามตังค์ พังตามตีน” ว่างั้น..
เคย “Fluke” ตอกศูนย์กับเขาด้วย “หนึ่งครั้ง”
 
นอกนั้นก็ ปสก.เหมือนคนที่มี “รถแต่งซิ่ง” ทั่วไป
แรงนิดๆ หน่อยๆ เน้นสวย ไว้ “จีบสาว” ก็พอ

C220 คันนี้ ไม่เคยคิดที่จะไปแข่งกับใครเลยนะ แม้ว่าจะมีคน “อยากเล่น” ด้วยก็ตาม
คิดแต่เพียงว่า “Star is not Stone”
แต่จริงๆ ไม่ใช่หรอก รู้ว่าอัดแข่งไปยังไงก็แพ้ เพราะรถ แ_งโคตรอืด
จะไม่อืดได้ไง  ทั้งล้อ 18+ยางที่ใหญ่กว่า C43 AMG แถมเครื่องเสียงอีกเต็มคัน!!
รู้จักไหม? “เรือเกลือ”

Opel Omega Van B รถรุ่นนี้ออกมา ช่วงเดียวกับ Volvo 850 เลยนะ
แต่ที่ไม่เลือก 850 เพราะ ตัวนี้ขับหลัง แถม “โฉม” ยังสวยกว่าเยอะ
รถรุ่นนี้ขับดีมาก ช่วงล่างดีเว่อร์ ยิ่งเดินทางไกล ประหยัดน้ำมันเว่อร์ๆ เลยนะ 14 กม./ลิตร ที่ความเร็ว 140 เห็นจะได้
เครื่อง Ecotec 2.0 เกียร์ออโต้ 4Speed แต่รอบเครื่องต่ำมาก ถ้าจำไม่ผิด วิ่ง 140 รอบเครื่องแค่ 3พันนิดๆ เท่านั้น
คันนี้เครื่องเสียง “จัดเต็ม” แต่ดู “เนียนตา” เพราะเป็นคนออกแบบเอง โดยให้ร้านประจำทำ
Front Pioneer 8250 จอสไลด์ ลำโพงแยกชิ้น 6 ½” หน้า-หลัง Aura + Amp Aura 5CH + Sub JL 10W6 10” คู่ 
ล้อ Brabus Monoblock IV ชิ้นเดียว ขอบ 18x8.5 พร้อมยาง 235/40-18 Dunlop LM701 ทั้ง 4ล้อ
รูติดรถรุ่นนี้จะเป็น 110 แต่ “คว้าน” รูแม็กนิดๆ ก็ใส่รูเบนซ์ 112 ได้นะ

ตอนนี้หันมาเล่น “สายลุย” แล้ว
Toyota D4D DBC 2.5 4WD Manual ซื้อเพราะ อยากลองเครื่อง Commonrail
และอีกส่วน คือ “ของแต่ง” Off Road โตต้ามีให้เล่นเยอะ ก็ไม่ผิดหวังกับของเล่น หมดไปเยอะ...
และก็เพิ่งรู้ว่า “สายลุย” นี่ของเล่นแพง!! ใช้ตังค์เยอะ กว่าทางเรียบแยะ
คันนี้ลงล้อ Mickey Thomson Classic 15x10 Offลึกๆ + BF Mud 32”
เครื่องเสียงจัดเต็มเช่นกัน Front Alpine รุ่นกลางๆ ลำโพง Kicker ทั้งคัน รวมถึงซับ 10” ด้วย
Amp คันนี้ ใช้ของไม่แพง ถ้าจำไม่ผิด Performance 2 ตัว  แต่คันนี้มี Pre-Amp เพื่อเอาไว้สั่ง “ความโจ๊ะ”
สายลุย ตอนเข้าป่า มันต้องมันส์ๆ หน่อยๆ
เครื่องยนต์ตอนนั้น ยังไม่มีกล่องแต่ง กล่องโมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะ Commonrail ยังเป็น “ของใหม่” ในไทย
อืดเว่อร์  ตีนปลายคันนี้ กดสุดได้แค่ 140 จบข่าว!!

Honda City type Z 1.5 Auto ซื้อมาให้ “คนงาน” ใช้
แต่ก็แอบเอามาใช้เองด้วย  เครื่อง 1.5 แต่ทำไม มันแรงมากนักก็ไม่รู้ เดิมทั้งคัน แต่ตีนปลาย 200 มีให้เห็น
ติดปีกอีกนิดก็ “บินได้”
เพียงแต่ไม่รู้ว่า บินแล้วจะลงท่าไหนนะ...

Toyota  Altis 1.6 E Limited ซื้อเพราะ “หักภาษี” และขายต่อน่าจะเจ็บตัวน้อย
คนงานก็ใช้ได้ เราก็ใช้ได้ เดิมทั้งคันยันเครื่องเสียง
นิ่มดี “เนิบๆ”

Vigo 3.0 DBC 4WD Manual  Top
ใหญ่ที่สุดในตลาดในตอนนั้น เครื่องแรงมาก ออกมาปุ๊ป ก็แต่งปั๊ป
ยกอีก 2” ยกแบบง่ายๆ ไม่กี่พัน แต่ไปหนักที่ล้อ Mickey Thomson Classic แต่อันนี้เป็นขอบ 16”
+ BF 265/75-16 Mud ลุยดี ลุยมันส์  แต่ช่วงล่าง “โคตรห่วย” แถมเบรกที่เอา “ไม่ค่อยอยู่”
เครื่องเสียงย้ายมาจากคันเก่า หลายๆคันผสมผสานกันไป ก็ใช้ได้อยู่
ขนาดช่วงล่างห่วย ยังกลัวไม่แรง ไม่ติดกล่องเพิ่ม “MegaFire” อีกสามหมื่นกว่า
แรงขึ้นแบบเห็นๆ กดแรงออก “ตูดปัด ตูดเป๋”

Toyota Estima 2.4 Aeras-S มีภริยา ก็ต้องมีลูก มีลูกๆ ก็ต้องมีรถครอบครัว
จะซื้อ Alphard จากเจ้าของ ดูเหมือนจะกลายเป็น “พลขับ”
เมียเจ้าของเลยอาจจะมองดูเป็น “เมียพลขับ” ด้วย  แม้ว่าหน้าตาและบุคลิคไม่ใช่
ก็เลยเลือก Estima หน้าอวกาศ พร้อม “ชุดรบ” มาจากโรงงาน สวยโฉบเฉียว แลกด้วยค่าตัว “หย่อนสามล้าน” มาหน่อยๆ
จากศูนย์ดัง Option เต็ม แถวพระรามเก้า
ออกมายังไม่ทันใช้ ก็วิ่งเข้าไปจัด “Car Entertainment” อันนี้ชุดใหญ่ ไฟกระพริบ
Front Pioneer จอ 7” รุ่น Top  จอกลาง 14”
ลำโพง ให้ร้านประจำ เขาสั่งให้เพราะ เขาไม่ใช่ตัวแทนจำหน่าย Focal 6 ½” หน้า-หลัง
Sub JL 10” คู่ ที่สุดติ่ง คือ Amp McIntosh 5CH  1ตัว  ราคาไม่ต้องพูดถึง  ชุดนี้ “หลายแสน”
นอกนั้นเดิมๆ เพราะมันมา “สวย” อยู่แล้ว

Honda Jazz VTEC ตัวไมเนอร์ ซื้อเพราะ ความน่ารักของตัวรถ
ตั้งใจซื้อมาแต่ง และให้ “ศรีภริยา” ใช้  แต่ไปๆ มาๆ ยึดเอามาใช้เอง
ลงล้อ 17” 205/40-17 สปริงโหลด Tanabe + ชุดสตรัท Tein
“เตี้ยป๊อก” เหมือนกล่องวิ่งได้ เล็กๆ น่ารักดี
เครื่องเสียงชุดใหญ่เลย เพราะยกชุดมาจาก Opel Omega

เครื่องเดิมๆ ไม่แรง แต่ก็ไม่ทำอะไรเพิ่ม นอกจาก “ท่อคู่” น่ารักและดูดี
เกิดมาเพิ่งเคยใช้เกียร์ CVT ใส่ D กดสุดไม่ต้องยกคันเร่ง ยังกับ “รถมอเตอร์” ที่เด็กเล่นวิ่งในราง ประมาณนั้น
เคยเอาไปลง “Quarter Mile” แบบ Meeting Club ด้วย เอาฮา
เท้าซ้ายเหยียบเบรก เท้าขวากดคันเร่งค้างไว้ ให้รอบประมาณ “สี่พัน”
มันก็เร็วในระดับหนึ่ง  แต่ใจจริงๆ อยากจะค้างไว้ “ห้าพันสี่” เพื่อให้ “TEC” เปิด มันคงจะจี๊ดกว่าเยอะ
แต่กลัวพัง แล้วโดน “เมียด่า”  อันนั้น  คงจะ “จี๊ดกว่าอีกเยอะ”
 

Mitsu Triton 2.5 DBC Plus Auto “ปลัดขิก” เขาว่างั้น
เป็นมิตซูในครอบครองคันแรก ซื้อเพราะ “Vigo ลงถนน”
ณ ตอนนั้น ไม่มีรถตัวไหน น่าสนใจ
Triton นี่แหละ นั่งสบายทั้งหน้า-หลัง ตอนที่ซื้อ “ดีเซล” แพงมาก จำไม่ผิด ลิตรละสี่สิบ!!
รถดีเซลขายยากในตอนนั้น ส่วนลดเลยเยอะมากเป็นพิเศษ + สนิทกับเจ้าของศูนย์ ส่วนลดเลยดี่เยี่ยม
 ออกมา ก็จับเปลี่ยนล้อทันที Bradley 16” + BF 265/75-16 AT พร้อมยก 2” เปลี่ยนไฟท้ายอีกหน่อย
แก้อืดด้วยการปรับบูสถ์เพิ่ม “รองแหวน” 4mm. ได้บูสถ์เพิ่มมาอีก 2Psi หมดเงินไป 10 บาท!!
เครื่องเสียงเดิมๆ มาก็มีจอให้อยู่แล้ว แต่ก็เอาจาก “Vigo” มาใส่เพิ่ม
ยอมรับเลยว่า “ไทรทัน” ช่วงล่างและเบรกดีเยี่ยม เมื่อเทียบกับ วีโก้ บอกเลยว่าไทรทัน “มั่นใจกว่าเยอะ”
รุ่นนี้ มีติอยู่ข้อเดียว พวงมาลัยมันจะใหญ่ไปไหน...?

Dmax หัวจรวด 2.5 DBC Auto ที่เอามา Remap มาเล่าให้ฟัง
คันนี้ออกมาปุ๊ป ก็ทำตามสูตรนิยมโดยส่วนตัวของผมเองเลย คือ ยก 2” แบบง่ายๆ
แต่เลือกใส่ล้อ แค่ขอบ 16” เพราะถ้าล้อ 17” 18” ยาง BF ราคาแพงมากๆๆๆ
และใส่ยางได้แค่ 265/70-16 เพราะ Dmax ซุ้มล้อมันเล็ก  ถึงยก 2” ถ้าไปใส่ 265/75-16 ก็มีติด
แต่ติดแบบเฉี่ยวๆ เลยไม่เอา
คันนี้เครื่องเสียงก็ทำเพิ่ม Front Kenwood จอ ติดรถ (จอนี้แพงมากๆๆ เลยนะในตอนออกมาใหม่ๆ)
จำไม่ผิดเกือบห้าหมื่น!! ลองไปเช็คดูราคา ณ ตอนนั้นได้
ลำโพง Diamond Audio 6 ½” ยี่ห้อนี้ เสียงดี ราคากลางๆ หาของยากหน่อย แนวเสียง Focal
Amp 2 ตัว +Sub JL 10” 1ดอก
นอกจาก Remap และทำเครื่องเสียงแล้ว  นอกนั้นก็ STD เลย
รถมันก็ใช้ดี อยู่ด้วยกันมา 8ปีแล้ว ปกติดีทุกอย่าง แม้แต่ยางใบปัดน้ำฝนก็ยังไม่เคยเปลี่ยน!!

Mitsu Pajero Sport 2.4 4WD Top
ก่อนซื้อก็มี “Choice” อยู่ 4 ตัว 3 ยี่ห้อ คือ
Pajero Sport 2.4 4WD Top 1.399
Fortuner 2.4 V 2WD 1.412
Fortuner 2.8 4WD Top 1.599
Everest 3.2 4WD Top 1.599

ไปดู FTN ก่อน “บอกตรง”
โฉมตัวรถน่ะ สวย ดูดี แต่ “โตต้า” ดูถูกผู้บริโภคในไทยหรือมั่นใจในแบรนด์มากเกินไปก็ไม่ทราบได้
Option ที่ให้มาน้อยมาก แม้แต่ในรุ่น Top เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้าแค่คนขับ
ล้อหลังยังคงเป็น “DUMB” เบรก  เบาะแถวสามพับเพื่อไปปิดกระจกข้างในตอนหลัง!!
ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือน FTN รุ่นเก่า เหมือนแค่เปลี่ยน “กระดอง”
ใส่เครื่องใหม่และตกแต่งภายในเพิ่ม พอไปลองขับมาก็ เออ.........

ไป EVE
โอโห้เหะ สุดยอดเลย Option ดี หลังคาแก้ว ล้อ 20” ลายสวย นู่นนี่นั้น ทุกอย่างจัดเต็ม
ลองขับมา โอ้ว... ดีทุกอย่าง
“ติ” อย่างเดียว... ที่ “ศรีภริยา” ไม่ชอบ เธอว่า “ท้าย” มันดูโบราณไป
ไอ้ผมเอง รู้สึก “เสียว” กับในยี่ห้อกับ "ความไว้ใจได้" อยู่นิดหน่อย แต่ถ้า “เธอ” โอเค  ผมก็โอเคเช่นกัน
แต่ถ้าเธอว่า “ไม่”  อย่า!! ไปเอาดีกว่า.. เดี๋ยวระยะยาวจะไม่ “สบายใจ”

ไป PJS
ผมชอบ “ไฟท้าย” เป็นพิเศษ เขาว่า “ถั่วงอก”
แต่ผมดูว่ามันคล้ายกับ แบรนด์หรูเมกัน “Cadillac”
ระบบความปลอดภัย ระบบ Entertainment และระบบขับสี่ + เกียร์ 8 Speed มันให้มาเยอะ จัดเต็มมาก
ด้วยความสนิทกับเจ้าของศูนย์ ตอนไปลอง เขาก็บอกว่า เต็มที่เลยนะ
เขาบอกว่า หลายคนนี่ “กดไม่ยั้ง ซัดไม่เลี้ยง”
แต่ผมเองกลับขับแค่ 120 แต่ที่ลอง “เน้นๆ” คือ รูดฝาท่อและช่วงขรุขระ
มันได้ใจผมแหะ!! แต่ต้องดูว่า ศรีภริยาชอบด้วยไหม?
เธอว่า เธอชอบ นั่งสบายกว่า Estima เยอะ!!

คันนี้น่าจะเรียกได้ว่า “เหลือเชื่อ” มากที่สุดในบรรดารถที่ผมมีมาทั้ง 14 คัน
“ไม่แต่งอะไรเลย” เดิมๆ ทั้งคัน รถป้ายแดงเป็นอย่างไร รถผมก็เป็นอย่างนั้น
ไม่ว่าจะเครื่องเสียง, เครื่องยนต์และอื่นๆ แม้แต่แบตเตอรี่ตั้งแต่ซื้อมาก็ยังไม่เคยเปลี่ยน!!
อ้อ.. จะมีเปลี่ยนก็คือ ยาง 
ยางที่ผมเปลี่ยนใหม่ ผมก็ยังเลือกใช้รุ่นเดิมติดรถอีก

เป็นเพราะอะไร จากเคย “คัน” และเคยแต่งมาตลอด แต่ทำไมถึงเลิก!!??
ขนาด “ศรีภริยา” ผมยังแปลกใจว่า ทำไมไม่แต่งรถ!!??
แต่เป็นเพราะ รถมันครบจริงๆ 
ทุกอย่างมัน “ตรงจริต”
ล้อก็ดูสวยงาม แม้มันอาจจะดูไม่เต็มเท่า 20”
แต่พอลุยจริงๆ 18” นี่แหละ น่าคบหาที่สุด..
ถ้าจะมี “คัน” จริงๆ ก็คงจะไปหาล้อ 18 + ยาง BF AT ใส่ซักชุด เพื่อเอาไว้ลุยป่าเบาๆ ก็แค่นั้น

ช่วงล่างบางคนบอกมันนุ่มไป แต่ผมว่าพอดี
พวงมาลัยบางคนบอกว่ามันสั่น แต่คันของผมก็ปกติ
คอนโซลกลางบางคนว่าเกะกะขา ผมเองสูง 178 ก็ไม่เห็นว่ามันจะมี ปห.แต่อย่างใด จะนั่ง “กาง” อะไรมันหนักหนา..
แต่จะมีที่ “ติ” คือ มือจับประตูคู่หน้าที่มันใหญ่และเกะกะพอควร กับช่องวางแก้วที่มีน้อยเกินไป

เครื่องเสียงเดิม จาก Clarion
ถ้าปรับจูน EQ และอื่นๆ ให้ดี เสียงที่ได้  “ใช้ได้” เลยนะ แต่ต้องยอมรับว่า “ทุ้มลึก” อาจจะน้อยไปหน่อย เพราะไม่มีซับมาช่วยเติมเต็ม
เครื่องยนต์ความแรงเดิมๆ มันผมค่อนข้างพอใจ + เกียร์ที่ค่อนข้าง “Smooth”
เลยไม่มีอะไร ที่จะต้องไปเปลี่ยนแปลงมัน

แต่ที่มีเพิ่มขึ้นมา 1 ชิ้น คือ Smart Gauge เอาไว้บอกบูสถ์ และอื่นๆ
เกจ์ เดี๋ยวนี้มันฉลาด บอกได้แทบทุกค่า แถมยังตั้งเตือนได้และไม่แพงด้วย แค่นั้น   

หวังว่าคงจะอ่านกันอย่าง “จุใจ” แล้วนะ..

“โลกมันไม่ได้อยู่ยาก...  คุณต่างหากที่อยู่ไม่เป็น...”
"อยู่กับสิ่งที่มี.. ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน.. และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,118
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #62 เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2020, 10:28:13 »
มีคนแซวมาว่า “ไหนว่าพี่ไม่ค่อยแต่งรถ เท่าที่ผมอ่านเห็นแต่งครบเกือบทุกคัน!!”
“ช่วยเล่ามาอีก อ่านเพลิน อ่านมันเลย..”
“เอาเรื่องเครื่องเสียงบ้าง...”
“เรื่องรถก็เล่าไปแล้ว มีเรื่องมอไซค์บ้างไหมพี่...”
และอื่นๆ เนื้อหาโดยรวมประมาณนี้

จริงๆ รถผมแต่งแทบทุกคันเหมือนกันนะ แต่โดยส่วนใหญ่ผมจะแต่งแบบเรียบๆ
Skirt, Spoiler, Aeropart เยอะๆ ผม “ไม่ชอบ”
แต่เพื่อนสนิทผม “มันชอบ”
ร้านไฟเบอร์ชื่อดังแถว “อตก.” นี่ ได้ตังค์ มันไปน่าจะหลายแสน
ใส่ “ชุดรบ” ออกมาจากร้านตอนบ่าย ตอนดึกออกไปเที่ยวก็เอาไปชนแตกแล้ว!!
ชอบเฉี่ยว ชอบชน ที่หนึ่งในดวงใจ..

เรื่องเครื่องเสียงต้อง “เท้าความ” ให้ฟังก่อน..
ย้อนไป “สามสิบกว่าปี...”
ก่อนผมจะมาชอบเครื่องเสียงรถยนต์ ผมมีความชอบมาจาก “เครื่องเสียงบ้าน”
พ่อผมใช้เครื่องเสียง “Sansui” ผมก็ฟังว่ามันดี ไพเราะดี มันมีมิติ ฟังเพลิน

แต่พอไปเจอชุดของปู่ผม อันนี้ “แจ่มกว่าเยอะ” 
ปู่ที่ผมเล่าในตอนก่อน ที่ว่าชวนผมไปดู Cayenne ใหม่
ซึ่งแกอยากจะเปลี่ยนแทนคันเก่าที่เป็น Cayenne เหมือนกัน  ตอนนี้ปู่ผมอายุ 91 ปี ยังขับรถเองได้นะ
กลับมาที่เครื่องเสียง ชุดที่ปู่ใช้ “McIntosh” เกือบทั้งเซต Amp, Receiver, Speakers
ยกเว้นเครื่องเล่น ใช้ Luxman หัวอ่านเป็นของ Teac 
เครื่องเสียงชุดนี้เห็นแกเล่าให้ผมฟังว่า “เกือบสี่แสน!!” ในตอนที่ซื้อ เมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้ว
ไม่รู้ว่าแกเพิ่ม “ศูนย์หลัง” มาตัวหนึ่ง หรือเปล่าก็มิอาจทราบได้ เพราะในตอนนั้นทองบาทละ “สี่ร้อย”
ถ้าเทียบมูลค่าปัจจุบัน ประมาณ “ยี่สิบห้าล้านบาท!!”
แต่ถึงตัดศูนย์หลังออกตัวก็ “สองล้านห้าแสนบาท” อยู่ดี!!
ผมฟังราคาในตอนแรกๆ ผมก็ไม่เชื่อซักเท่าไร..

แต่ไม่เกินห้าปีผ่านมา ประมาณปี 2558 ได้ไป หาซื้อชุด Home Theater แบบง่ายๆ ที่ “พารากอน” กับปู่
ได้แวะไป Showroom McIntosh ที่นั้น เพื่อดู “นวัตกรรมใหม่” ของยี่ห้อนี้  ซึ่งปู่ผมชอบในยี่ห้อนี้มากกกกก...
ชุด Home ของยี่ห้อนี้ “ตัวกลางๆ” 5.1 CH ครบชุด ยกเว้นจอภาพ ลดพิเศษช่วงโปรโมชั่น “16 ล้านบาท!!!”
แม่เจ้า!!  นี่ตัวกลางนะ  ถ้าตัว Top “สามสิบ”
แกกระหยิมยิ้มย่อง เป็นการใหญ่ “เห็นไหม บอกแล้ว ไม่เชื่อ!!!”

ไม่ว่าจะยังไง จะราคาเท่าใดก็ตาม  ต้อง “ยอมรับ” ในน้ำเสียงและเนื้อเสียง “ครบ” อบอุ่นและมีมิติ
ชุด McIntosh ที่ปู่ผมใช้นี้ ทุกวันนี้ก็ยังอยู่และ “ใช้ได้ดี” ตามปกติ
ไม่ใช่ว่ามันไม่เคยพังนะ เอาไป service มาแล้ว โดนไป “หลักแสน”
ทุกวันนี้เลยต้องทำให้มันทันสมัยขึ้น โดยหาเครื่องเล่น DVD Bluray มาต่อเพื่อให้มันเล่น File เพลง ผ่าน USB ได้
เพราะมันทำให้ชีวิต "ง่าย" การปรับเปลี่ยนเพลงก็ง่าย
แต่มันยังคง “ไพเราะ” อยู่ และจะให้ดีต้องเปิด Amp ให้มันเล่นอะไรเบาๆ ทิ้งไว้
ก่อน “ฟังจริง” ซักครึ่งชั่วโมงขึ้นไป จะ “ละเมียด” มากยิ่งขึ้น
เครื่องเสียงดีๆ ฟังเพลงอะไรก็ดีทุกอย่าง
สมัยเรียน ผมแอบเอา Tarzan Boy, Ring my bell, Lady Bump, Agadoo มาเปิด มันส์มากกกกก..
แต่ปัจจุบัน ถ้าได้ไป “เยี่ยมปู่กับย่า” ถ้ามีโอกาสได้เล่น McIntosh  ผมเลือกที่จะฟังเพลงของ “ผู้ล่วงลับ!!” หรือ "Senior"
เพียงคำเดียว, จงรัก, – สุเทพ  เสียงคุณสุเทพนี้ สมกับฉายา “นักร้องเสียงขยี้แพรบนฟองเบียร์”
อะไรมันจะ “ละเลียด ละเมียด ละไม” ขนาดนี้
แต่ปางก่อน – สุเทพ สวลี  โดยเฉพาะเสียงของคุณสวลีนี้ “หวานมาก” หวานแบบสัมผัสได้จากเสียง!!
Rhinestone Cowboy, Suttle's mill, Vincent อะไรประมาณนี้
อยากฟังเสียงให้ดี ก็ต้องปิดโสตประสาทด้านอื่น ทุกอย่างจะยิ่งดีขึ้น!!

เครื่องเสียงบ้านในยุคเก่า จะมีตัวปรับแต่งเสียงนิดหน่อย แค่ Bass Mid Treble และลำโพงก็จะมีแค่ 2CH
แต่แนะนำฟังเป็น “Flat” ผมว่าจะได้อารมณ์ของ “ต้นฉบับ” มากกว่า

เครื่องเสียงรุ่นใหม่ โดยมากจะทำได้แทบทุกอย่าง ดูหนัง ฟังเพลง เพราะ มันมีมาอย่างน้อย 5.1CH
แถมยังมีระบบ Auto Tuning, Auto Time Alignment เพื่อปรับให้เหมาะกับสภาพห้องที่เราจะฟังอีกต่างหาก!!

กลับมาที่เครื่องเสียงรถยนต์
ในตอนเด็กแรกเริ่มที่เล่น ในรถ Subaru 1800 GFT
ผมก็เริ่มจากชุดง่ายๆ Front ตัว และลำโพง 6x9 ที่ด้านหลัง หนึ่งคู่ แค่นั้น
ไม่ใช่ เพราะ อะไร มันเป็นเรื่องของ “เงิน” ล้วนๆ มีน้อยก็ใช้น้อย!!

พอมาได้ Isuzu มังกรทองมาเป็น “คู่ใจ” ตอนออกมาจากศูนย์นี่ สมัยนั้นไม่มีเครื่องเสียงติดมาให้นะ
มีแต่ “ช่องพลาสติกเปล่าๆ” ไว้วางของให้มา และสมัยนั้นแอร์ก็ไม่มีมาให้นะ ต้องเสียตังค์เพิ่มเองเป็น “Option!!”
แต่ตอนนั้น ผมขอภายนอกสวยไว้ก่อน ภายในค่อยตามมาที่หลัง
แล้วจะเอาเครื่องเสียงที่ไหนฟัง? 
เอา Sound About ของ Sony ที่ใช้ถ่านไฟฉาย “AA” ต่อกับลำโพงง่ายๆ ฟังได้เบาๆ แก้เหงาไป
ช่วงนั้น “บิลลี่ วันนั้น วันนี้ วันไหน” กำลังดัง!!
เก็บเงินนานมากๆ กว่าจะได้เครื่องเสียง เพราะ พอเก็บได้ระยะหนึ่ง ยางก็ใกล้หมด, ช็อคอัพก็รั่ว ฯลฯ
ขอที่บ้าน เขาก็ไม่ให้ทั้งหมด เขาบอกว่า “ใช้เงินเปลือง” นะเรา...
อยากได้เงินเยอะ ก็ต้อง “ขยัน” ทำงานช่วยที่บ้าน อย่า ออกไปเที่ยวเล่นมาก ก็ต้องเก็บตังค์ไป
ตอนนั้น ผมมีความคิดเรื่องเครื่องเสียงว่า ถ้าจะติดก็ต้องติดให้มันดี ไอ้ครึ่งๆ กลางๆ ไม่เอา!!

เพราะเห็นจาก “รถคนเคยเป็นเพื่อน” เอา Front Roadstar, ลำโพง 6x9 Noname ไว้ที่ประตูหน้า
ซับ Noname + Amp Noname + Pre Noname เรียกว่า “Noname” ทั้งชุด
ไม่ใช่ว่า ผมบ้า “Brandname” อะไรหรอกนะ ในสมัยนู่น ยี่ห้อ Noname คุณภาพก็จะ “ห่วย” ตามราคา
ทั้งหวีด ทั้งกวน เยอะมาก ต้องเปิดดัง เพื่อ “กลบ” เสียงพวกนี้
“ถ้าจะติด ต้องติดให้ดี”

ก็เป็นแบบนี้ในทุกคัน ถ้าผมจะติดเครื่องเสียง ผมจะเลือกให้มันดี ถ้าไม่ดี ยี่ห้อไม่มาตรฐาน หรือเกรดกลางๆ ขึ้นมา
ผมจะรอ...

นิตยสารรถยี่ห้อหนึ่ง ช่วงแรกจะเป็นเหมือน “Classified” ซะมากกว่า
ความน่าสนใจมันอยู่ที่คอลัมน์เครื่องเสียง นักวิจารณ์ นักทดสอบของเขา
บรรยายลักษณะเสียงออกมาเป็น “ตัวอักษร” ได้อย่างน่าสนใจและติดตาม
หลายเทคนิคมากมายเกี่ยวกับเครื่องเสียง ที่แบบไม่เคยรู้และไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน
Sound Stage, Front Stage Rear Fill, Back to Front, Tone Balance, Level Matching, Phase
Bi-wired, Single Amp, Bi Amp, Tri Amp, Multi Amp, Cross Over, Frequency ต่างๆ,
การเล่นสาย ทั้งสายไฟ สายสัญญาณ ขนาดสายไฟ ความยาวสาย หัวแจ๊ค ชุบทองไม่ชุบ การหุ้มสายไฟ การแดมป์
ประเภทตู้ซับ ประเภทซับ และอื่นๆ อีกมากมาย..
ผม “เคลิ้ม” ตามเลยนะ...

แต่อ่านไป อ่านมาเยอะๆ จาก “Columnist” หลายคน
บางมุมก็จริง บางมุมก็ขายของ  40/60
ก็อย่างว่า ถ้าไม่เขียนเชียร์ขายของ จะเอาเงินไหนมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องกัน
เพราะฉะนั้น “เชื่อเขามากไม่ได้หรอก!!”

แต่ยังไงผมก็ยัง “ยอมรับ” อยู่ข้อ คือ
ของไหนที่มันมีประวัติและชื่อเสียง “ที่ดี” มานาน ของนั้น “แบบไม่มี ไม่มี” มักจะดีใช้ได้เสมอ

เครื่องเสียงในรถผมแทบทุกคัน โดยมากจะ “เน้นฟังในรถ” เป็นประเภท SQ “Sound Quality”
ในรถเก๋ง รถสี่ประตู โดยมากจะใช้ ลำโพงคู่หน้า 6 ½” แยกชิ้น เพราะมันสามารถให้เสียงร้อง
รวมถึงเสียงสูงได้ดีและเสียงความถี่กลาง สามารถลงได้ถึง “Mid-bass” และโดยมาก “ผมชอบ” ที่จะเอา “Tweeter” ไว้ที่ “เสาหน้า”
ถ้าสามารถทำได้ แล้วยิง Tweeter ซ้าย-ขวา มาตัดกันที่ “กระจกมองหลัง” เพื่อสร้าง “เวทีเสียง”
Sub โดยมากผมชอบขนาด 10” ซึ่งให้ “Bass” ได้ดี กระชับตื่นตัว “ไม่หย่อนยาน” เหมือนขนาดใหญ่กว่านี้
แต่ถ้า “ซับ” ยี่ห้อดีๆ รุ่นสูงๆ 12” นี้ ให้เสียงได้ดีและอัดได้มัน ให้ความถี่ได้ต่ำลึก ระดับ “ขากางเกงสั่น” ได้
แม้ไม่ต้องเปิดดังมาก!!

ร้านเครื่องเสียง ชื่อดังในประเทศไทย เมื่อประมาณ “ยี่สิบกว่าปี” ที่ผ่านมามีไม่มาก
แต่ผมว่า ผม “ลองยา” มาเกือบทั้งหมดนะ ไม่ว่าจะเป็น
ร้านแถวใกล้แยกรัชโยธิน
ร้านแถวนนทบุรี
ร้านแถวประดิพัทธ์
ร้านแถวบรรทัดทอง
ร้านแถวรัชดา ห้วยขวาง
ร้านใกล้แยกสุทธิสาร
พูดถึงร้านใกล้แยกสุทธิสาร วันนั้น ผมไปดู ผมไปถาม เจอ Volvo 940 สีดำ “แต่งซิ่ง”
เข้าไปติดชุดใหญ่ ใหญ่มาก Amp ต้องมี 5-6 ตัว!! Sub 12” 1คู่ + Sub 15” 1 คู่!! กลางแหลมอย่างน้อย 6 คู่
TV สี Sony 2 ½” พิมพ์ไม่ผิด “สองนิ้วครึ่ง” 1 ตัว CD Changer ครบครัน  ของดีมียี่ห้อทั้งนั้น
เจ้าของรถ คือ เจ้าของเพลง “ถอยดีกว่า” ที่ดังสุดๆ ในตอนนั้น
แม่เจ้า!! เขาหรือเธอ จัดหนักจัดเต็มจริงๆ ชุดนี้ในตอนนั้นต้องมี “สี่แสนขึ้น!!”

แต่พอเล่นเครื่องเสียงรถยนต์มานาน เล่นมาเยอะ ผมรู้เลยว่า..
“เติมเท่าไรก็ไม่เต็ม  ถมเท่าไรก็ไม่พอ”
ยิ่งถ้าไป “เผลอ” รู้ลึก รู้เยอะ
ผมว่าสู้รู้น้อย แล้วฟังเอาโดยรวมว่า เสียงที่ได้นั้น “ถูกจริต” เรามากในระดับที่เรา “พอใจ” หรือไม่
ถ้าใช่ควรจะจบ อย่า!! ไปหาความรู้เพิ่ม หรือแวะไปร้านเครื่องเสียงใดๆ อีก!!

เมื่อก่อน เครื่องเสียงรถ เป็นอะไรที่ “แพงมาก”  ยิ่งยี่ห้อดี ยิ่งแพง จ่ายครั้งเดียว จบ??!!

มันไม่จบหรอก ถ้าคุณยังเลือกที่ “จะตาม” มันอยู่
ฟังตอนแรกก็ว่าดี ว่าครบ พอ “เสพสื่อ” หรือเจอ "คนใกล้ตัว" เล่นพวกนี้ แล้วไปฟังรถเขาแล้วสลับมาคิด ก็ชักจะ “เขว”
ของเราแนว “SQ” มันก็ดังและไพเราะ  แต่พอไปเจอคนที่เล่น “SPL” เข้า
“อะไรว่ะ กูเสียตังค์แพงกว่า แต่ทำไมดังน้อยกว่า...”

ต้องเข้าใจว่ามันคนละประเภท แต่ไม่ต้องว่าใคร...
“ผมก็เป็น...”

สติ ต้องมา และต้องบอกตัวเองว่า “มันคนละชั้น”
มันเหมือนฟังลำโพงตาม “DiscoTheque” ดีๆ เอารุ่นกลางๆ หน่อย เช่น Phebus, Nacissus
“เธค” พวกนี้นิยมใช้ JBL Concert  เสียงดี รายละเอียดใช้ได้ อัดมันส์
ไม่เหมือน "เธค" ตาม ตจว. ลำโพงตู้ใหญ่แบบงานวัด ฟังไกลๆ ฟังเทศน์ ฟังธรรมก็พอได้
แต่ถ้าไปอยู่ใกล้ๆ บอกเลย "มันคืออะไร ไม่รู้เรื่อง" มันจะมีก็เพียงแต่ "หึ้งๆ ตู้มๆ แซ็คๆ"

ผมว่าแม้แต่ตำนานเธค “The Palace” ก็น่าจะใช้ JBL ด้วยเช่นกันนะ แต่ไม่แน่ใจ
ดูแต่ “หญิง” ใครจะสนลำโพง!!

นักฟัง “หูทอง” บางคนหรืออาจจะหลายคน
“Anti” การปรับแต่งเสียงมากเลยนะ
“Flat” คือ ดีที่สุด การปรับแต่ง ปรุงแต่งต่างๆ ทำให้เสียความเป็น “Original” ไป

ผมเห็นด้วย!! แต่เฉพาะเครื่องเสียงบ้านนะ!!??
เพราะที่บ้านเราสามารถจัดวาง, สร้างและกำจัด “จุดอ่อน” ในหลายสิ่งได้ ถ้ามีพื้นที่มากพอ
แต่ถ้าเป็น “คอนโดฯ” อาจจะต้องพึ่งพา ตัว Auto Tuning และ Time Alignment เพื่อสร้าง Acoustic ช่วย

แต่ถ้าเป็นรถยนต์การวางลำโพงต่างๆ แล้วแต่ทางผู้ผลิตออกแบบมาเลย
ถ้าเราจะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ในการจัดวางลำโพง เพื่อต้องการ Sound Stage และอื่นๆ
จริงๆ มันสามารถทำได้ เพียงแต่ว่ามันจะดูสวยงามหรือขัดตามากเพียงใด สุดแท้แต่การออกแบบ
และการทำแบบนี้ ในหลายคัน เรียกว่า “เสียรถ เสียของ” ไปเลยทีเดียว

โดยส่วนตัวผมๆ เลือกที่จะวางลำโพงในตำแหน่งเดิมตามที่ผู้ผลิตให้มา
แต่อาจจะมี “เจาะ คว้าน ขยาย” เพื่อให้ยัดลำโพงในขนาดที่ต้องการเข้าไปได้ แต่เลือกที่จะ “ทำลาย” ตัวรถให้น้อยที่สุด

การปรับแต่งเสียง “จูนเสียง” อันนี้สำคัญที่สุด
ต่อให้ชุดดี ของดีแค่ไหน  ถ้า “จูนไม่เป็น” ทุกอย่างจบ
เสียงโดยรวม อาจจะออกมาแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าที่เราจ่าย
ยิ่ง Power Amp เยอะ, ลำโพงเยอะ ยิ่งจูนยาก

ตอนผมเล่นแรกๆ ก็คิดแต่ว่า “ของดี” เสียงจะต้องดีเสมอ...
นั้น “ไม่จริง” เสมอไป  มันต้องอยู่กับคนจูนด้วย
เพราะของดีและติดตั้งดีถูกต้อง เสียงกวน เสียงหวีด จะน้อย หรือไม่มีเลย!!

ยิ่งช่วงที่ผม “เคลิ้ม” กับเครื่องเสียงมากๆ และเป็นช่วงที่ “เงินหาง่าย รายได้ดี”
นี่ผมหาลองไปทั่วเลยนะ โดยเฉพาะ “ของที่มองไม่เห็น!!”
.....
.....
......
อย่า!! คิดไปไกล “ผมไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์”
ไอ้ที่มองไม่เห็น นี่คือ พวกสายสัญญาณ สายลำโพง
พวกนี้แพงมากเลยนะ มีตั้งแต่ “หลักสิบ” ยัน “หลักหมื่น”
ตัวเลขที่ว่านี่ มีหน่วยเป็น “เมตร!!”
ไม่ว่าจะสายอะไร “สั้นสุด คือ ดีสุด” เท่าที่มันจะ Connect กันได้ เพรามันจะ Lost น้อย
แถมยังไม่พอ มันควรจะเรียงสายจากตัวอักษร จากแอมป์ไปลำโพงด้วย!! นอกจาก “บวก-ลบ”
เรื่องสายลำโพง ยิ่งสายใหญ่ ทองแดงบริสุทธิ์ หน้าตัดใหญ่ คือ ดี
ดีจริง แต่เมื่อเทียบกับ เม็ดเงินที่จ่ายไปแล้ว บอกเลย “ไม่คุ้ม”

สายสัญญาณก็เช่นกัน เนื้อหาตามสายลำโพง
แต่สัมผัสได้ว่า “มีผลดี” ต่อชุดเครื่องเสียงจริง!!
สายดี ทำให้เสียงกวนหรืออะไรอื่นๆ “ไม่มี” หรือลดน้อยลง เสียงนักร้องหรืออะไรต่างๆ
“ดีขึ้น” แต่เลือกจ่ายแค่พอดีๆ แพงมากไป ก็เกินจำเป็น
ถ้าไม่รู้จะเลือกแบบไหน เอายี่ห้อมาตจรฐาน ราคากลางๆ แค่นี้ “เหลือเฟือ!!”

ในไทยช่วงประมาณ 20-30ปีที่ผ่านมา การ “ห่มผ้า” ให้สายต่างๆ ในรถนี่ได้รับความนิยม “เว่อร์ๆ”
ด้วยความเชื่อว่า “มันจะทำให้เสียงดีขึ้น!!??”
จริงเหรอ!!??
...
...
ไม่จริงหรอก ในด้านเสียง
มันให้เสียงเหมือนเดิมทุกประการ ไม่ได้อบอุ่นเพิ่ม หรืออื่นๆ
มันเป็นแค่ความรู้สึกทางใจ ทางตาล้วนๆ ว่า “มันดี”

เล่นเครื่องเสียงต้องรู้ลึกพอควร โดยเฉพาะเครื่องเสียงที่ไปติดจากร้านข้างนอกไม่ใช่มาจากโรงงานผู้ผลิต
เมื่อผมเล่นนานขึ้น + ความชอบโดยส่วนตัว หัดฟัง ตั้งใจฟัง เรียนรู้ช่วงของเสียง ความถี่เสียง หัดจูนต่างๆ
บอกได้เลย “มันสนุกมาก”
แค่ Amp 2 ตัว กว่าจะให้ได้เสียงดี “ดั่งใจ” ได้ เสียเวลา “จูน” เป็นวัน!!

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ร้านเครื่องเสียงถึง “รวยเอาๆ”
เพราะมันเป็นร้าน “ขายเสียง” ที่มาพร้อมกับ “ความไม่พอเพียง” ของคน

รถของผมในช่วงหลังๆ ตั้งแต่ Honda Jazz ขึ้นมา
ผมมีร้านติดเครื่องเสียง ที่ไม่ไกลจากที่ทำงานผมนัก เจ้าของร้าน "ยังเด็ก" เคยเป็นลูกมือมาจากที่อื่น ฝีมือ "ใช้ได้"
จาก "วัยรุ่นสร้างตัว" มีเงินอยู่ไม่กี่พัน ตอนนี้ก็น่าจะมี "หลักแสน" อยู่นะ
ข้อดีของ "ไอ้น้อง" คนนี้ คือ มันรับฟังและพร้อมที่จะทำตามที่เราต้องการ
ผมก็ออกแบบให้ น้องมันทำให้ตามแบบ ติดตั้งตามที่ต้องการ เรื่องเสียงและต่างๆ ผมจูนเอง ปรับเองทั้งระบบ
ง่าย ดี ประหยัดงบ ประหยัดเวลาไม่ต้องเข้ากรุงเทพ และได้งานแบบ "สั่งได้" แม้ว่าจะ "ขลุกขลัก" บ้างนิดหน่อย

ถ้าเล่นไม่ลึก คุณก็จะ “เจ็บ” ไม่มาก
แต่ถ้าเล่นลงลึก และอยากให้ดี แบบ “สั่งให้” Taylor Swift or Ed Sheeran มายืนร้องด้านหน้าตรงกลางให้ฟังได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
ต้องยอม “เจ็บ” มากหน่อย เพราะ ค่าตัวเขาและเธอหรือคนอื่นๆ “มันแพง!!”
เพราะบางครั้ง “อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล” ก็มี..

ปัจจุบัน รถรุ่นใหม่ๆ ยิ่งรถราคาแพง ให้เครื่องเสียงชั้นดีมาจากโรงงาน
บางรุ่นนี่ "ดีขั้นเทพ" แต่ก็มันก็รวมมาในราคาค่าตัวรถในราคา "พญามาร"
แต่มันก็ดีที่มันมาพร้อมกับความเรียบร้อย และการจัดการ "Acoustic" ที่ดี
จากผู้ผลิตรถและผู้ผลิตเครื่องเสียงชั้นดี เพราะ เขาก็กลัว "ชื่อเสีย" มาทำลายชื่อเสียงที่สะสมมาอย่างยาวนาน

ไม่ว่าอย่างไงก็ตาม ผมเชื่อว่า ในทุกวันก็ยังคงมีนักเล่น (เครื่องเสียง) หน้าใหม่เพิ่มขึ้น เพื่อหา "เสียงของตัวเอง" ขึ้นมา
พยายามต่อไปนะ..สักวันความฝันก็คงจะจริง..

“เจ็บและจบคราวนี้...เห็นทีต้องจดจำไว้”
"อยู่กับสิ่งที่มี.. ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน.. และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,118
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #63 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2020, 12:46:30 »
เดือนที่แล้ว คุยเรื่องเครื่องเสียง มีคนทักมาว่าผมเป็น “หูทอง”
ผมบอกตามตรง ผม “ไม่รู้” ว่า หูทอง หูทิพย์นี้เป็นแบบไหน
เพราะ ความชอบในแนวเสียงนี้ แต่ละคน “ย่อมต่างกัน”
อย่างผมๆ ชอบ นักร้องเด่นชัด แหลมพอควรไม่จัดจ้าน ทุ้มสามารถรับกับเสียงร้องได้ดี เบสลงลึก หนักแน่น ไม่หย่อนยาน แต่ต้องไม่แข็ง!!
ยิ่งอายุมากขึ้น ความถี่ของเสียงที่ได้ยิน มันเปลี่ยนไปตามระบบประสาทของร่างกาย
อาจจะเพิ่มที่ความถี่ช่วงนี้ แต่ไปได้ยินน้อยลงในความถี่อีกช่วงหนึ่ง ก็เป็นไปได้

สรุป คือ การฟังเพลงหรือความนิยมชมชอบในเสียงของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน
แต่หลักๆ ที่ต้องการเหมือนกัน คือ ความชัดเจนและไม่มีเสียงรบกวน

การไปติดตั้งเครื่องเสียง
คุณบอกความต้องการของคุณไป เช่น ชอบนักร้องเด่นๆ เบสหนักๆ หรืออะไรก็ว่าไป
แล้วก็บอกงบประมาณไปว่า ไม่เกินเท่าไร ประมาณนี้
ราคาของยี่ห้อและรุ่นเดียวกัน แต่ต่างร้านกันก็คนละราคานะ
ส่วนผลลัพธ์ จะเป็นอย่างไร ต้อง “รอฟัง” ตอนติดตั้งและจูนเสร็จอีกที
แม้ของแบบเดียวกัน รถรุ่นเดียวกัน แต่คนละร้านติดตั้ง แต่ละคนจูน เสียงออกมาอาจจะไม่เหมือนกันด้วยนะ!!
ยิ่งลำโพง, amp, อุปกรณ์เสริมต่างๆ ยิ่งเยอะมากเท่าไร การจูนและอื่นๆ จะยากเพิ่มขึ้น มากและมาก


แต่ก็ตามที่เคยบอก ผมเชื่อว่า ของดีมียี่ห้อ ปห.ที่เกิดขึ้นจากตัวผลิตภัณท์จะมีน้อยกว่าของ “โนเนม”
เมื่อหลัง “จูน” เสร็จ คุณจะชอบไม่ชอบ ก็คุยกับ “Tuner” เพื่อปรับปรุงอีกที
หรือ ถ้าปรับปรุงแล้วยัง “ไม่ตรงใจ” นัก
คุณควรต้องรอมัน “Burn In” จนได้ระยะของมันก่อน  แล้วค่อยกลับมาให้ที่ร้านที่ติดไปนี่ จูนให้อีกครั้ง

บางทีคุณอาจจะ “แปลกใจ” ว่าน้ำเสียงมันอาจจะผิดไปจากตอนติดตั้งในตอนแรกพอควร
แต่ถ้าได้เสียงที่คุณชอบมาตั้งแต่ต้นแล้วล่ะ? หลังจาก Burn In แล้วมันจะผิดเพี้ยนหรือแย่ลงไหม?
“ไม่แน่นอน ดีขึ้นอีก แย่ลงได้”
แต่โดยมากจะดีขึ้น.. 
เสียงแหลมจากที่เคย “จัดจ้าน” ก็จะผ่อนคลายมากขึ้น
เสียงนักร้อง จากโด่งๆ “เป็นไซนัส” ก็จะถูกรักษาหาย
เสียงทุ้มลึกจากซับ จากแข็งๆ โด่งๆ ก็จะนิ่มนวลขึ้น

แต่ที่บอกว่าแย่ลง คือ บางคนอาจจะชอบแหลมจัดๆ ก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่คม ก็ต้องปรับเพิ่ม
บางคนชอบ “ลูกครึ่ง ครึ่งควบลูก” อาจจะผิดหวัง เสียงที่เคยทำให้ “นักร้องไทยกลายเป็นฝรั่ง” หายไป
ถ้าอยากได้ “ลูกครึ่ง” เหมือนเดิมก็แก้ได้ แต่อันนี้อาจจะต้องใช้ Pre-Amp or Equalizer ช่วย
แต่ถึงไม่แก้ ลองฟังดูดีๆ โดยเฉพาะ “นักร้องรุ่นใหม่ๆ” ก็ออกเสียง “แบบฝรั่ง” อยู่แล้ว ทั้งๆที่ไม่ใช่
“ครึ่งควบลูก, ป-ป ” หรือไปเรียนนอกมานาน อะไรกับเขาเลย.. จริงๆ
นักร้องรุ่นใหม่ๆ จากเสียงร้องเต็มในลำคอ แล้วก็มาบีบให้มาเล็ก เพื่อให้มันไปถึง
หรือไม่ก็บีบเสียงให้เล็กและ "หอน" ไปเสียงสูง ฟังแล้ว "งง" ร้องเพลงฝรั่งหรือเพลงไทย
คือ มัน "ไม่ชัดเจน" ทั้งฝรั่งและไทย  มันคืออะไร!!???
"ฟังแล้ว งง"
แต่มันคงเป็น “Trend” สำหรับรุ่นใหม่ ที่ผม “ไม่อิน” กับมันเท่าไรนักนะ...

ถ้าหลังจาก Burn In มาแล้ว ลองไปปรับจูนมาใหม่ จากทุกอย่างที่มีให้ในระบบเดิมแล้ว ยังไม่ถูกใจอีก!!
Pre-Amp or Equalizer เป็นวิธีถัดไปที่คุณต้องเลือก หรือไม่ก็ต้องจัดชุดใหม่!!
ก็เคยบอกไว้แล้วว่า “อยากได้เสียงแบบไหน งบเท่าไร บอกกับทางร้านไป”
ถ้าร้านเป็น!!?? ไม่เน้นที่จะขายแต่ของที่เขาได้ “กำไรเยอะ” ก็น่าจะสนองความต้องการของคุณได้!!??
แต่ก็ ความพอใจ เสียงที่ชอบ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อันนี้ คุณต้องหาเอาเอง!!



เรื่องที่ “ผู้อ่าน” อยากให้ผมคุยตามที่ “Request” มา
อีกเรื่อง คือ เรื่อง “มอไซค์”

มอไซค์ ผม “ขี่เป็น” หลังขับรถยนต์เป็นได้ 2 ปี คือ ประมาณช่วง ม.1
ตอนหัดขี่ครั้งแรก คือ รถของคนงาน Yamaha Belle 80
ขึ้นคร่อม ตบเกียร์ก็ขี่ได้เลย ง่ายๆ เพราะมันก็คือ จักรยานติดเครื่อง

ที่มันง่าย เพราะ ผมเป็น “สิงห์ BMX ” มาก่อน เรื่อง “เล่นท่า” นี่ผมถนัด!!
ไม่ว่าจะ ยกล้อหน้า ยกล้อหลังวิ่ง หรือ แม้แต่กระโดดยกสองล้อ, Sailing และอื่นๆ
ปั่นยกล้อหน้า นี่ยกได้เป็น “กิโล” เลยนะ สบายๆ “กินหมู”
รวมถึงขี่ๆ ไป ตบแฮนด์หมุนแบบ “เฮลิคอปเตอร์” ผมก็ทำได้!!
แต่ถ้าจะ ตบแฮนด์หมุนแบบ “เฮลิคอปเตอร์” ได้ ต้องใส่ของแต่งที่เรียกว่า “โรเตอร์” ก่อนนะ
ไม่งั้นสายเบรกมันจะพันกัน แล้วจะพาล้มเอา..

มอไซค์คันแรกของผม คือ Suzuki Sprinter มันสวย มันเฟี้ยวมากเลยนะในตอนนั้น
ถ้าจำไม่ผิด เรือนไมล์มันสุดแค่ 120 แต่วิ่งจริงได้ประมาณ 90 ถ้าหมอบมีลมส่งหน่อยๆ 100 สบายๆ
คันต่อมาก็เป็น Yamaha Belle100 คันนี้ขี่ได้แปปเดียว ยกให้ไปเป็นรถโรงงานไป เพราะ “ไม่แรง”
ถอย Honda Nova-S มาแทน คันนี้แรงแถมมี “ดิสค์เบรกหน้า!! ”
 พอพูดถึงดิสค์เบรกหน้า หลายคนคง “งง” ว่าทำไม ต้องใช้ “!!” ด้วย มันมีอะไร
ในสมัยนั้น ตอนนั้น ประมาณ 30 ปีเห็นจะได้ มัน คือ ของใหม่ ของแปลก สำหรับ “รถกะเทย”
คันนี้ก็แต่งท่อ แต่งเครื่อง ทดสเตอร์ให้มันแรงขึ้นไปอีก จำได้ว่า วิ่งได้ “จมไมล์”

จากนั้นก็ขยับมา “เล่นใหญ่” อีกนิด เป็น KR150SP ไอ้คันนี้ แต่งเยอะมาก
“ท่อสูตร” ลองมาหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็น แดงบางทราย, หั่งโมดิฟาย, The Bike, เครา และสุดท้ายจบที่ PDK
เครื่องนี่แต่งครบสูตร ถึงขั้นยกใส่รถยนต์ เอามาให้ที่กรุงเทพ “โม” เลยนะ
แฟริ่งต่างๆ ถอดออกเกือบหมด, “อะไรที่มันหนัก” และถอดออกได้ เอาออกเรียบ
คันนี้ไปประกบกับ Class400cc. 4 จังหวะ พวก CBR400RR, VFR400RR ที่แต่งไม่เยอะได้สบาย
ระยะ 1 กิโลเมตร นี่  KRผม “แ_กเช็ด”
นำตั้งแต่ต้นยันปลาย แบบ “ห่างๆ”

มีอยู่ช่วงหนึ่งอยากลองขี่ “วิบาก”
เลยได้ลองของแรง “รถสูตร” ของ Suzuki RM125 รถแ_งโคตรสูง แรงดึงโคตรๆ “ตอดมือตลอด”
ขี่ยังไง ไม่ให้ “ล้อหน้ายก!!” 1,2,3 นี่ยกได้ทุกเกียร์
ลองเล่นอยู่ซักระยะ ทั้งวิบากและ “Enduro” แต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทาง ก็ห่างออกมา

ผมนี่โชคดีอยู่อย่าง ที่มีเพื่อนห่างๆ พ่อมันเป็นเจ้าของร้านมอไซค์ ทั้งรับซ่อมและจำหน่าย
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น “มือสอง” จากญี่ปุ่นซะส่วนใหญ่ ก็เลยได้เล่น ได้ลอง ในหลายรุ่นมากๆ

ก็มีอยู่ซํกระยะ รถมอไซค์ก็แทบไม่ได้แตะอยู่พักใหญ่ เพราะ งานที่บ้านค่อนข้างเยอะเลย ต้องใช้รถยนต์โดยส่วนใหญ่
จนกระทั่งมาแอบซื้อ VFR400RR ไว้ขี่เล่นซักระยะ

เมื่อต้องกลับไป “คุมบังเหียน” กิจการที่บ้านเต็มตัว เวลาเล่นในช่วงแรกก็มีน้อย
แต่ก็หาซื้อมอไซค์มาไว้ขี่อยู่ดี เป็น Honda V45 Magna แบบ “สพม.”
ก็แรงดี อยู่กับผม 6 ปี วิ่งไปแค่ สองพันกว่าโล เพราะ ไม่มีเวลาขี่
คันนี้ ขายไปมี “กำไร” มาอีก “สองหมื่น”

หลังจากแต่งงานมา ผมมี “ศรีภริยา” เข้ามาช่วย ทุกอย่างมันก็ “สบายขึ้น”
ตอนนั้นผมก็เลย “แอบซื้อ” แต่ไม่ใช่ “ญ” นะ
แต่เป็น Kawasaki Versys 650 เพราะอยากลองขี่แนว “Touring” ดูบ้าง
พอเธอรู้ โดน “ต่อว่า” เช็ดเลย ว่ามันอันตราย ไม่ใช่เพราะ มันเป็นมอไซค์นะ!!
แต่เพราะตัวรถมันสูง แม้ว่าเท้าผมจะ “ติดพื้น” เต็มเท้าทั้งสองข้าง
แต่เธอก็กลัวว่า เผื่อถนนลื่น เมื่อจอดแล้วจะทำให้ทรงตัวลำบาก!!

ตัว Versys นี่ก็ใช้มากว่า 6-7 ปี เลย วิ่งไป สองหมื่นกว่าโล
โดยรวมก็ดี ไม่มีอะไรจุกจิก ขี่สนุก ขี่มัน แรงบิดดี
คันนี้ไม่ได้แต่อะไรเลย ที่น่ารำคาญที่สุด เห็นจะเป็นเสียง "โซ่"
 
และถ้าได้ตามอ่านที่ผมเขียนมาตลอด ก็จะรู้ว่า...
ในที่สุด “The Dream come true” 
เมื่อผมได้เป็นเจ้าของ “ราชามอเตอร์ไซค์”
“Harley-Davidson”
มัน คือ ที่สุดของมอไซค์แล้วจริงๆ
พูดแบบนี้ คอ HD อาจจะ "ไม่พอใจ" ได้
ต้องเป็น "ผมไม่ได้ขี่แค่มอเตอร์ไซค์ แต่ผมขี่ Harley-Davidson"

จริงๆ ในชีวิตผม “ขี่” มาหลายรุ่น หลายยี่ห้อมาก แต่ไม่ใช่รถของตัวเองทั้งหมดนะ รถเพื่อน รถคนงาน รถร้านที่รู้จัก ฯลฯ
เอาเท่าที่จำได้ตอนที่พิมพ์นี้ก่อนนะ
Honda 50cc. ทรงเม็ดถั่ว ไม่รู้เรียกว่ารุ่นอะไร, Mio50, Giorgio, Nova-S, Nova-R, Nova-RS, Tena, Cela, Beat, AX-1, CB1, Bros1, Bros2, NSR150, NSR150SP, NSR250, CB400 VTEC, CB1300, X4 1300, CBR600RR, CBR1000F, VFR400RR, VFR400R, CBR400RR, CBR400R, V25Magna, V45Magna, CBR1000 Blackbird, CR125, STEED400, STEED600, Rebel250

Yamaha Belle80, Belle100, Bell R, Mate100, ZR120, RXS, RXZ, VR150, TZR150, FZ400, FZR250RR, FZR400RR, FZR750R OWO1, Vmax750, Virago250-400-750, XJ400, XV750, SRX600, TZR250, YZ125

Suzuki Sprinter, Akira-R, Crystal, RGV150SSS, RGV150SP, RGV250SP, GSXR250R, GSXR400R, Hayabusa1300, DR Big800, RM125

Kawasaki Cosmo-R, Micro80, KR150SP, KR250, ZXR400R, Eliminator400, KLX125, Vulcan-S, Versys650

Ducati Diavel

BMW R1200C

Harley Davidson Herritage Softail1340, Herritage Springer1450, Fatboy 1450, Fatboy96cu, Roadking107cu, StreetBob107cu, StreetGlide107cu, FXDR114, Fatboy114
ตกหล่นไม่รู้อีกเท่าไร..
พอมานับดู  “ขี่มาเยอะจริงๆ”

สมัยละอ่อน ก็ขี่เร็ว เร็วมาก ถ้ารถเล็กก็บิด “สุดปลอก” ทุกคัน
การขี่ “เข้าโค้ง” แบบ “เข่าเช็ดพื้น” ก็เคย แถมยังเข้าแบบไม่มี “Guard” หรืออะไรเลยนะ
กางเกงยีนธรรมดาล้วนๆ !!
เมื่อนึกถึงอดีตแล้ว “กูรอดมาได้ไงว่ะเนี่ย”
ไม่ใช่ตัวเองขี่เก่ง หรือขี่เซียนอะไร ใดๆ ทั้งสิ้น
“โชคดี” ซะมากกว่า

ถ้าย้อนกลับไปได้และมีความคิดแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ “คงไม่กล้า” ที่จะทำแบบนั้นอีก...

เมื่ออ่านถึงตอนนี้... หลายคนคงอยากรู้ว่า.. ผมเคยขับล้ม คว่ำ หรืออะไรบ้างหรือเปล่า...?
.....
.....
......

“ไม่เคยครับ!!” ตั้งแต่ขี่มอไซค์มาสามสิบกว่าปี
“ไม่เคยประสบอุบัติเหตุ แม้แต่ครั้งเดียว!!”
แต่!! ก็เคยจอดรถเรียบร้อยแล้ว เอาขาตั้งลงไม่ดี แล้วรถมาเกี่ยวดึงล้มไปด้วย...
เหลือเชื่อใช่ไหม!! แต่บอกแล้ว “โชคดีล้วนๆ”
มอไซค์นี่ ผมเคยขี่เร็วสุด ประมาณ 280 กม./ชม.!! บนอาน Suzuki Hayabusa1300

แต่ผมเคยอุบัติเหตุใหญ่ จาก “BMX” แทนนะ
ก็เพราะไอ้ท่า “เอาล้อหน้าวิ่ง” นี่แหละ
เบรกหน้า ดีดน้ำหนักตัวขึ้น ล้อหลังยกน่าจะประมาณ 45-60 องศา กะจะวิ่งให้มันได้ยาวมากหน่อย
แต่ทรงตัวพลาด เอาไหล่ลงกระแทก “ไหปลาร้าหัก”
เขาเฝือกไปหลายเดือน...
 
มอเตอร์ไซค์ มันเป็นอะไรที่รถยนต์ให้ไม่ได้ แม้ว่าจะเป็น “Sport เปิดประทุน” ก็ให้ได้ไม่เหมือน
มันคนละ “Feel”
บนอานมอไซค์ มันจะมีเพียงแค่ตัวเรากับมอไซค์
มันทำให้เราได้รู้สึกว่า “ปลดปล่อย”
มันทำให้เราผ่อนคลาย..
เมื่ออยู่บนอานของมอไซค์ มันทำให้เราไม่ต้องคิดอะไร
“ทุกอย่าง..ปล่อยผ่าน”
เช่นเดียวกับสายลมและแสงแดดที่มันผ่านเข้ามา “ผ่านเข้ามาและก็ผ่านไป”
แม้ว่าเราไม่ได้ขี่มันไปไกล แค่ระยะทางสั้นๆ
แค่นี้มันก็ทำให้เราบันเทิง โดยไม่ต้องมีเสียงเพลง หรือเสียงใดๆ นอกจากเสียงเครื่องและเสียงท่อของมัน
มีเพียงแค่มอไซค์กับตัวเรา เพียงแค่นี้มันทำให้รู้สึกได้ว่า “อยู่กับตัวเอง” จริงๆ 


“สิ่งที่คนเราชอบไขว่คว้า คือ ความฝัน
แต่สิ่งที่คนเราต้องอยู่กับมัน คือ ความจริง”
"อยู่กับสิ่งที่มี.. ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน.. และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,118
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #64 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2020, 10:07:58 »
Hahaha
ไม่ได้หายไปไหน ไม่ได้เจ็บได้ไข้ ขอบใจที่เป็นห่วง..
ถามมา.. ทักมา.. อ่านอยู่ แต่บางคำถามก็ไม่ได้ตอบไป..
เพราะ มันมีคำตอบอยู่ในที่ผม "รีวิว" ไปนะ

PM มาว่าเมื่อไรจะ "เล่า..ต่อ"
ก็อยากจะเล่า เพียงแต่ไม่รู้จะ “เหลา” อะไรให้ฟังดี..

มาเดือนนี้ “มีเรื่อง..” แล้ว
เล่นนอกเรื่อง “รีวิว Dmax” มาหลายเดือน..
เดือนนี้ได้ที “เข้าฝั่ง”

Dmax ของผม Remap มาตั้งแต่ “ห้าหมื่นโล” เมื่อ ประมาณ ส.ค.2017
ตอนนี้แตะ “แสนแล้วจ้า”
เพิ่งจะ 100,000 กม. และเอาไป Chk. ศูนย์ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ในรอบนี้รถของผม จะเปลี่ยนถ่ายของเหลวทั้งระบบ พร้อมทั้งตั้งวาล์วให้อยู่ในค่าปกติ
หลายท่านอาจจะ งง.. ว่าส่วนใหญ่ของเหลวทั้งระบบ มักจะเปลี่ยนทุก “สี่หมื่นโล”
เพราะรถผมใช้น้อย มีอยู่ช่วงหนึ่ง ใช้รถเพียงแค่ปีละ “หมื่นโล” (แบบต้องพยายามใช้)
ตอนนี้รถผมก็ “แปด-เก้า ปี” แล้วนะ

ตั้งแต่ Remap มา..  ใช้มาประมาณ "ห้าหมื่นโล" ก็ไม่มีอาการ ความร้อนขึ้น น้ำดัน บูสถ์ไหล ควันดำ และอะไรอื่นๆ
ก็ยังคงใช้ได้ดีตามปกติ ที่มัน “ควรจะเป็น”
การขับขี่ผมก็ขับแบบ “ปุถุชน” เร็วบ้าง โหดบ้าง ช้าบ้าง
วีรกรรม-วีรเวร ก็ตามที่ “เคยเล่า”

มี “จดหมายน้อย”  บอกขอชมห้องเครื่องหน่อย
จริงๆ มันแทบไม่มีอะไร “แตกต่าง” จากโรงงานเลยนะ
ไม่เชื่อไปดู...



สกปรก ฝุ่นเครอะ คราบน้ำมันและรอยเท้าหนูเดิน
แต่มันมีสิ่งที่อยากให้ “ผู้อ่าน” เอาไปทำตาม คือ เอา Cable Tie รัดท่อ
รัดไปเลย จะรัดให้มันถี่ๆ ก็ได้
มันจะช่วยป้องกัน ท่อแตกจากการขยาย ตอนอัด กด กระแทก ได้ดี

ฝาครอบเครื่องที่มันสวยงามจากโรงงาน ผมเอาออก
เพราะ มันช่วยลดน้ำหนัก จะทำให้เครื่องเบาขึ้น แรงม้าจะเพิ่มมาอีก ½-1 แรงม้า!!
ไม่เชื่อลองสังเกตุได้ รถแรง แต่งเต็ม ไม่มีคันไหนใส่ฝาครอบนี้!!
......
......
.......
เฮ้ย!!  ไม่จริงนะ!! แค่โม้เล่นๆ
ที่ผมเอาออกนั้น เพราะ ฝาครอบของ Dmax มันออกแบบมา เป็น “โพรง” ตรงกลาง
ซึ่งหนูมันจะเข้าไปอาศัยทำเป็นบ้านของมัน
ฝาครอบนี้มันครอบอยู่บนชุดหัวฉีด ซึ่งมีสายไฟอยู่ด้วย

วันซวยคืนซวย..
หนูตัวผู้แอบออกไปหา “กิ๊ก”  กลับมาหนูตัวเมียจับได้
มันทะเลาะกันยกใหญ่ จะพาลมาแทะ ชุดสายไฟหัวฉีด แก้โมโห
ไอ้เราเลยจะพลอยซวยไปด้วย.. เลยต้องเอาออก..



ใกล้จะปีใหม่ ก็เลยต้องหาอะไรใหม่ๆ
ล้อเก่าชุดที่ใส่ ที่ได้มาจาก “พลานุภาพพลิกโลก”
“ชักเริ่มเบื่อ” กอปรกับ มีเพื่อนสนิทสนใจอยากเดินตาม
เอาไปเลย แม็กพร้อมยางที่ฉันเริ่มเบื่อ ปล่อยให้ไปถูกๆ

“ของเก่าถอดทิ้ง  ใส่มิ้งค์ดีกว่า” ??
“คือ อาร๊ายยย”  อายุต่ำกว่า “สี่สิบ” คงไม่เข้าใจ??
แต่มันเป็น “วลีฮิต” ณ ตอนนั้น อยากรู้ คือ อะไรไปหาเอาเองนะ

เสียเงินแล้ว ล้อชุดใหม่ก็มา...
BF KO2 A/T 265/65-18 + EvoCorse 9”X18” ET20
สเปคนี้ “ไม่ยื่น” ปริ่มพอดีตัวถัง ใส่แล้ว “หล่อเลย”
แม็ก นน.เบา แต่ยางหนัก แถมยังใหญ่กว่าล้อเดิมอีกนิ้ว  ใส่ปุ๊ป “อืดปั๊ป”
ผิดกับชุดล้อ “พลานุภาพ” ไปเยอะ อันนั้นวิ่งดี เร่งสนุก แถมประหยัด นม.
เสียตังค์ไปแล้ว “อืด” ก็ต้องยอมรับมันแล้วล่ะ  รักไปแล้วทำไงได้



“รักก็คือรัก  หลงก็คือหลง  เรื่องมึงสองคน แต่จะให้ชาวประมงนั้นเข้าใจ!!??
สมน้ำหน้าเจ้าวาฬที่เกยตื้นน้ำตาย  ต้องสลายแหลกลงไปในทะเล”
(คิดเอง ชื่อเพลง : ชาวประมงต้องเข้าใจ!! (ด้วยเหรอ?? )

“ข้อเสียมี ข้อดีก็มา”
ล้อชุดใหม่นี้ ใครเห็น ใครก็ว่า “หล่อน้อยกว่าเจ้าของรถ”  8)
ใส่แล้วก็ดู "เต็มซุ้ม"
ไม่ยื่น ไม่หุบ เสมอโป่งตัวถังพอดี
ไมล์ติดรถวิ่งใกล้เคียง GPS มากขึ้น คือ  ประมาณ 99.5% โดยที่จะแข็งกว่านิดๆ
พวงมาลัยตึงขึ้น เพราะกระทะล้อที่มันกว้างถึง 9”  หน้ายางมันจึงดึงเต็มขึ้น


ยัง  ยังไม่จบ
รถอายุมันเยอะขึ้น แต่ก็ยังสวยอยู่ในยุค จะขายก็ “เสียดาย”
ซื้อใหม่ก็ไม่รู้จะซื้ออะไร  จะเป็น Raptor ก็เพิ่มอีกหลายตังค์

เลยคิดว่า มาติดอะไรเพิ่มให้รถมันดู “Hi-Tech” มานิด ใช้ประโยชน์ได้จริง จะดีกว่า..

Smart Gauge เป็นคำตอบที่ดี ติดตั้งง่ายแค่เสียบลิงค์กับ OBD II
จ่ายไปไม่กี่พัน ได้คืนกลับมาเยอะแยะ มากมาย Function แถมยังตั้งเตือนได้



เออ!! ดีแหะ
ติดตัวเดียว บอกได้เกือบทุกอย่าง เท่าที่ตัว SG มันสื่อสารกับรถรุ่นนั้นๆ ได้
ผมตั้งเตือนค่าความร้อนและอื่นๆ ไว้  ขับขี่ไปก็ไม่ต้องคอยดูมาก
ถ้ามันเตือน “ดังขึ้นมา” เมื่อไร ค่อยจอด
“เตือนก่อนวายวอด”

ถ้าคุณคิดว่า เงินไม่กี่ตังค์ สามารถจ่ายได้ ก็แนะนำให้ติด
ส่วนจะติดยี่ห้ออะไร ก็สุดแท้แต่เห็นว่าดี
ส่วนตัว ดูตาม “เน็ต” ดู “โหงวเฮ้ง” ว่าหน้าตามันดีลูกเล่นตรงใจ ราคาไม่เกินงามก็ “ลองซื้อ” มาใช้
และมันดี (หรือมันเสีย) อีกอย่าง คือ มันไม่ต้องติด “เกจ์วัด” หลายอัน ที่ติดเป็น “พรืด” ดูแล้วเวียนหัว!!

แต่ก็แล้วแต่คนชอบ บางคนชอบเยอะๆ มันดู “ละลานตา” ดี  แสงสีเร้าใจ
แต่โดยมากเห็นติดไว้ให้ “คนนั่งข้าง” ดู  เพื่อช่วยเตือน หรือช่วยให้ “มัน” ตาลาย กระมังไม่แน่ใจ
แถมยังต้องลากสาย “Link” มากมายตามจำนวนมิเตอร์

เห็นแล้วนึกถึงตาม “Lounge” สนามบิน ที่มีนาฬิกาเยอะๆ บางเวลาประเทศนั้น ประเทศนี้
นี่ถ้าเจ้าของรถ ทำงานแบบต้องติดต่อหลายประเทศ คงเอามาติดบนคอนโซลบ้างเป็นแน่แท้  ;)

เกจ์วัด ถ้าเปรียบเหมือน “คุณแฟน”
สามารถบอกคุณได้แทบทุกเรื่อง..
ตอนยัง “ไม่แต่ง” คบเป็นแฟน Function ก็ยังไม่เยอะ วี้ดว้ายกะตู้หู้ ตามเรื่องไป
แต่พอ “หลังแต่ง” ตอนนี้ Function มาครบ นอกจากเตือนด้วยเสียง อาจจะมีเตือนด้วย “ระบบมากกว่าสัมผัส” มาเพิ่มอีกก็เป็นได้  ;D

อีกไม่กี่วันก็ปีใหม่ 2564 แล้ว  ขอให้ผู้อ่านทุกท่าน มีความสุข เดินทางโดยปลอดภัย รถที่ใช้ไม่มีปัญหามากวนใจ ตลอดปีและตลอดไป...




ไม่ชอบ “ชูสามนิ้ว”
ผมชอบชู “นิ้วเดียว”
นิ้วไหน?? 
ไม่ใช่ “นิ้ว” ที่คุณคิดหรอก..
.....
.....
“นิ้วก้อย”  ดีกันตลอด ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง  รักกันๆ  :-* :-[

"เกิดมาก็เปล่า หัวใจก็เปลี่ยว   ไม่นานก็เหี่ยว เกี่ยวก้อยกันไหม" - Cr : เกี่ยวก้อย อัสนี-วสันต์

“ความรักไม่ต้องดีที่สุด  แค่อยู่ด้วยกันแล้วไม่ทุกข์  แค่นี้ก็สุขใจ”   
"อยู่กับสิ่งที่มี.. ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน.. และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,118
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #65 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2021, 11:50:48 »
วันนี้ไม่ได้ “มาเล่า” แต่จะ “มาบ่น!!”

วันนี้ขอพูดเฉพาะเครื่องดีเซล
ในสมัยก่อน 20ปี++ ยังไม่มี “Remap”
มีอย่างมากสุดก็แค่ติดเทอร์โบ แต่งปั้ม

โดยส่วนตัวตั้งแต่เล่นรถดีเซลมา ผม “ไม่เคยชื่นชอบ” ควันดำ ที่มีออกมาในรถดีเซลเลย
ตอนผมใช้ “มังกรทอง” เมื่อติดเทอร์โบก็ต้องแต่งปั้มช่วย
ปั้มสาย สามารถแต่งการจ่ายน้ำมันได้ แต่ส่วนจะมากแค่ไหน จะเหมาะสมอย่างไร
อันนี้อาศัย “ประสบการณ์” ของช่างล้วนๆ
หนาบ้าง บางบ้าง
แต่ส่วนใหญ่ “มักจะหนา” เพื่อกันตัวร้อน และเหลือดีกว่าขาดมากกว่า จึงทำให้มีควันดำ
เพราะการรื้อถอดปั้ม และวัดค่า A/F มันไม่ง่ายเหมือนจูนผ่านคอมในปัจจุบัน


ในสมัยนี้ ผมไม่เข้าใจว่า ทำไม บางคน บางพวกที่ Remap ไปแล้ว
ชอบหรือต้องการให้มี “ควันดำ”
จากที่ได้พูดคุยมา “เขาว่า” มีควัน คือ แรง หรือมีควัน คือ “Safe”
มันเป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่งเลยนะ

มีควันดำ มัน คือ น้ำมันหนาเกินไปหรือไม่ก็อากาศบางเกินไป ส่วนผสมไม่ลงตัว แบบไม่ควรจะเป็น
เขม่าก็เยอะ แต่พวกนี้ไม่ได้มาแค่เรื่องควันดำ มันมักมาพร้อมกับ “ตัด Cat และอุด EGR !!”

ยิ่งสร้าง “มลพิษ” เพิ่มมากขึ้นไปอีก..
อะไรมึงจะเห็นแก่ตัวขนาดนั้น!!

บางคน มึง Remap ควันดำมา
เร่งจริง เร่งแกล้ง ผู้ใช้ถนนร่วม
มึงปล่อยควันดำ เต็มถนน,  มึงคิดหรือว่านี่คือ “เท่” นี่คือ “แรง”
“เปล่าเลย” มึง คือ “สถุล”
สถุลจริงๆ ไม่มีสิ่งดีๆ เข้ามาเจือปน!! นี่ถ้ามีอาการ “ช้าชิดขวา” เข้ามาร่วมด้วยนะ
“สถุลเ_ยๆ”
อาการแบบนี้พบเจอได้มาก ในรถ “ขี้ครอก”
โดยมาก แต่ไม่ทั้งหมด..

“คนจูน” รับเงินก็ทำตามสั่ง หรือบางทีก็ทำตามใจตัวเอง “จากความรู้หรือความเข้าใจที่ผิด” นั้นแหละ
บ้าไปกันใหญ่!!

ถ้า “คนจูน” หรือ “นักเล่น” อยากจะ Remap ได้อ่านบทความนี้
โปรดเข้าใจใหม่ว่า คุณกำลัง “เข้าใจผิด!!”
การมีควันดำ ไม่ได้หมายความว่ารถแรง!!
ลองปรับ ลองไล่จูนใหม่ ให้ควันดำมันหายไป จับค่า Air and Fuel ให้ได้ 14.6 หรือใกล้เคียงดูซิ แล้วจะรู้ว่า
“มันแรงขึ้นอีก แถมประหยัดน้ำมันมากกว่า” ควันก็น้อยหรืออาจจะไม่มีเลย
แถมรถยังแรงมากกว่าตอนมีควันดำอีกนะ!!

เสียงว่า “ตัด Cat แล้วมันจะวิ่ง อุด EGR แล้วมันรักเครื่อง!!”

แล้วมึงไม่รักลูกหลาน มึงบ้างเหรอ
ถ้าชอบตัด ชอบอุดนัก ลองติดเครื่องยนต์แล้วนั่งดมท่อไอเสียเลยไหม แล้วจะรู้ว่ามัน “เหม็น” กว่าตอนไม่อุดขนาดไหน!!
“รถ” ไม่ต้องไปรักมันมากหรอก ถึงเวลาหนึ่งก็ต้องขาย ก็ต้องเปลี่ยน
รักษาให้สีมันสวย สภาพดี ไม่มีชนหนัก แค่นี้มันก็ขายได้ราคาไม่น้อยกว่าเพื่อนร่วมรุ่นแล้ว
ไม่มีใครถามหรอกว่า ตัด Cat รึยัง, อุด EGR มาหรือเปล่า...จะได้ให้ราคาเพิ่มขึ้น!!

EGR ที่อุดควรเอาออกและทำให้มันเป็นตามเดิม Cat หาตัวแต่งมาใส่แทน เพื่อมัน Flow ดีขึ้นแทนจะดีกว่าเยอะ

ที่สำคัญที่สุด คือ “การสร้างมลพิษจะน้อยลง” มันจะดีทั้งต่อส่วนตัวและส่วนรวม
ถ้าทำได้แบบนี้ จะ “ขอบคุณมาก”

สุขสันต์วันปีใหม่จีน 2564 และ Happy Valentine

“มีอยู่ สองสิ่ง ที่มักเสียใจภายหลัง
หนึ่ง ทำไป ไม่ได้ทันคิด
สอง ได้แต่คิด แต่ไม่ทันได้ทำ”
"อยู่กับสิ่งที่มี.. ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน.. และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ Full Throttle

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 307
    • อีเมล์
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #66 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 13, 2021, 12:29:56 »
น่าสนใจมาก
ที่ว่าประหยัดขึ้น พอมีตัวเลขคร่าวๆใม้ครับ ขอบคุณครับ

อัตราการกินน้ำมัน ใน step ที่ผม remap ผมทำตามสูตร HLM คือ วิ่ง 110 กม./ชม. แอร์ auto 25C
ก่อน Remap - 12.8 กม./ลิตร
หลัง Remap - 13.4 กม./ลิตร

อัตราการกินน้ำมันที่ 110 กม./ชม. ประหยัดขึ้น 0.6 กม./ลิตร
 
อัตราเร่งแซงดีขึ้น คันเร่งเบาขึ้น ขับในเมืองง่ายขึ้น ไม่ต้องกดเยอะ ควันไม่ดำ ทุกอย่างๆ ยังเป็นไปตาม STD โรงงาน
รถกระฉับกระเฉงกว่าเดิมเยอะ รอรอบน้อยลงเยอะ แรงขึ้น แต่กลับประหยัดมากกว่าเดิม

ยินดีครับ

Remap แล้ว แรงขึ้น ประหยัดขึ้นหรือเปล่าครับ น่าสนใจมากๆ

ออฟไลน์ the kit

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,118
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #67 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2021, 09:40:23 »
น่าสนใจมาก
ที่ว่าประหยัดขึ้น พอมีตัวเลขคร่าวๆใม้ครับ ขอบคุณครับ

อัตราการกินน้ำมัน ใน step ที่ผม remap ผมทำตามสูตร HLM คือ วิ่ง 110 กม./ชม. แอร์ auto 25C
ก่อน Remap - 12.8 กม./ลิตร
หลัง Remap - 13.4 กม./ลิตร

อัตราการกินน้ำมันที่ 110 กม./ชม. ประหยัดขึ้น 0.6 กม./ลิตร
 
อัตราเร่งแซงดีขึ้น คันเร่งเบาขึ้น ขับในเมืองง่ายขึ้น ไม่ต้องกดเยอะ ควันไม่ดำ ทุกอย่างๆ ยังเป็นไปตาม STD โรงงาน
รถกระฉับกระเฉงกว่าเดิมเยอะ รอรอบน้อยลงเยอะ แรงขึ้น แต่กลับประหยัดมากกว่าเดิม

ยินดีครับ

Remap แล้ว แรงขึ้น ประหยัดขึ้นหรือเปล่าครับ น่าสนใจมากๆ

แรงขึ้น ประหยัดขึ้น
แต่ในสเตปที่จูน "ไม่ได้แรงเกินหน้าเกินตา" ชาวบ้านยุคปัจจุบันนะ
เน้น "เหนียว"

จะเอาแรงกว่านี้ ก็ทำได้ คุยกับคนจูนเอา ชอบเจ้าไหน คุยกับเขาดู
แต่ขออย่าง "อย่าเอาควันดำ"

บอกนิด "แรงมาก โอกาสพังก็มาก"

ปล.ลองอ่านไล่ย้อนตั้งแต่หน้าแรกดูนะ มันจะมี "ของดี" อยู่อย่างละเล็กละน้อยในแต่ละกระทู้ที่ผมเล่าไป
ลองเลือกมาผสม มาประยุกต์ดูกับรถของคุณดูนะ เชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง...
"อยู่กับสิ่งที่มี.. ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน.. และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ tom46

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,849
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #68 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2021, 10:31:56 »
รบกวนขอสอบถามไว้เป็นความรู้หน่อยนะครับ

เครื่องเบนซิน afr ที่สำหรับการเผาไหม้ดีจะอยู่ที่ 14.7 ส่วนถ้าจะเอากำลังจะอยู่ที่ 12.5

ส่วนเครื่องดีเซล นี่ไม่มีความรู้เลยละครับ อยากทราบว่าถ้าเอากำลัง afr ของเครื่องดีเซล ควรอยู่ที่เท่าไร ที่ควันไม่ดำครับ
M52TUB30 NA TUNING
STROKER M54B30
SCHRICK CAM 248/248
aa tuning software custom
K&N performance air intake kit
Exhaust systems thailand hand made
Rear exhaust EISENMANN

ออฟไลน์ the kit

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,118
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #69 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2021, 10:42:00 »
รบกวนขอสอบถามไว้เป็นความรู้หน่อยนะครับ

เครื่องเบนซิน afr ที่สำหรับการเผาไหม้ดีจะอยู่ที่ 14.7 ส่วนถ้าจะเอากำลังจะอยู่ที่ 12.5

ส่วนเครื่องดีเซล นี่ไม่มีความรู้เลยละครับ อยากทราบว่าถ้าเอากำลัง afr ของเครื่องดีเซล ควรอยู่ที่เท่าไร ที่ควันไม่ดำครับ

เท่าที่เคยอ่าน และ "ไม่แน่ใจแบบเต็มร้อย"
ดีเซลจะขึ้นอยู่กับแรงอัดเป็นสำคัญ ไม่เหมือนกับเบนซินที่มีหัวเทียนช่วยจุดระเบิด
ยิ่ง  a/f ไปทาง "Lean" จะทำให้ประหยัดน้ำมันและมลพิษน้อยกว่า เช่น 16:1, 18:1 ขึ้นไป

แต่ที่ "ถามมา" ว่าต้องการพลังสูงสุดของดีเซล
"เท่าที่จำได้!!"
ให้ a/f อยู่ในช่วง 12-14:1
แล้วแต่ความจุ แล้วแต่ขนาดและแรงดันในหอย แล้วแต่กำลังอัด แล้วแต่ความละเอียดของหัวฉีดรวมถึงแรงดัน
รวมถึงประเภทส่วนผสมของดีเซล

ที่พูดไปไม่แน่ใจว่าถูกเต็มร้อยหรือเปล่านะ ต้องไปขยายหาข้อมูลเพิ่มเติมดูนะ!!
ถ้าจูนตามที่ว่า "ควันดำ" มาแน่นอน เพียงแต่จะมากหรือน้อยว่ากันอีกที
"อยู่กับสิ่งที่มี.. ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน.. และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ tom46

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,849
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #70 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2021, 15:49:39 »
รบกวนขอสอบถามไว้เป็นความรู้หน่อยนะครับ

เครื่องเบนซิน afr ที่สำหรับการเผาไหม้ดีจะอยู่ที่ 14.7 ส่วนถ้าจะเอากำลังจะอยู่ที่ 12.5

ส่วนเครื่องดีเซล นี่ไม่มีความรู้เลยละครับ อยากทราบว่าถ้าเอากำลัง afr ของเครื่องดีเซล ควรอยู่ที่เท่าไร ที่ควันไม่ดำครับ

เท่าที่เคยอ่าน และ "ไม่แน่ใจแบบเต็มร้อย"
ดีเซลจะขึ้นอยู่กับแรงอัดเป็นสำคัญ ไม่เหมือนกับเบนซินที่มีหัวเทียนช่วยจุดระเบิด
ยิ่ง  a/f ไปทาง "Lean" จะทำให้ประหยัดน้ำมันและมลพิษน้อยกว่า เช่น 16:1, 18:1 ขึ้นไป

แต่ที่ "ถามมา" ว่าต้องการพลังสูงสุดของดีเซล
"เท่าที่จำได้!!"
ให้ a/f อยู่ในช่วง 12-14:1
แล้วแต่ความจุ แล้วแต่ขนาดและแรงดันในหอย แล้วแต่กำลังอัด แล้วแต่ความละเอียดของหัวฉีดรวมถึงแรงดัน
รวมถึงประเภทส่วนผสมของดีเซล

ที่พูดไปไม่แน่ใจว่าถูกเต็มร้อยหรือเปล่านะ ต้องไปขยายหาข้อมูลเพิ่มเติมดูนะ!!
ถ้าจูนตามที่ว่า "ควันดำ" มาแน่นอน เพียงแต่จะมากหรือน้อยว่ากันอีกที

ขอบคุณมากครับ
M52TUB30 NA TUNING
STROKER M54B30
SCHRICK CAM 248/248
aa tuning software custom
K&N performance air intake kit
Exhaust systems thailand hand made
Rear exhaust EISENMANN

ออฟไลน์ the kit

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,118
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #71 เมื่อ: มีนาคม 20, 2021, 11:16:25 »
มีหลายคน PM มาถาม มาคุย บ้างอันก็ตอบได้ หลายอันก็ตอบไม่ได้
“ผมไม่ใช่ กูรู เรื่องรถนะ” เป็นแค่ “ฅ.เล่นรถ”

เอาที่ถามมาเดือนที่แล้ว เรื่อง MuX ใหม่ ว่าเป็นไงบ้าง
บอกตรงว่า ผมไม่ใช่ "แฟนพันธุ์แท้" และไม่ได้เป็น "ติ่ง" ของ “อีซุ” นะ

“อีซุ” ที่เคยใช้ และใช้อยู่
โดยตัวมัน ในหลายๆ รุ่น ที่เคยขับในประเภทรถกระบะเล็ก -  6ล้อ
ก็ไม่ได้โดดเด่น โดยรวมมันเป็นรถแบบ "กลางๆ" ในแทบจะทุกเรื่อง
และ MuX ใหม่เอง ผมก็ไม่เคยขับและไม่เคยไปดูตัวเป็นๆ แบบจริงจังเลย แค่เห็นวิ่งบนถนนและข้อมูลจากเนตแค่นั้น
เท่าที่เห็น โดยส่วนตัวรู้สึกว่า "ตูด" สีขาวไม่สวย มันจะจืดไปหน่อย ต้องเป็นสีเข้มถึงจะ “เฉียบ”

แต่โดยรวม ถ้าจะให้ตอบว่า Mux "ดีเลว" ยังไง คงไม่ได้
ก่อนจะซื้อ ต้องลองไปดูให้ดี เทียบ Option และอื่นๆ ที่ "ใจต้องการ" กับตัวเปรียบเทียบยี่ห้ออื่นให้ดี
อันไหน มันตอบโจทย์ อันไหนที่คุณไหว อันไหนที่มันทำให้คุณ รู้สึกว่า “เงินคุณมีค่ามากที่สุด” ซื้ออันนั้นแหละ!!

เอาที่ถามมาล่าสุดของ “มีนา” นี้ เรื่อง Mazda BT กับ Honda Civic
ถามผมว่า “อาจารย์รู้สึกยังไง รถมันแต่งแบบไหน” อะไรประมาณนี้

เออ... ผมไม่ใช่อาจารย์ ที่ผมลงให้อ่าน ก็เป็นเพียง “เรื่องเล่าจากทางบ้าน” ของคนๆหนึ่งเท่านั้น...
ผม “ไม่ได้รู้เรื่องรถทุกเรื่อง”  รู้แค่บางเรื่อง เพราะฉะนั้น “อย่า!! เรียกผมว่าอาจารย์” นะ
แทนว่า “ผมและคุณ” ก็พอ..  และขอยืนยันว่า  “ผมไม่สามารถตอบเรื่องรถ ได้ทุกเรื่อง”

แต่คุยมา ถามมา ก็ขอเล่า ตามที่เข้าใจ ตามที่เห็นตามคลิปแบบที่ทุกคนเห็นแล้วกันว่า..
ถ้าไม่แต่งมากมาย Civic “เป็นต่อ”
ไม่ว่าจะเป็น ช่วงล่าง, Handling, เครื่องยนต์, รวมถึง Aero Dynamic

แต่บังเอิญ BT ตามคลิปนี้ “จัดมาเยอะพอควร” + “แรงแค้น” ที่โดน “ถากถาง” ผ่าน Social Online มาด้วย
ทำให้การขับขี่ มันอาจจะ “ดุดัน” มากขึ้น
“พังไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” ก็ต้องมา..

ตามที่ดูคลิป BT คันนี้ เน้นเครื่อง + คนขับเป็นคนทำรถเองและเป็นเจ้าของรถ + ใช้รถทุกวันตั้งแต่มันยังเป็นป้ายแดง
มันทำให้ “ชินมือ” และสามารถรู้อาการความผิดปกติของรถได้

รถที่ชินมือแบบนี้ ไม่ว่าเขาหรือคุณ
ต่อให้เล่นกับรถแรงกว่า ที่ไม่มากเกินไป แต่ถ้าเขาไม่ชินรถ “ไม่คุ้นมือ” คุณก็มี “แต้มต่อ”

ตอนแข่งมีการ “ถ่วงท้าย” ด้วยข้าวสาร 2 กระสอบ คือ ประมาณ 100 กก.
บางคนอาจจะเข้าใจว่า ถ่วงน้ำหนักเข้าไป ก็ยิ่งเสียเปรียบ เพราะ ทำให้รถหนัก

แต่ที่เขาถ่วงเพราะ เป็นการ “เล่นกันที่ความเร็วสูง” ในระยะเวลา 5 กม.!!
ชื่อว่า “กระบะ” ด้านท้ายก็จะเป็นกระบะ  เมื่อวิ่งที่ความเร็วสูง มันก็จะเบาๆ ส่ายๆ
เพราะจะมีลมหวลตีกลับภายในกระบะและแถมไม่มีแรงกดในด้านท้าย ที่ไม่สามารถใส่ Spoiler ได้

ผิดกันกับ Civic ที่มี ฝากระโปรงหลังที่ช่วยลดลมหวนหมุนในด้านท้าย และมี Spoiler ในด้านท้ายมาช่วยเสริมแรงกดให้ท้ายนิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก

ดังนั้นบอกได้เลยว่า ข้าวสาร 2 กระสอบที่ว่า ช่วยได้มากพอควรเลยทีเดียว!!
คือ มันเป็นทั้ง “ตัวช่วยและตัวถ่วง!!”
ถ้าเป็นผม ผมจะหาฝาครอบกระบะใส่ และติด Spoiler หลังขนาดไม่ใหญ่มากเพิ่ม
หรือไม่ถ้าอยากประหยัด ก็เอาฝาท้ายกระบะออก เพื่อให้ลมไม่ต้องมาหมุนวนในกระบะมากไปและหาแผ่นเหล็กมาวางแนบกับพื้นกระบะ เพื่อถ่วงไม่ให้ท้ายเบาเกินไปแทน

การไปถึงความเร็วขนาดนั้นได้ ต้องมีการทดเฟืองท้ายให้ต่ำลง จากเฟืองท้ายติดรถเดิมแน่ๆ
เพราะ ความเร็วระดับ “สองร้อยขึ้น” เครื่องดีเซลในอัตราทดเฟืองท้ายเดิมๆ ในรถรุ่นเก่าๆ รอบน่าจะไป “ป้วนเปี้ยน” อยู่ที่ “ห้าพันกว่าๆ ” หรืออาจจะกว่านั้น!!
ซึ่งรอบสูงขนาดนั้น เรียกว่า “วิกฤต” ของเครื่องดีเซล
ยิ่งเป็นดีเซลสำหรับรถบ้าน ไม่ได้ “ปั้น” เพื่อมาแข่งเป็นเรื่องเป็นราว อย่างเครื่อง Diesel ของ Audi

BT ตามคลิป เลือกใช้เฟืองท้าย Dmax พร้อม “เต็ด” เพื่อช่วยในการออกตัว
พร้อมเกียร์ 6 Speed จาก Dmax1.9 เพื่อช่วยส่งและ “ลดรอบ” แทนเกียร์ 5 Speed และเฟืองท้ายอัตราทดสูงของเดิมติดรถ

พื้นฐานของเครื่องดีเซล ในด้านความทนทาน ต่อรอบสูง อาจจะไม่เท่ากัน

สมมุติ เครื่อง WT25 ของมาสด้าตามคลิป ยัด Turbo ใหญ่ เปลี่ยนแคม ทำนู่นนี่นั้น
แล้ว เครื่อง 4J 2500 ของอีซุ ทำทุกอย่างแบบเดียวกัน ใส่ของแบบเดียวกัน ทั้งคนทำและคนจูนแบบเดียวกัน
เรียกได้ว่า Copy and Paste มาเลย เพียงแต่จูนกล่องให้เหมาะกับเครื่อง

เมื่อ “อัด” ที่ความเร็วสูงสุด ในรอบสูงเหมือนกัน เครื่อง WT อาจจะทนได้ ประมาณ 10 นาทีก่อน “ลาโลก”
แต่เครื่อง 4J “อาจจะ” ลาโลก ตั้งแต่ยังไม่ 3 นาที ก็เป็นได้ ใครจะรู้!!??
 
และเมื่อดูจากหลายคลิป ที่เกี่ยวกับ BT คันนี้ โดยเฉพาะคลิปแข่ง
จะเห็นได้ว่า เจ้าของและคนขับ เป็นหนึ่งเดียวกับรถได้ดี
“คุมอารมณ์” ได้ดีมาก
สังเกตุได้จากตัว “Smart Gauge” ที่ตั้งเตือนให้เปลี่ยนเกียร์ที่ 5000 รอบ
“เตือนปุ๊ป เปลี่ยนปั๊ป” เพราะดีเซล “หายนะ” จะมาเยือนอย่างรวดเร็วมาก เมื่อเกิน “ห้าพันกว่ารอบ” นี้!!
และระบบระบายความร้อน รวมไปถึงระบบหล่อลื่นคันนี้
“ดีเยี่ยม”

อัดโหด จัดเต็มขนาดนี้ Water Temp ยังไม่เกิน 90c
Oil Temp แค่ไม่เกิน 86c

ขนาดรถ Dmax ผมคันที่รีวิว Remap นี้
ไม่ได้อัด ไล่ความเร็วขึ้นตามปกติ ขับลอยลำที่ความเร็วประมาณ 100
Water Temp ยัง 88c, Oil Temp 86c
ถ้าอัดๆ แต่ไม่ได้แช่ยาว แค่โยก-กด-แซง Water Temp 92-93c, Oil Temp 90-91c ตาม Smart Gauge
เพียงแต่ว่า ระบบระบายความร้อนและต่างๆ ยังเป็นของเดิมมากับรถตั้งแต่ป้ายแดงนะ
เพียงแต่เปลี่ยนทุกอย่างตามระยะที่คู่มือระบุ ความร้อนยังขนาดนี้
ความร้อนของรถผมที่ผมว่า มันก็ยังอยู่ในค่าที่ปลอดภัย ระยะปกตินะ

แต่ถ้าเป็นตอนที่ผมวิ่งที่ความเร็วสูงสุด หรืออัดสุด และถ้าอัดยาวหลายๆ กม. ไม่รู้มันจะอยู่ที่เท่าไร
แต่เข้าใจว่า ไม่น่าจะเกิน 100c แต่เรื่องจริงก็ไม่รู้ เพราะตอนนั้นยังไม่มี Smart Gauge ที่สามารถเช็คค่า "Peak" ได้
(ผมคงไม่อัดความเร็วสูงสุดมาฝาก มาให้ดูกันนะ ถ้ามันจะมี ก็คงตามระยะเวลานั้นๆ)

Smart Gauge นี่ผมแนะนำให้ติดเลยนะ ถ้าคุณไม่เดือดร้อนในเรื่องเงิน ในหลักพันมากเกินไป
ยิ่งรถคันไหน ที่ไม่มีเกจ์บอกอุณหภูมิความร้อน บอกแค่ตอน "ตัวเย็น" แล้วก็ตอน "ตัวร้อน" เลย!!
ไม่ว่ารถคุณ มี "หอย" หรือไม่มี อย่างน้อยมันก็สามารถตั้งเตือนเรื่องความร้อนได้ ก่อนมันจะ "Heat"
เพราะถ้ามัน "Heat" มาแล้ว เบาๆ ก็หลายพัน หนักๆ ก็หลายหมื่น
และพอหนักๆ มาแล้ว  ซ่อมได้ก็มักไม่ดีเท่าของเดิม มักจะมีอะไรมา "หงุดหงิด" กวนใจเพิ่มอีก
เมื่อคุณติดมันไปแล้ว พอคุณจะขายรถ ก็ย้ายไปติดคันใหม่ได้ต่อ

สรุป ที่ BT ชนะ ไม่ใช่แค่ คนขับ “ใจกว่า”
แต่เพราะรถ “ทำถึง” ด้วย นี่ขนาดเขาให้ “สัมภาษณ์” ว่า “Inter” รั่ว Boost อยู่ที่ 38 psi นะเนี่ย!!
ถ้าได้เต็มตามจูนที่ 50 psi มันจะแรงขึ้นอีกขนาดไหน!!

แต่ผมเชื่อว่ายังมี “ภาคต่อ”
“สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร”
ในภาคต่อ ผมว่า ผมถือหาง Civic!!
เพราะ ภาคใหม่ ชื่อ "Civic Revenge"


"ถ้ามัวแต่เดินตามรอยเท้าคนอื่น แล้วเมื่อไรจะมีรอยเท้าเป็นของตัวเอง"

"อยู่กับสิ่งที่มี.. ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน.. และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,118
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #72 เมื่อ: เมษายน 28, 2021, 11:32:41 »
สงกรานต์ปีนี้ไม่ได้ไปไหน แม้ลูกปิดเทอม อยากไปเที่ยว “ตปท.” ก็ไปไม่ได้
ถ้าไปก็ “โดนกัก” กลับมาก็โดนกัก ทั้งขาไปและขากลับ 28 วัน
หมดกันไปหนึ่งเดือน!!

แต่เด็กปิดเทอมทั้งที่ จะให้อยู่แต่บ้าน ตาม “โปรแกรมการท่องเที่ยวในช่วงโควิด” ที่ให้มา
ห้องนอน – ห้องนั่งเล่น – ห้องกินข้าว – ห้องออกกำลังกาย – ห้องน้ำ – ห้อง Theater – ระเบียง ฯลฯ
วนไปวนมา ก็จะกระไรอยู่

เพราะทุกการออกนอกบ้าน ย่อมมี “ความเสี่ยง”
แต่ก็ต้องเลือกเสี่ยงให้มันน้อยเข้าไว้...
ที่ๆ คนน้อย-อากาศถ่ายเท 

“ไปป่าดีกว่า”

ไปป่า ควรจะไปอย่างน้อยสัก 2 คัน เผื่อเหตุฉุกเฉิน ยังพอจะช่วยกันได้
ชวน “เพื่อนซี้ (ซั้ว)” เจ้าของหมู่บ้าน เจ้าเก่าเจ้าเดิมดีกว่า ว่าแล้วก็ต่อสายไปหาเลย..

ผม :  ช่วงนี้มึงออกไป “แรด” ไหนหรือเปล่า?
หมู่บ้าน :  บ้า  เขาให้กักตัว กูก็จะเป็นบ้าอยู่แล้ว เพราะ เมียกู Lazada กับ Shopee แ_งทั้งวัน
ให้แต่กูกักตัว แต่ของแ_ง มาส่งทั้งวัน  แ_งส่งมายังกับที่บ้านมีงานแซยิด!!  มันไม่คิดหรือว่า ไอ้โควิด มันจะติดมากับของ!!

ผม : 555 เออ กูว่าจะพาลูกไปเล่นน้ำ ไปป่า มึงไปกับกูอะเปล่า วันอาทิตย์ที่จะถึง
หมู่บ้าน : ไปดิ!! (ตอบแบบไม่ต้องคิด) ออกแต่เช้าเลย ดีๆ กูเบื่อมากเลย ลูกกูก็ดู Youtube จนตามันจะสั้น ตามั้นจะเหล่ไปหมดแล้ว 
ส่วนเมียกูก็ Lazada Shopee Face IG แ_ง ทั้งวัน  เออ เห็นเมียกูอยากจะคุยกับเมียมึง เรื่องกระเป๋า นาฬิกาหรืออะไรด้วยเนี่ยแหละ

หมู่บ้าน : สัญญาณ Net ไปไม่ถึง ที่นั้นใช่ไหม? กูโคตรรำคาญ ไอ้ Shopee กับ Lazada
ผม : ไม่ถึงมั้ง เออ แล้วเจอกันวันอาทิตย์ เสบียงกรัง เตรียมให้พร้อม ยุทโธปกรณ์ไปด้วยนะ

ผม : เออ แล้วมึง อย่า ออกไปแรดล่ะ  เดี๋ยวเอาโรคมาติดพวกกู
หมู่บ้าน : เออ กูรู้น่า..

ไปกัน 2 คัน 8 คน น่าจะสนุกพอดีๆ

แต่พอถึงวันไป..
ชวนหนึ่ง แตกออกเป็นสอง และเป็นสาม!!
หมู่บ้าน : กูแค่กระแอมเบาๆ บอกว่า มึงชวนไปป่า พาลูกไปเล่นน้ำ ไปไหม??
หมู่บ้าน : พวกมันก็มากันอย่างพร้อมเพรียงเลย  แต่กูก็ถามพวกมัน เหมือนมึงถามกู “ได้ออกไปแรดไหม?” 
มันก็ว่าไม่นะ มุกเดียวกับกูเลย “เมียไม่ให้ออก!!”

ผม : เออ ไอ้เช๊.. โควิดเขาไม่ให้รวมตัวกันเยอะ แต่ดันรวมกันอย่าง พร้อมเพรียงเลย!!
หมู่บ้าน : กูว่าแล้ว มึงต้องเจริญพรกู ที่กูบอกพวกมันด้วย เพราะกูกลัวเมียกู จะชวนเมียมึงคุยแต่ Shopping กัน เลยต้องหากำลังสนับสนุน
แต่มึงไม่ต้องกลัวนะ กูเอาที่ตรวจอุณหภูมิ มาจาก สนง.ด้วย (แล้วมันก็ให้ทุกคนตรวจ 555) กูกลัวมึงว่าเอา...  เห็นไหมบอกแล้วว่าพวกเราปลอดภัย!!

แก๊งเดิม ก๊วนเดิม รถที่เอาไปก็เหมือนเดิม
คันละ 4 คน, 4 คัน 16 คน Raptor 1, FTN TRD 1, PJS 2 ทั้งหมด “ขับสี่”

ถ้าจำไม่ผิด เมื่อปีที่แล้ว “พวกเรา” ก็มากัน แต่ในครั้งนั้น ไอ้เพื่อนผม FTN เพิ่งจะเคยลอง “ขับสี่”
ในวันที่ไปนี้ มันก็ถามอีก ถามว่า “กูต้องใส่ H4 ไหม?”

ผม : ขับสี่ของมึง จะใช้ได้สำหรับทางลูกรัง หรือทางอะไรก็ได้ที่มันไม่ใช่ ทางลาดยางหรือคอนกรีต หรือถ้าเป็นทางลาดยางหรือคอนกรีตก็ต้องเป็นสภาพที่ไม่ปกติ
เช่น มีเลนหรือโคลนที่มันต้องวิ่งในระยะทางที่พอสมควร ถึงจะเลือกใช้
ถ้านอกเหนือจากที่ว่าแล้ว ไม่ต้องเลือกใช้  แต่ถ้ากูจำไม่ผิด ตามคู่มือ มันบอกให้ใส่ขับสี่ ทุกเดือนๆ ละ 16 กม. นะ ลองไปอ่านดู”
FTN : แล้ว L4 ล่ะ

ผม : ถ้าไม่ได้ลุยแบบโหดๆ ปีนป่ายแบบชันๆ แล้ว ไม่ต้องเลือก แต่จริงรถมึงจะลุยโหดมากก็ไม่ได้นะ ขอบ 20 ยางมันบาง
FTN : ใช้ได้แค่นั้นนะ ไอ้ L4
ผม : อ่อ ถ้าใช้ลากจูงวัว จูงควายแบบมึงแล้ว ใช้ได้!!
FTN : @#$$%$%^&^*&*( 

ปีนี้เราก็ไปที่ “ฝายน้ำล้น” ที่เดิมอีกเช่นเคย
“ขาไป” ครั้งนี้ก็ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น เพราะ มันเป็นทางดิน แต่ชื้นหน่อย น่าจะมีฝนตกเมื่อคืน แต่คงไม่มาก
จะเลือกวิ่งขับ 2 หรือขับสี่ก็ได้ตามสะดวก เลอะๆ เปรอะๆ เต็มหน้ายางไปแบบ “สบายๆ”

ช่วงทางดินผสมลูกรังนี้ ระยะทางประมาณ 4 กม.
เมื่อเข้าทางดิน ทางลูกรัง ไอ้เจ้าของหมู่บ้าน ก็ “โชว์พาว” Raptor ของมันทันที
กดอัดรูดเข้าไป ให้พวกผมที่เหลือ “กินฝุ่น” ไป

ไปถึงฝาย โชคดีมาก ไม่มีคนเลย มีแค่กลุ่มพวกผม
แม้ว่าช่วงนี้ จะเป็นช่วงหยุดยาว แต่ก็เป็นวันหยุดสุดท้ายที่มักจะเดินทางกลับ เพื่อเตรียมตัวไปทำงานในวันรุ่งขึ้น
หรืออาจจะกลับล่วงหน้าไปก่อนแล้วก็เป็นได้
อย่างว่า ตาม “บ้านนอก” แบบนี้ ลูกหลานเมื่อถึงวัยทำงาน ก็มักจะไปหาเช่าห้อง อยู่ในเมือง เพราะ สะดวกกว่า
การเดินทางไป-กลับ ที่นี่ค่อนข้างลำบาก
ส่วนเด็กน้อย ก็มักจะอยู่กับ “ตายาย” ถ้าจะปล่อยให้มาเล่นน้ำเอง ก็อาจจะอันตรายได้

มาถึงที่ “ฝาย” นี้ ธรรมชาติจริงๆ สัญญาณ “Net” ไม่มี
สัญญาณโทรศัพท์ มาแบบ “อ่อนปวกเปียก” มีแค่ 1 ค่าย และแค่ 1 ขีด
Lazada Shopee คุณไม่ได้สิทธิ์ไปต่อ ณ ที่นี้!!

ระดับน้ำตรงที่พวกผม “ตั้งแคมป์” ก็พอดีๆ ประมาณ  1 เมตรเห็นจะได้
นั่งกิน นั่งคุยเฮฮากันไปตามเรื่องตามราว เมียๆ ก็คุยกันไป ลูกๆ ก็เล่นน้ำกันไป จนถึงประมาณช่วง ห้าโมงเย็นกว่าๆ “เมฆดำ” ก็ลอยใกล้มาแล้ว
อากาศเย็นลงค่อนข้างเร็ว  ลมค่อนข้างแรง แต่ก็ “Chill” ดี

พวกเราตอนแรกก็กะว่าจะอยู่กันถึงทุ่ม-สองทุ่ม เพราะตระเตรียมอุปกรณ์แสงสว่าง ฟืนไฟ และ “ยุทโธปกรณ์” มาอย่างเพรียบพร้อม
แต่เมื่อเห็นมืดเร็วมาพร้อมกับฝนแบบนี้ คงต้อง “ย้ายตูด” ดีกว่า
กำลังเก็บของยังไม่ทันเสร็จ ฝนและลมก็กระหนำ ไอ้พวกเรา “พ่อบ้าน” ผู้ชายอย่างเราไม่ค่อยกลัวหรอก สบายๆ พร้อมลุย
แถมยังมีคนบ้า เมื่อสายฝนมา อยู่คน “ตกลงมาเลยแรงๆ กูรออยู่!! ”
ผม : เฮ้ย!! ใจเย็น มึงเป็นอะไร บอกกูได้...
กูจะได้ลุยสักที!! เจ้าของหมู่บ้านเอ่ย...ด้วยดวงตาที่มองไปยังฝายน้ำและสายฝน
ผม : คิดในใจ (เท่จริงๆ มึง กูล่ะรู้สึกหนักใจแทน ลูกและเมียมึงจริงๆ 555)

ฝนแรงสมใจอยาก แถมเม็ดใหญ่ซะด้วย!!
ฝนและลม ไม่น่ากลัว แต่ “ฟ้า” นี่สิ ทั้งแล่บ ทั้งร้อง แถมมี “ผ่า” อยู่ไม่ไกลนัก

4H, H4 ใส่เลยๆ ย้ายตูดๆ
ฝนและฟ้า จัดหนักมากๆ

ชิงหนีเบอร์ 1 Raptor กดลุยแบบบ้าๆ ไป นำหนึ่ง
ตามด้วย PJS, FTN และ PJS ผมปิดท้าย
ทางดินสภาพชื้นๆ ผสมลูกรังเมื่อตอนเข้ามาหายไป ตอนนี้ไม่เหลือสภาพเดิม
มันเละ แถมมีทางน้ำไหลตัดผ่านทางหลายแห่ง  บางแห่งสูงราวๆ 20 ซม. เห็นจะได้
อย่างว่ามันเป็นทางตัดผ่าน “ป่ามัน” 

ยิ่งมี “แว๊บๆ” ฟ้าแล่บ ฟ้าผ่า กลางป่ามันนี่ เรียกความตื่นเต้นได้ดีที่เดียว!!
สี่กิโลตอนเข้า กับสี่กิโลตอนออก นี่หนังคนละม้วนเลยทีเดียว
ขามายังกับหนัง Sound of music  ขากลับยังกับหนัง Rambo

โชคดีที่ผม “ไม่ชะล่าใจ” เอา Dmax ผมที่ขับสองมา แม้ว่ามันจะใส่ ยาง “AT”
แต่ยังไง ผมก็ว่า ยังสู้ ขับสี่ยาง HT ไม่ได้ เพราะ “ขับสี่” ยังไง ก็มั่นใจไปได้ทุกทางมากกว่าและโอกาสเอาตัวรอดได้เองก็มากกว่า
ยิ่งเป็นขับสี่ชั้นดีแบบที่ติดรถ PJS มา ยิ่งทำให้ "มั่นใจ" เพิ่มขึ้นไปอีก
แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ ควรใส่ยาง AT ก็ยิ่งแจ๋ว หรือถ้า “ลุยมันทุกวี่ทุกวัน” จะไป MT ก็แจ๋วกว่า
แต่เสียงบน “ทางดำ” อาจจะหนวกหูมากกว่าอีกพอควร

เมื่อถึงทางดำก็เจอ Raptor จอดรออยู่ เพื่อที่จะ “จัดขบวน” เดินทางกลับ
ขากลับก็ขับตามกันและไปหาแวะกิน “ข้าวต้ม” กันสั้นๆ ก่อนแยกย้าย

ที่ร้านข้าวต้ม..
หมู่บ้าน : ออกมาจากฝาย กูใส่โหมด Baja กูลองมาเลย กูกดใส่มาแบบนักแข่งแรลลี่เลย (ทำท่าประกอบ) พอเจอร่องน้ำเท่านั้นแหละ
รถ แ_งเกือบพุ่งเข้าป่ามัน  เมียกับลูกกู กรี๊ดลั่นรถเลย!!  ใครจะไปรู้ว่ามันมีน้ำป่าตัดผ่านทาง สูงขนาดนี้ว่ะ!!

ขำกันทั้งโต๊ะ ยกเว้นคุณเมียและคุณลูกของมัน 555

“มิตรแท้จะเคียงข้างในยามที่ลำบาก มิตรแต่ปากยามลำบากจะจากไปเสมอ”
"อยู่กับสิ่งที่มี.. ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน.. และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,118
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #73 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2021, 09:33:41 »
มีคำถาม “โดนใจ” มา 2 คำถาม
ตอบส่วนตัวไปแล้วหนึ่ง คือ เรื่อง เครื่องเสียง
ที่เลือกมาคุยอีกหนึ่ง คือ เรื่องระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ที่ “คนอ่าน”
อยากให้ “เหลาเพิ่ม” ว่าทำไมระบบ “ขับสี่” ของ PJS กับ FTN ตัวปัจจุบันมันต่างกันเหรอ?
ทั้งที่มันขับสี่เหมือนกัน??

เอา เข้ามาใกล้ๆ จะเล่าให้ฟัง....
โดยทั่วไป “ระบบขับสี่” มันจะมี “ทรานเฟอร์เกียร์” อีกชุดหนึ่งไม่รวมกับเกียร์หลัก
มี 2 อัตราทดแบ่งแยกการถ่ายทอดกำลังอย่าง “ชัดเจน”
มี H (High) เพื่อเพิ่มการยึดเกาะ ในทางลื่นหรือผิดปกติเล็กน้อย แต่ยังคงใช้ความเร็วได้
มี L (Low) ที่เป็นอัตราทดสูง เพื่อเน้นแรงบิด เสริมการปีนไต่ แต่ก็ต้องแลกด้วยความเร็วที่ลดลง ประมาณว่า อาจจะเหลือ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ของอัตราทดปกติ

ระบบขับสี่ สามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ Part-Time กับ Full-Time

ว่ากันที่ Part-Time ก่อน ก็ คือ แบบที่ใช้ใน FTN ตัวปัจจุบัน และในอีกหลายยี่ห้อ
จริงๆ Part-Time แบบ FTN นี้ เป็น Part-Time ขับสี่ ที่มันมีมา “นานนม-นมยาน”
เมื่อยามขับขี่บน “ทางดำ” ทางปกติ ก็จะเลือกที่ “ขับสอง” คือ กำลังขับถูกส่งไปแค่ล้อหลัง 100%
ล้อหน้าไม่มีกำลังขับ ทำให้ไม่กินแรงเครื่อง หักเลี้ยวได้คล่อง เช่นเดียวกับรถทั่วไป

แต่เมื่อใส่ “ขับสี่” ของแบบ Part-Time 
กำลังที่ถ่ายทอด จะถูกแบ่งไปยังล้อหน้า-หลัง 50/50 เท่ากัน เน้นทางลื่น ทางวิบาก เพื่อช่วย “ตะกรุย” และยึดเกาะ

และเมื่อกำลังขับถูกแบ่งไปยังล้อหน้า-หลัง 50/50 เท่ากัน 
เมื่อมีการ “หักเลี้ยว” ล้อคู่หน้าย่อมมีแรงเสียดทานมากกว่า มันก็จะฝืน มันจะทำให้วงเลี้ยวกว้างมากขึ้น
คือ มันเลี้ยวแบบไม่เป็นธรรมชาติ  อันเนื่องจากการกระจายแรงแบบเสมอ หน้า-หลัง 50/50 นี่เอง

คือ “ขับสี่” (H4) ของ FTN หรือของรถรุ่นอื่นๆ ที่เป็นแบบ Part-Time นี้ ควรจะ “ใส่สี่” แค่ตอนสภาพทางไม่ปกติหรือลื่นเท่านั้น
ส่วนในสภาพทางปกติ ก็ไม่ควรใช้ แต่ถ้าผมจำไม่ผิด “ตามคู่มือ” จะแนะนำให้ “ใส่สี่” ทุกเดือนเป็นระยะทางอย่างน้อย 16 กม.หรือ 10ไมล์ เพื่อหล่อลื่นระบบบ้าง
ทำตามคู่มือได้ เพราะ เขาคงทดสอบมาแล้วว่า “เหมาะสม”
 
ที่เพื่อนผมเคยถามผมว่า “...สามารถใส่ ขับสี่ วิ่งตลอดเวลาใน FTN ได้หรือไม่?”
-   ไม่ได้ เพราะ การกระจายแรงขับ หน้า-หลัง แบบตายตัว 50/50 นี้มันจะทำให้ “ฝืน” ตอนเวลาเลี้ยว
ที่จะทำให้ระบบบังคับเลี้ยวและส่วนอื่นๆ สึกหรอเร็วกว่าปกติ

และถ้าเอาไว้วิ่งเร็ว ไม่มีเลี้ยวกลับรถ แค่ทางตรงหรือโค้งกว้างๆ ล่ะ ได้ไหม?
-   ได้ แต่ก็คงไม่ดีนัก เพราะ อย่างที่บอก มัน “กระจายแรงขับ” หน้า-หลัง แบบตายตัว 50/50
ทางตรงคงไม่มี ปห. แต่ทางโค้ง ถึงแม้จะเป็นโค้งกว้าง ล้อหน้า-หลัง, ซ้าย-ขวา เจอการกระจายแรงขับ หน้า-หลัง
แบบตายตัว 50/50 มันก็จะ “ฝืนๆ” ยิ่งไปเร็วๆ ร้อยกว่าสองร้อยนี่ โอกาส “หลุด” สูง!!

สรุป Part-Time ขับสี่ (H4) จะใส่ก็ต่อเมื่อ สภาพทางไม่ปกติ หรือแค่วิ่งเพื่อหล่อลื่นระบบเท่านั้น
ถ้าเป็นสภาพทางปกติ ควรใช้แค่ 2H เท่านั้น
ส่วน 4L ใช้ก็ต่อเมื่อ ทางวิบาก (ลำบาก), ปีนไต่ชันๆ เท่านั้น

ก่อนจะไปเหลา “ระบบขับสี่ของ PJS”
จะขอพูดถึง “Full-Time 4WD” ก่อน
ชื่อมันก็บอกแล้วว่า “ขับสี่ตลอดเวลา” จะไม่มีตัวเลือกที่จะมา ทำให้มันวิ่งแค่ ขับสองได้
แต่มันจะมีตัวเลือก ให้ล็อคการกระจายแรงขับ ให้เป็นแปรผัน หรือจะล็อคให้ หน้า-หลัง 50/50 ได้
และตัวเลือก "อัตราทดสูง" เพื่อปีนป่ายทางชันๆ (4L)

ถ้าวิ่งในเมืองปกติ ก็เลือกแปรผัน หรือในบางรถก็ไม่ต้องเลือก เพราะ “เขาบอกในคู่มือ” อยู่แล้วว่า
“กระจายแรงขับตามสภาพทาง” แล้วแต่รุ่น แล้วแต่รถด้วยนะ

หลักๆ ก็ประมาณนี้...

มาว่ากันด้วยระบบขับเคลื่อนของ PJS ตัวปัจจุบัน ขับสี่บ้าง
จริงๆ PJS จะว่าไป นี่เป็น “Hybrid” เลยนะ คือ จะเป็น Part-Time ก็ได้ เป็น Full-Time ก็ได้
เป็นระบบขับเคลื่อน “อัจฉริยะ” เลยทีเดียว

ถ้าเลือก “ขับสอง (2H)” มันก็จะส่งกำลังขับ 100% ไปที่ล้อคู่หลังเท่านั้น ล้อคู่หน้าไม่มีกำลังขับ เพื่อประหยัดน้ำมัน
แต่ถ้าเลือก “ขับสี่ (4H)” มันก็จะส่งกำลังขับ “แปรผัน” หน้า-หลัง 30-70, 40-60 แล้วแต่สภาพทาง!!
เมื่อเลือกแบบนี้ รถก็จะกลายเป็น “Full-Time 4WD”  ไปนั้นเอง

ข้อดีมีมากมายจากการส่งกำลังขับแบบแปรผันนี้  คือ
ทำให้เวลาเลี้ยว หรือกลับรถ “ไม่ฝืน”
ปัญหาวงเลี้ยวกว้างที่เพิ่มจากการใส่ขับสี่ “ไม่เกิดขึ้น”
ความคล่องตัวเทียบได้กับรถขับสองทั่วไป แต่ประสิทธิภาพการเกาะถนนเหนือกว่าหลายขุม!!
สามารถ “ใส่สี่ (4H)” ได้ทุกสภาพทางทั้งแห้งและเปียก ทั้งขับช้าหรือเร็ว เพราะ มันคือ ขับสี่แบบ Full-Time เช่นเดียวกับ
Mitsu EVO, Nissan GTR ฯลฯ

แต่ แต่ แต่ ถ้าใส่แค่ 4H ไปลุย ถ้า “ติดหล่ม” ในล้อหลังค่อนข้างลึก
แรงขับที่ส่งมาในด้านหน้า สูงสุดแค่ 40% อาจจะไม่พอ ที่จะช่วย “ตะกรุย” ขึ้นนะ

แต่ช้า แต่.. ใน PJS ยังมีให้เลือกอีกระดับใน 4HLc 4WD High Range With Locked Transfer ในโหมดนี้ระบบส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อทั้ง 4
โดยมีระบบ Center Differential Locked  ทำหน้าที่ในการเฉลี่ยแรงบิดไปยังล้อหน้า 50% และล้อหลัง 50% เท่ากันตลอดเวลา เพื่อช่วย “เอาตัวรอด” อีกหนึ่ง

เมื่อใส่ 4HLc ก็มีค่าเท่ากับ H4 ที่มีใน FTN แรงขับ หน้า-หลัง แบบตายตัว 50/50 และถ้าใส่ระบบนี้ เวลาเลี้ยวหรือกลับรถก็จะ “ฝืนๆ” เช่นเดียวกันนะ เพราะมันล็อคแรงขับ 50/50

แต่ที่ ขับสี่ของ PJS ตัวปัจจุบัน ที่มันดีมันเหนือกว่าของ FTN หรือเหนือกว่า ระบบ Part-Time ทั่วไป คือ
มันมีระบบขับสี่ที่ส่งกำลังขับ “แบบแปรผัน” หน้า-หลัง แล้วแต่สภาพทางได้ จึงสามารถใส่ขับสี่ได้ทุกสภาพทาง ทั้งแห้งและเปียก ในทุกๆ ความเร็ว
เพื่อเพิ่มสมรรถนะการยึดเกาะถนน และยังใช้ได้คล่องตัวเช่นเดียวกับขับสองทุกประการ
และเมื่อถึง “บทบู๊” ก็ยังลุยได้ เฉกเช่น ขับสี่สาย “Off Road” จะพึงลุยได้เช่นกัน

แต่โดยรวมไม่ว่าจะขับสี่แบบไหน
ก็อย่าเพิ่ง “มั่นใจ” ว่ารถกู “ขับสี่” มันคงพาไปได้ทุกที่ทุกทาง
เพราะนอกจากรถที่พร้อม ไม่ว่าจะเป็นยางที่เหมาะสมกับสภาพทาง ไม่ว่าจะ A/T, R/T, M/T ก็ตาม
และอุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ เช่น Winch หน้า-หลัง และอื่นๆ ที่อาจจะต้องติดเพิ่มแล้ว

หลายคนตั้งแต่ซื้อ “Four Wheels” มา ยังไม่เคยใส่ “4 Low” ก็เยอะ
การลุยป่าแบบลำบากจริงๆ จังๆ แทบจะใส่ด้วยเกียร์เดียว คือ 4 Low เลย!!
เพราะการลุยป่า ไม่ใช่การขับแบบ “Rally” ที่เน้นเร็วเป็นหลัก

การลุยป่าจริงๆ ในบางครั้ง อาจจะ 1-2 กม./ชม. ก็มี
ยิ่งขับเร็ว ก็ยิ่งพังเร็ว ไม่ใช่แค่รถ
“ธรรมชาติ” ก็จะถูกทำลายไปด้วย
รักที่จะเที่ยวกับธรรมชาติ ต้องรู้จัก “รักษ์” มันด้วย!!

ในบางป่า อาจจะเป็น “พื้นที่อุทยาน” ต้องมีการขออนุญาตก่อนเข้า
อันนี้ยังไม่รวมเรื่อง “ยุทโธปกรณ์” ที่พกพาไปด้วยนะ อันนี้ค่าปรับก็แพงพอควร
บางที่เข้าไป “ซี้ซั้ว” อาจเสี่ยงต่อการ “ติดคุก” ได้ หรือ “ทั้งจำทั้งปรับ!!”

การขับลุยป่า หรือในทางที่ไม่รู้ ไม่ชำนาญ บทจะลุย บทจะบู๊ แบบ “One Man Show” เป็นการเสี่ยงอย่างยิ่ง
ควรจะหา “คู่บ้า” ไปด้วย ไปกันอย่างน้อย สองคันขึ้นไป
เข้าทำนองที่ว่า
“คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนกลับมาได้”

“ปัญหาตื้นๆ” เช่น ยางรั่ว แก้มยางฉีก ทำเอาแย่ มาหลายคน
เพราะมันมายาก ตรงที่ “จุดขึ้นแม่แรง”

“เสบียงกรัง” ถ้าเป็น “ป่าจริงๆ” ต้องเตรียมไว้ “ให้เกิน”
เช่น ไปเที่ยว 2 วัน 1 คืน อาจจะต้องเตรียม “คูณสอง”

การ “กางเต็นท์” ใกล้น้ำ ช่วงหน้าฝน “ระวังน้ำป่า” ด้วย
ถ้าเสียงดังมา อาจจะแสดงว่า “สายไป...”

ถ้ามี “คนนำทาง”  “เด็กในพื้นที่”  ไปด้วยก็จะดีขึ้น
 แต่ต้องเอาคนที่คุณว่า “ชัวร์ๆ” นะ  ไม่งั้น มันอาจจะเป็น “Last Trip”
โดยส่วนตัว จะให้ดีที่สุด ควรต้องมี “พลรับใช้” ที่เคยใช้มานานไปด้วย ก็จะอุ่นใจและสบายกายมากขึ้น



“ถ้าคุณไม่อยากจะแพ้ฝุ่น  ให้ล้อหมุนมาบ้านนอกในขุนเขา
ธรรมชาติอากาศดีแถมมีเรา ไม่ต้องเมา ฝุ่นควันในเมืองกรุง”

"Climb the mountain… so you can see the world, not so the world can see you."
"ปีนภูเขา…เพื่อที่คุณได้เห็นโลก, ไม่ใช่เพื่อให้โลกได้เห็นคุณ"

I see skies of blue
And clouds of white
The bright blessed day
The dark sacred night
And I think to myself
What a wonderful world - Cr : Wonderful World - Louis Armstrong
"อยู่กับสิ่งที่มี.. ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน.. และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"

ออฟไลน์ the kit

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1,118
Re: Review : REMAP เรียกความแรงด้วยงบเบาๆ All New D-Max 2.5 AT
« ตอบกลับ #74 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2021, 10:06:07 »
เมื่อเดือนที่แล้ว ใน “บางเพจ” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ “การแต่งรถ”
โดยคุยกันเกี่ยวกับเรื่อง “รถโหลด”
โหลดแบบเตี้ยสุดๆ ของรถกระบะ

แล้วก็ไปทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องของการ “เว้าแชสสีย์” ว่ามันจะทน? มันจะ อตร.?

ถ้าได้อ่าน ได้ติดตามที่ “ผมเล่า” มาตลอดก็จะเห็นว่า...
ผมเคยผ่านจุดนั้นมาก่อน...

อย่างที่เคยบอก การโหลดรถ เมื่อประมาณ “ยี่สิบกว่าปี” ที่ผ่านมา
จะเตี้ยก็เตี้ยสด “ไม่สวมถุง”
จะมีก็อย่างมาก คือ “Hydrolic”

รถกระบะ ถ้าอยากจะโหลดสุด แบบ “ติดดิน”
เพลาหลังก็จะไปยันกับแชสสีย์ คือ ถ้าโหลดแบบนี้ รถก็จะวิ่งได้ลำบากมาก
เพราะ มันไม่มีช่วงยุบ เหมือน “กระดานเหล็ก” เคลื่อนที่ได้!!

ดังนั้น ถ้าต้องการเตี้ยแบบนี้ การ “เว้าแชสสีย์” เป็นสิ่งจำเป็น!!??
เพื่อให้เตี้ยได้มากขึ้นไปอีก และยังคงมีช่วงให้ตัวของช่วงล่างได้อยู่บ้าง แม้ไม่มากก็ตาม

อย่างผมในช่วงใช้ Isuzu มังกรทองก็มีการเว้าแชสสีย์เช่นกัน
ของผมเว้าเข้าไป ประมาณครึ่งของแชสสีย์!! แล้วก็ดามในด้านในเพิ่ม
เพียงแค่นี้ “หูแหนบ” ตัวล่างก็ห่างจาก “พื้นโลก” แค่ “กล่องฟิลม์” ในแนวนอน หรือประมาณ 1 ½” เห็นจะได้

แข็งแรงไหม? อันตรายไหม?
ถ้าเป็นความรู้สึกในตอนนั้น
“ไม่รู้ ไม่สน” ขอแค่ “สวยฉัน” ใครจะว่าไง.. อย่า!! ได้แคร์!!

ถ้าถามความรู้สึกในตอนนี้..
ในเรื่องที่ “เว้าแชสสีย์” ความแข็งแรงจาก STD แน่นอนต้องลดลง!!
อตร.ต้อง “มีมากกว่า" STD เนื่องมาจากความแข็งแรง..

แต่รถพวกนี้ รถโหลดแบบนี้ โดยมากเน้นขับเล่นหรือจะขับจริงก็ตาม แต่โดยมาก  “ไม่เน้น” บรรทุกหนัก
ความแข็งแรงมันลดลงแน่นอน เพียงแต่ว่า มันไม่ถึงกับสร้างอันตรายต่อเพื่อนร่วมทาง
แต่ในเรื่องที่มัน “เตี้ยติดดิน” นี้ อาจทำให้ “เพื่อนร่วมทาง” รู้สึกว่าเรา เป็นตัว “เกะกะ” ถนนไปก็เป็นได้ สำหรับบางพื้นที่บางถนน

อย่างของผม ก่อนทำ ผมเห็นในนิตยสารแต่งรถของไทย ที่มีแนวคิดมาจากพวก “เมกัน” ว่ามันต้องทำแบบนั้นแบบนี้
ก็อ่านซ้ำๆ ดูรูปมาซ้ำๆ เอา “กล้องส่องพระ” มาส่องหนังสือรถ ดูรายละเอียด สักระยะ

ผมคิดก่อนทำได้ 2-3 วัน ก็ลุยเลย!! และก็ “เว้าแชสสีย์” กับอู่ท่อไอเสียของ “คนเคยเป็นเพื่อน” นี่แหละ
พุดง่ายๆ ก็ "รังสรรค์" กันเองเลย "กูเป็นคนคิด มึงเป็นคนทำ"
หมดค่าทำไป "ไม่กี่ร้อย..."

จำได้เลยว่า ถอดล้อคู่หลังออก ก็เอาตลับเมตรวัดแชสสีย์
เอา “ชอล์ค” ขีดกะให้ได้ตามใจที่ต้องการ อันนี้ผมขีดเอง!! รถเราเอง กะเองเลย “วิศวะกะ”
จากนั้นก็ให้ “คนเคยเป็นเพื่อน” เอา “ไฟแก๊ส” เป่าตัดเลย!!
ตอนตัด “ใจหาย” ไป “ห้านาที” เห็นจะได้ จากนั้นก็มา “ใส่ใจ” สิ่งที่จะไปต่อ...

ก็แต้มดาม แต้มยึด ในจุดที่คิดว่ามันน่าจะช่วยให้แข็งแรงอีกสามสี่จุด เป็นอันจบพิธี
 แต่พอใส่ล้อ เอารถลง ยิ้มไว้ก่อน เตี้ยเพิ่มอีกแค่ไหน
แต่ แต่ แต่ รถมันไม่เตี้ยเพิ่มตาม!!
แถมยัง “แข็งโป๊ก” เหมือนเดิม อะไรหว่า...

ถึงบางอ้อ “ช็อคอัพยัน!!”
หาเทียบ หาเปลี่ยนใหม่ ได้ Monroe กระบอกเหลืองสั้นๆ มาใส่ เตี้ยนิ่ม ลากพื้นสมใจอยาก...


ผมใช้รถในสภาพ “เตี้ยติดดิน” นี้กว่า หกปี บนระยะทางประมาณ สองแสนกว่ากิโล เห็นจะได้
ขับไปทุกสภาพถนน ไป-กลับ กรุงเทพ-บ้านนอก ก็บ่อยมาก บรรทุกหนักก็มี ซัดหนัก เข้าโค้งแรง
ไปติดเนิน จนเป็น “ไม้กระดก” ก็ออกบ่อย โดยเฉพาะ “สะพานทางเข้า RCA”
คือ แค่ขึ้นทะแยงไม่พอ ต้องส่งให้มันกระแทกผ่านไปเลย ถึงจะได้!!

เข้าใจว่า ตั้งแต่อ่านมา.. ผู้อ่านคงเริ่มมีคำถามในใจว่า...
แล้วมี ปห.กับการ “เว้าแชสสีย์ไหม? มันอะไร? มันยังไง?

มีครับ!! มีเฉพาะในส่วนของกระบะ คือ ท้ายมันจะ “ห้อย” ลง
มันจะ “ไม่เป็น” เส้นตรงตามเส้นแนวของรถที่เป็นมาจากโรงงาน
หรือเรียกว่า “ท้ายตก”
และอีก ปห.ที่เจอ คือ พื้นกระบะท้าย “ดุ้ง”
มันดุ้ง เพราะ มันเตี้ยมากจนหัวเพลามากระแทก
เห็นใน ตปท. บางคันตัดเว้า พื้นกระบะ ตรงหัวเพลาออกเลยก็มี

แต่อันนี้ผมไม่กล้า เพราะถ้าตัดออกแล้ว จะมาเชื่อมกลับ ยังไงก็ดูไม่เหมือนเดิม
แถมถ้าที่บ้านเห็นล่ะ โดนด่าเช็คแน่นอน!!
แค่นี้ ที่บ้านผมเห็น คันนี้เมื่อไร ยังเรียกว่า “รถไถ” เลย...
ไปไหน "พื้นเรียบ" ตลอด..

อ้อ!! อีก ปห.หนึ่งที่ลืมไม่ได้ เป็น ปห.หลักเลยล่ะ คือ "ท้องลาย"

แต่นอกนั้นไม่มี ปห.ใดๆ เลย!! นี่คือเรื่องจริง จาก ปสก.จริง!!

เป็นช่วงประมาณ “หกปี” ที่มีความสุขอยู่กับรถคันนี้
ตอนก่อนขายไป ผมมี “ม้าศึก” คู่กายคันใหม่แล้ว

คันนี้ผมก็ยกขึ้นใกล้เคียง STD  ใส่ล้อ OZ Rally ขอบ 15 ยาง Falken Snow 205/60-15 ให้คนงานใช้อีกระยะ
ท้ายรถที่มันห้อย ก็ใช้แม่แรงดัด ให้มันดีดขึ้น
มันอาจจะไม่เท่า STD มันก็จะห้อยนิดๆ แต่ไม่ดูเทียบกับรถเดิมๆ ก็ยากที่จะรู้
แล้วก็อุด-ดาม รูแชสสีย์ที่เว้า แล้วก็ขายไป

ผมเป็นคนเปิดเผย  ผม “ไม่ปกปิด” คนซื้อต่อ
ก็บอกเขาตามตรง เขาก็เข้าใจ (หรือเปล่า!!??)
แต่โดยรวมเขาชอบมาก เพราะรถผม “ครบเครื่อง”
ทั้ง หอย เครื่องเสียง กระจกไฟฟ้า แม็ก-ยาง
รถกระบะสมัยนั้น เพิ่งจะมี “Power  Window” กันเอง มีก็แค่ในรุ่น Top นะ
และในตอนนั้น Turbo จากโรงงานก็ยังมีแค่บ้างรุ่น และส่วนมาก “หอย Nursery”
ความแรงยังห่างจาก “มังกรทอง” ของผมเยอะ

ทุกวันนี้ ในบางวัน นานๆครั้ง ผมยังเจออดีต “รถไถ” ของผมวิ่งอยู่แถวบ้านอยู่เลย!!
สภาพโดยรวม แม้ว่ามันจะ “ร่วงโรย” ตามกาลเวลา แต่มันก็ยังมี “ภาพจำ” อยู่
เป็นล้อ OZ และมีเสียงหวีดจากเทอร์โบอยู่ ตามที่มีมา ตั้งแต่ก่อนขายไป..

“ต้นไม้งาม ไม่ได้มีเฉพาะสีเขียว
ความสำเร็จของเรา ใช่ว่าต้องเป็นสิ่งเดียวกับคนอื่น..”

“อดีตมาก่อนปัจจุบัน แต่อย่าลืมว่าปัจจุบันสำคัญกว่าอดีต”
"อยู่กับสิ่งที่มี.. ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน.. และทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด"